Kasian Tejapira
12 hours ago ·
6 ตุลาคม 2519: สงครามเป็นการต่อเนื่องของการเมือง
%%%%%%%
ข้อที่น่าเสียดายในการตีความประเมินค่ากรณีสังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519 ว่าเป็นส่วนหนึ่งของ "สงคราม" ภายในประเทศระหว่างรัฐไทยกับคอมมิวนิสต์คือมันทำให้ละสายตาไปเสียจาก "การเมือง" ที่ให้เหตุผลความชอบธรรมแก่สงคราม (โดยไปจับจ้องอยู่ที่ว่าทำไงได้ สงครามมันก็เป็นแบบนี้แหละ...เสีย)
การที่รัฐไทยใช้ความรุนแรงต่อพลเมืองร่วมชาติส่วนหนึ่ง (นิสิตนักศึกษาลูกหลานคนชั้นกลางชาวเมือง) ย่อมมาจากฐานคติทางการเมืองที่มองพวกเขาเป็นอื่น เป็นไม่ไทย เป็นคนนอก (จากความเป็นไทย)
ปัญหาอยู่ตรงจะจัดการกับสถานภาพความเป็นพลเมืองไทย (ที่ไม่ไทยทางความคิดการเมือง) ของพวกเขาอย่างไร?
วิธีหนึ่งคือโยงโยนให้พวกเขาเป็น "ญวน" ไปเสีย (รมว.สมัคร สุนทรเวช ชี้แจงในยุโรปว่าคนที่ถูกเผาไม่ใช่คนไทย เพราะมีรูปโฮจิมินห์เล็ก ๆ อยู่ในกระเป๋า และคนเผาก็ไม่ใช่ไทย เพราะคนไทยไม่ทำกับคนไทยแบบนั้น โดยนัยคือมันเป็นเรื่อง "ญวนเผาญวน" เพื่อทำลายหลักฐานกันเอง ไม่เกี่ยวกับคนไทยและความเป็นไทยเรา)
มิฉะนั้นก็ต้องยอมรับว่าพวกเขาเป็นคนไทย เป็นคนที่คิดเห็นเป็นอื่นแต่อยู่ข้างในประเทศไทย ซึ่งยังความอิหลักอิเหลื่อให้แก่การเมืองเพื่อการสังหารหมู่แบบนี้มาก
ตกลงพวกเขาเป็น "คนไทย" หรือ "คนไม่ไทย" หรือเป็นอะไรกันแน่?
จนต้องเนรมิตเอกลักษณ์ใหม่ให้คนเหล่านี้ว่าเป็น "ผู้หลงผิด" ที่อยู่ระหว่าง คนไทย กับ คนไม่ไทยหรือคนอื่น (Thongchai, Siam Mapped, Conclusion, p.170)
กระบวนการอะไรที่ทำให้เขาเปลี่ยนจาก "หลงผิด" เป็น "คิดถูก" และได้การยอมรับกลับเป็น "คนไทย" อีกครั้ง?
ทว่าพื้นที่ที่สามนี้ก็ออกจะล่อแหลม ไม่มั่นคง เพราะมันกลายเป็นเรื่องของ "ความคิดผิด" ซึ่งน้ำหนักของเส้นแบ่งก็อยู่ตรงที่ว่า "ความคิดถูก" นั้นยังคงความถูกต้องสัมบูรณ์แบบอยู่หรือไม่? อีกนานเท่าไร? มันอาจจะพลิกกลับเปลี่ยนแปลงความคิดไปได้หรือไม่อย่างไรในสภาพการณ์ที่เปลี่ยนไป?
AI มองยังกับคำพูดของสมัครข้างบน
ทำไมสมัคร สุนทรเวช ถึงพูดเช่นนั้น
จากภาพที่คุณส่งมา เป็นบันทึกคำกล่าวของ นายสมัคร สุนทรเวช ในขณะที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และการรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน) ซึ่งได้เดินทางไปกล่าวบรรยายเพื่ออธิบายสถานการณ์การเมืองไทยแก่สื่อและองค์กรในต่างประเทศ (เช่น ที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2520)
(ประชาไท Prachatai.com)
เหตุผลสำคัญที่นายสมัคร สุนทรเวช กล่าวในลักษณะที่ว่า “คนที่ถูกเผาที่ธรรมศาสตร์เป็นคนเวียดนาม (คนญวน)” หรือ “ไม่ใช่คนไทย” มีปัจจัยและบริบททางการเมืองในขณะนั้น ดังนี้:
1. บริบทสงครามเย็นและความกลัวคอมมิวนิสต์
(The Momentum)
ในยุคทศวรรษ 2510 เป็นช่วงสงครามเย็นที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญกับการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ (เวียดนาม ลาว และกัมพูชา ตกเป็นคอมมิวนิสต์ในปี 2518) ในขณะนั้น ฝ่ายขวาและฝ่ายรัฐไทยใช้แนวคิด “ภัยคุกคามจากต่างชาติ” โดยเฉพาะแทรกซึมจากเวียดนาม (ญวน) มาเป็นเครื่องมือหลักในการสร้างความชอบธรรมให้แก่การปราบปรามนักศึกษาและประชาชนในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519
(The Momentum)
2. การลดทอนความชอบธรรมของขบวนการนักศึกษา
(วิกิคำคม)
เพื่อเปลี่ยนภาพจำว่าผู้ที่ถูกทำร้ายและถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหด (เช่น การแขวนคอและเผานั่งยาง) ไม่ใช่นักศึกษาหรือประชาชนคนไทย แต่เป็น “ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ชาวต่างชาติ” ที่เข้ามาแทรกซึม ฝ่ายรัฐจึงพยายามอ้างหลักฐานต่างๆ เช่น การพบรูปโฮจิมินห์ หรือการอ้างว่าพบอาหาร/ข้าวของเครื่องใช้ของชาวเวียดนาม เพื่อปลูกฝังความคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการปกป้องชาติจากภัยต่างชาติ
(วิกิคำคม)
3. การสร้างภาพลักษณ์และฟื้นฟูภาพพจน์ของประเทศไทยในเวทีโลก
(วิกิคำคม)
ภาพการความรุนแรง เช่น การทรมานและเผาศพกลางท้องสนามหลวงและถนนราชดำเนิน ได้ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลกผ่านสื่อต่างประเทศ สร้างความตื่นตระหนกและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักต่อรัฐบาลไทยในขณะนั้น การเดินทางไปชี้แจงในต่างประเทศของนายสมัคร จึงมีเป้าหมายเพื่อ:
(วิกิคำคม)
ปฏิเสธความรุนแรงระหว่างคนไทยด้วยกันเอง: โดยอ้างว่า "การเผาคนตายกันกลางถนนไม่ใช่ลักษณะของคนไทย"
โยนความผิดให้ปัจจัยภายนอก: โดยพยายามอธิบายว่าการเผาศพเกิดขึ้นเพื่อ "ทำลายหลักฐานไม่ให้รู้ว่าเป็นคนชาติใด" และอ้างว่าผู้เสียชีวิตเหล่านั้นเป็นคนเวียดนาม
สรุป
(วิกิคำคม)
คำกล่าวลักษณะนี้ของนายสมัคร สุนทรเวช เป็นส่วนหนึ่งของ ยุทธศาสตร์การสื่อสารและประชาสัมพันธ์ของฝ่ายรัฐในยุคสงครามเย็น เพื่อโต้ตอบภาพความรุนแรงในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 โดยพยายามเบี่ยงเบนประเด็นเรื่องการสังหารหมู่ประชาชน และสร้างคำอธิบายใหม่ว่าความรุนแรงดังกล่าวเกิดจากภัยคุกคามของกองกำลังต่างชาติแทรกซึม ไม่ใช่การกระทำของคนไทยต่อคนไทยด้วยกันเอง
(วิกิคำคม)
.jpg)
.jpg)
.jpg)