
Atukkit Sawangsuk
2 hours ago ·
20 ปีรัฐประหาร 19 กันยา
50 ปี 6 ตุลา
:
เกี่ยวกันแน่ในแง่ของรัฐประหารทำลายประชาธิปไตยนำประเทศถอยหลัง
แต่มีอีกด้าน
6 ตุลา 2549 วันครบรอบ 30 ปีที่ธรรมศาสตร์
เป็นการรวมตัวกันโดยไม่ได้นัดหมาย ของคนตุลาที่ไม่เอารัฐประหาร และไม่พอใจคนตุลาฝั่งเหลือง ที่ร่วมสร้างสถานการณ์จนเกิดรัฐประหาร
ฝั่งนี้อาจไม่ได้มีคนมีชื่อเสียงมากนัก บ้างก็ทำธุรกิจ ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวภาคประชาสังคม แต่ก็มีบทบาทมากขึ้นภายหลัง ทั้งในแดงและส้ม
:
ปี 44-51 ผมทำไทยโพสต์แทบลอยด์
งานสัมภาษณ์ที่โดดเด่นมาก
ยกก้นตัวเองได้อย่างภาคภูมิใจเพราะสมัยนั้นไม่ค่อยมีงานสัมภาษณ์ที่ให้เวลาให้พื้นที่ ถ่ายทอดสาระ
ทาบทามใครก็ไม่ค่อยยาก
สัมภาษณ์พลเอกสุรยุทธ์ 2 ครั้ง ประวิตรเป็น ผบ.ทบ.ใหม่ๆ ให้สัมภาษณ์ยาวครั้งแรกก็ไทยโพสต์แทบลอยด์ สนธิ ลิ้ม ให้สัมภาษณ์แล้วเอาไปลงหนังสือเปิดพรรคการเมืองใหม่

:
ในสถานการณ์ที่แยกสีแยกขั้ว ช่วง 49-50-51 ผมสัมภาษณ์ได้ทุกฝ่าย
เพราะไทยโพสต์ถูกมองเป็นสื่อพันธมิตร (ก่อนนั้นเป็นสื่อ NGO) ขณะที่ผมเป็นคนตุลา รุ่นปลายแถวแหละ แต่เหลียวซ้ายแลขวาก็รุ่นพี่ทั้งนั้น
ก็เลยได้คุยทั้งสองฝ่าย พรี่อ้วน พี่อ๋อย หมอมิ้ง พี่เกรียง พี่จรัล
(หมอเลี้ยบนั้นสัมภาษณ์ถี่ยิบตั้งแต่ตอนเชียร์ 30 บาท)
พี่เปี๊ยก-พิภพ หมอพลเดช ยะใส ฯลฯ แทบจะสลับไปสลับมา เรียกได้ว่าเข้าใจความคิดทั้งสองข้าง จนเลือกข้างได้อย่างแน่ชัด
สลับกับสัมภาษณ์นักวิชาการนักกฎหมาย (โชคดีของชีวิตที่ได้พบอาจารย์วรเจตน์ เป็นหลักให้ยึดในยุคตุลาการภิวัตน์)
:
แกนนำพันธมิตรบางคนอย่างอาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ มาจากนักสู้ธุลีดิน
เคยไปกับมิตรสหายจะไปหาแกในบ้านพัก วค.(ราชภัฏ) ไม่รู้บ้านหลังไหน พวกบอกว่าบ้านที่รกที่สุดนั่นแหละ เพราะแกมัวแต่ไปทำงานสมัชชาคนจนไม่มีเวลาดูแลบ้าน
เคยสัมภาษณ์แกช่วงม็อบพันธมิตรสนามหลวง มาคุยกันที่รอแยล
อย่างขำ มี FC ลูกจีนรักชาติเหลาซิก มารอขอลายเซ็น แกรำคาญจนตวาดเข้าให้ คือแกเป็น NGO ไม่ได้อยากเป็นอินฟลู
ครั้งหลังสัมภาษณ์ที่บ้านอาจารย์โต้ง เถียงกันลั่น เพราะผมไม่เห็นด้วยที่แกจะลง สส.ปชป. บอกว่าไปไกลเกิน จะถอยไม่ได้แล้ว ลูกสาวแกนอนอยู่ข้างๆ ลุกขึ้นมาบ่น นี่มาสัมภาษณ์หรือมาเถียงกัน
(จารย์โต้งนี่ก็สัมภาษณ์หลายครั้งนะ
):
คนตุลาทำไมกลายเป็นเหลือง
ไม่ใช่เรื่องสิทธิมนุษยชน ทักกี้อำนาจนิยม (โจรกระจอก UN ไม่ใช่พ่อ)
เพราะคนที่ไล่ทักษิณด้วยเหตุนี้ พลิก-ถอย ทันทีเมื่อมี "มาตรา 7"
(ผมเนี่ยปี 48 ยังด่าทักกี้อยู๋
แต่ถอยตอนที่สนธิลิ้มปลุกเรื่องวัดพระแก้ว ปฏิญญาฟินแลนด์) ประเด็นสำคัญน่าจะเป็น 20 กว่าปีหลังป่าแตก คนจำนวนหนึ่งยังไม่ตกผลึก กับการวิเคราะห์สังคมไทยและมองทิศทางไปข้างหน้า
พูดง่ายๆว่า มองแง่ร้ายกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ เกลียดกลัวอัศวินคลื่นลูกที่สามเป็นตัวแทนทุนนิยมโลกาภิวัตน์ โดยเฉพาะคนตุลาที่ออกจากป่ามาเป็น NGO ที่เน้นทำงานแบบชุมชนนิยม ชุมชนพึ่งตนเอง ซึ่งมองยุคทักษิณว่าทุนนิยมโลกกำลังกวาดม้วนชนบทเข้าไปอยู่ในตลาด
แบบว่าออกป่ามา 20 กว่าปียังฝังใจ เกลียดจักรพรรดินิยม เกลียดทุนนิยม แล้วกลับไปมองอำนาจจารีต อนุรักษนิยม ว่าเป็นเหมือนอาทิตย์อัสดง เรายืมมือมาใช้

แล้วเป็นไงล่ะ ไม่ใช่แค่ถอยหลังเรื่องสิทธิประชาธิปไตย อำนาจจารีตยิ่งใหญ่กดทับ ระบอบรัฐประหารยังเอื้อทุนใหญ่ทุนจีนพาฉิบหายหมด
:
แน่ละในพวกตุลาเหลืองก็มีคนกะล่อนปลิ้นปล้อน หาประโยชน์ คบไม่ได้ หลายราย
แต่แนวคิดหลักใหญ่คือเกลียดทุน เกลียดนักการเมือง (แนวคิดพรรคคอมมิวนิสต์ที่ติดมาโดยไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม คือปฏิเสธการเมืองระบบรัฐสภา)
"ปฏิวัติโค่นล้มสังคมทราม" เอาจริงๆ ก็ใกล้เคียงมากกับการสนับสนุนรัฐประหารล้างการเมืองชั่ว
เลวร้ายที่สุดคือ "เอาชนะโดยไม่เลือกวิธีการ" กลัวทักษิณเลือกตั้งทีไรก็ชนะ ไม่รู้จะทำยังไง หนุนรัฐประหารดีกว่า
ในทางตรงข้าม ก็อย่างที่บอกแต่ต้นว่า พวกคนตุลาที่ไม่เอารัฐประหาร กลายเป็นพวกที่อยู่ในภาคธุรกิจ ไม่ว่าทำธุรกิจเอง หรืออาชีพอิสระ เสียมากกว่า
:
20 ปีผ่านไป พวกคนตุลาที่เป็นเหลือง เปลี่ยนไปแล้วส่วนหนึ่ง
จากที่เห็นความเลวร้ายในระบอบรัฐประหาร จากที่เห็นคนรุ่นใหม่ 63 เหมือนเห็นตัวเองในวัยเยาว์
แต่ก็ไม่แน่ว่าตกผลึกทางความคิดได้หมดหรือเปล่า เพราะมีรากฐานความคิดฝังแน่นจากอดีตอยู่ด้วย
https://www.facebook.com/baitongpost/posts/28439797019008757
.....

Bencha Saengchantra - เบญจา แสงจันทร์
7 hours ago ·
“19 กันยายน 49 - 19 กันยายน 69 // 20 ปี ในห้วงคำนึง”
ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่ยังคงเต็มไปด้วยความขัดแย้ง การขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือดของผู้คนที่มีแนวคิดแตกต่างกันหลากหลายฝ่าย
ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมาแม้เวลาจะเดินไปข้างหน้า แต่เหมือนประเทศไทยพยายามเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วเราก็มักจะถอยไปข้างหลังสองก้าวเสมอ
หากลองทบทวนดูดีๆ เราจะพบว่าความขัดแย้งตลอด 20 ปีมานี้ มีรอยแยกที่ขยับเปลี่ยนไปตามกาลเวลาในทุกย่างก้าวเสมอ
- (2549 – 2557) ยุคสงครามสีเสื้อ ที่อยู่ท่ามกลางความขัดแย้งและการปะทะกันอย่างรุนแรงบนท้องถนนระหว่างมวลชนทั้งสองฝ่ายที่มีฐานคิดแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ระหว่าง 2 แนวคิดหลัก คือ แนวคิดแบบประชาธิปไตย ที่เชื่อมั่นใน ประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้ง เชื่อว่าความชอบธรรมสูงสุดของรัฐบาลมาจากเสียงของประชาชนผ่านคูหาเลือกตั้ง
ที่ปะทะกับอีกแนวคิด แบบราชาชาตินิยม ต่อต้านสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันฯ ปฏิเสธประชาธิปไตยแบบตัวแทน สนับสนุนแนวคิดให้คนดี มีคุณธรรมจริยธรรม และจงรักภักดี มาปกครองบ้านเมือง มากกว่าการพิจารณาเพียงแค่คะแนนเสียงจากคูหาเลือกตั้ง
- หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 โดย คสช. ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่ปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ความขัดแย้งทางการเมืองไทย จากความขัดแย้งในแนวราบ ระหว่างกลุ่มมวลชนสีเสื้อ ไปสู่ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างในแนวดิ่ง ระหว่างผู้กุมอำนาจรัฐกับกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตย และพลังฝ่ายก้าวหน้า
ความขัดแย้งแบบเดิมที่เป็นการต่อสู้ระหว่างสีเสื้อ ค่อยๆลดบทบาทลงหลังการยึดอำนาจ พร้อมกับเส้นแบ่งใหม่ได้ก่อตัวและค่อยๆถูกขีดขึ้นระหว่าง ฝั่งที่สนับสนุนระบอบทหารและระบอบอำนาจนิยม กับ ฝ่ายที่เรียกร้องประชาธิปไตยและต่อต้านระบอบอำนาจนิยม
ความขัดแย้งในรอบนี้ขยายตัวไปสู่ประเด็นทางวัฒนธรรม ค่านิยม และประเด็นที่หลากหลายมากขึ้น มีการเผชิญหน้าทางความคิดที่ชัดเจนขึ้นระหว่างคนต่างรุ่น ความเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องความมั่นคงและจารีตประเพณี ความแตกต่างกันในด้านมุมมองทางการเมืองและสังคม
- จุดหักเหครั้งใหญ่อีกครั้งเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งปี 2566 เมื่อเกิดการปรับสมดุลอำนาจใหม่ที่ทำให้ภูมิทัศน์การเมืองไทยต้องเปลี่ยนไปอีกครั้ง ที่นำไปสู่การสลายขั้วเก่า เมื่อพรรคเพื่อไทยและกลุ่มอนุรักษ์นิยมเดิม รวมถึงพรรคเครือข่ายกองทัพ ตัดสินใจตั้งรัฐบาลข้ามขั้วร่วมกันเพื่อเป็นแนวร่วมสกัดกั้นภัยคุกคามใหม่
มิติความซับซ้อนใหม่ครั้งนี้จึงนำไปสู่ความขัดแย้งที่ยังดำรงคงอยู่ แต่มีความซับซ้อนมากขึ้น มีภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของชนชั้นนำไทย จากการที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมเดิมจำเป็นต้องยอมจับมือกับอดีตศัตรูหมายเลขหนึ่ง เพื่อสร้างแนวร่วมปกป้องโครงสร้างส่วนบน และสร้างแนวร่วมสกัดกั้นภัยคุกคามใหม่
แต่การจับมือด้านบนกันครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งในหมู่ประชาชนหายไป ตรงกันข้าม มันกลับสร้างความรู้สึกถูกหักหลังและเพิ่มความตึงเครียดทางความคิดให้ลึกลงไปอีกส่งผลให้มวลชนฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายก้าวหน้าจำนวนมากเกิดความสับสน สูญเสียความศรัทธา และมองว่านี่คือการหักหลังอุดมการณ์ทั้ง 2 ฝั่งเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง
-หลังการเลือกตั้ง 2569 จนมาถึงวันนี้ ที่วันเวลาวนมาบรรจบครบรอบ 20 ปี 19 กันยา ในวันที่ประชาธิปไตยไทยยังไม่เคยลงหลักปักฐานได้เลยในประเทศนี้ การเมืองยังคงเปลี่ยนไม่ผ่าน
ความขัดแย้งขั้วเก่าที่ยังไม่สงบลงสนิท ความขัดแย้งแบบใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น ผู้เล่นหน้าเดิม แตกแนวคิดออกไปหลากหลายมากขึ้น ขั้วเก่ายังคงระแวงกันเอง ความขัดแย้งครั้งใหม่กำลังซ้อนทับกันเข้ามา เถ้าถ่านที่ยังไม่มอดของอดีต กำลังจะเจอพายุลูกใหม่ที่กำลังใกล้เข้ามาหรือไม่ ยังไม่อาจจินตนาการได้ว่าเฟสใหม่นี้จะไปจบที่ตรงไหน
20 ปีผ่านไป เริ่มต้นบทใหม่ ถึงแม้หลายคนจะเปลี่ยนบทบาทไป แต่เรายังคงอยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจเดิม
นี่คือการเดินทางของเวลา 2 ทศวรรษ ในห้วงคำนึงของดิฉัน แล้ว 20 ปีที่ผ่านมาในสายตาของทุกท่านล่ะเป็นอย่างไร? ผ่านการเดินทางของเวลาในแบบใด ชวนมาร่วมย้อนมองอดีตและแลกเปลี่ยนอนาคตไปด้วยกัน
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1742077417486753&set=a.617887899905716
.....
ครบรอบ 20 ปี รัฐประหาร 19 กันยายน 2549
— พรรคประชาชน - People's Party (@PPLEThai) September 19, 2026
วิกฤตทางการเมือง 2 ทศวรรษเริ่มขึ้นจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แต่รัฐประหารครั้งนั้นก็ถูกเรียกว่ารัฐประหาร ‘เสียของ’ ทำให้ต่อมาเกิดรัฐประหาร 2557 ที่มีรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อเป็น ‘ล็อก’ ไม่ให้การยึดและสืบทอดอำนาจของฝ่ายอนุรักษนิยมเสียของ… pic.twitter.com/4Affc7vIJW
https://x.com/PPLEThai/status/2101125055317245993