วันพุธ, กันยายน 23, 2569

ประเด็นร้อนทางการเมือง : การที่ ร.ต.อ. ปิยะ เป็นหนึ่งในเสียงข้างมากที่ยกคำร้องให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน (คดีฮั้ส สว. ซึ่งมีชื่อนักการเมืองใหญ่และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรวมอยู่ด้วย) แล้วต่อมาได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี DSI คนใหม่ ถูกตั้งคำถามจากสังคมถึงความเชื่อถือ





https://x.com/natlamborghini1/status/2102340469162160243
.....

กรณีของ ร.ต.อ. ปิยะ รักสกุล ซึ่งแต่งตั้งเป็น อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) คนใหม่ ในการประชุม ครม. นอกเหนือจากประเด็นการแต่งตั้งโยกย้ายในกระทรวงยุติธรรมแล้ว สิ่งที่ถูกตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก คือการที่ชื่อของท่านปรากฏอยู่ในคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ของ กกต.

มติ 5 ต่อ 2 ยุติคดี: คณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ดังกล่าว ได้ลงมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เสียง ให้ "ยกคำร้อง" ในส่วนของคดีฮั้วเลือก สว. ซึ่งสวนทางกับผลการสอบสวนของคณะไต่สวนชุดที่ 26 (ที่เคยทำสำนวนร่วมกับ DSI และเห็นควรให้ดำเนินคดี)

ข้อกังขาเรื่องความสัมพันธ์และผลประโยชน์ขัดกัน: การที่ ร.ต.อ. ปิยะ เป็นหนึ่งในเสียงข้างมากที่ยกคำร้องให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน (ซึ่งมีชื่อนักการเมืองใหญ่และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรวมอยู่ด้วย) แล้วต่อมาได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี DSI คนใหม่ จึงกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองที่ภาคประชาชนและฝ่ายค้านหยิบมาตั้งคำถามถึงเรื่องระบบอุปถัมภ์ ความเกี่ยวโยง และผลประโยชน์ทับซ้อนในกระบวนการยุติธรรม

ข้อกังขาและปมความเชื่อมโยงในกรณีนี้ ถูกตั้งคำถามอย่างหนักใน 3 มิติหลัก ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาระบบอุปถัมภ์ ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) และธรรมาภิบาลในกระบวนการยุติธรรมของไทย:

1. ความย้อนแย้งระหว่าง DSI กับมติอนุกรรมการ กกต.

บทบาทซ้ำซ้อนในคดีเดียวกัน: ในทางปฏิบัติ DSI เป็นหน่วยงานหลักที่เคยเข้ามาร่วมสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานในคดีฮั้วเลือก สว. ซึ่งสำนวนของฝ่ายสืบสวน (คณะไต่สวนชุดที่ 26) มีความเห็นว่า "มีมูลความผิด"

มติยกคำร้อง: แต่เมื่อเรื่องเข้าสู่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ของ กกต. ร.ต.อ. ปิยะ (ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่ง รองอธิบดี DSI) กลับเป็น 1 ใน 5 เสียงข้างมากที่ลงมติ "ให้ยกคำร้อง" คดีดังกล่าว ส่งผลให้กลุ่มผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนหลุดพ้นจากข้อหาในชั้นนี้

ข้อสงสัย: สังคมจึงเกิดคำถามว่า เหตุใดเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหน่วยงานที่ร่วมสืบสวนจนพบพยานหลักฐาน ถึงลงมติในชั้นอนุกรรมการฯ ตรงกันข้ามกับทิศทางสำนวนการสอบสวนเดิม

2. เงื่อนเวลา (Timing) กับรางวัลทางการเมือง/ตำแหน่ง

กระบวนการแต่งตั้งที่ประจวบเหมาะ: การลงมติยกคำร้องเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับการพิจารณาแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงยุติธรรม

ข้อสงสัยเรื่อง "ตั๋ว/รางวัล": ฝ่ายค้านและภาคประชาชนจึงตั้งคำถามเชิงวิพากษ์วิจารณ์ว่า มติยกคำร้องที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและกลุ่มทุน/เครือข่ายการเมืองใหญ่ในสภาสูงนั้น เป็น "เงื่อนไขแลกเปลี่ยน" หรือ "ผลงาน" ที่ส่งผลต่อการได้รับความเห็นชอบจาก ครม. ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งอธิบดี DSI (ตำแหน่งระดับ C10/บริหารระดับสูง) หรือไม่

3. ผลประโยชน์ขัดกันและการทำลายความเชื่อมั่นในระบบตรวจสอบ

ผู้ถูกกล่าวหาคือฝ่ายบริหาร/ผู้มีอำนาจ: เมื่อผู้ถูกกล่าวหาในคดีมีทั้งนักการเมืองระดับชาติและบุคคลที่เชื่อมโยงกับฝ่ายบริหาร การที่ผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบ (อนุกรรมการ กกต.) ได้รับการแต่งตั้ง/โปรโมตโดยฝ่ายบริหารในเวลาต่อมา จึงขัดกับหลักการพื้นฐานของ "ความเป็นกลางทางการเมือง" และ "ความปราศจากอคติ"

กระทบความน่าเชื่อถือของ DSI: DSI เป็นองค์กรบังคับใช้กฎหมายในคดีพิเศษที่ต้องอาศัยความน่าเชื่อถือสูง เมื่อผู้นำองค์กรคนใหม่มีประเด็นข้อกังขาเรื่องมติยกคำร้องคดีระดับชาติ ย่อมส่งผลกระทบต่อความไว้วางใจของประชาชนต่อการทำคดีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจทางการเมืองในอนาคต