Matichon Weekly - มติชนสุดสัปดาห์
4 hours ago ·
❝ 20 ปีก่อน… ยึดอำนาจ นายกฯ ทักษิณ
วันนี้…ยึดอำนาจประชาชนทั้งประเทศ ❞
.
สนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรเสื้อเหลืองที่เคยเคลื่อนไหวล้มรัฐบาลนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ได้ประกาศลงถนน ทวงคืนประเทศไทย พร้อมทั้งชี้ข้อเสียและปัญหาของรัฐบาลนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล
.
นี่เป็นจังหวะก้าวทางการเมืองที่น่าสนใจของแต่ละฝ่าย
.
เพราะขณะนี้อยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบาง ความเชื่อถือของประชาชนต่อรัฐบาลมีน้อยมาก
.
สนธิเป็นคนที่รู้จังหวะการเมือง ดังนั้น การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่ทำอย่างเปะปะ ใครๆ ก็ประเมินได้ว่าเขาคงจะต้องรอดูผลที่ กกต.จะประกาศดำเนินการในคดีโกงเลือก ส.ว.อย่างไร ในวันที่ 14 กันยายนนี้ ถ้าสิ่งที่ กกต.ประกาศขัดกับความเห็นของคนส่วนใหญ่ในประเทศ การเคลื่อนไหวก็จะมีต่อและหนักขึ้น
.
งานนี้สนธิไม่มีอะไรเสีย มีแต่ได้มากกับได้น้อย เพราะจุดอ่อนของรัฐบาลอนุทินมีมากมาย แตะตรงไหนก็ยุบตรงนั้น
.
ยิ่งสนธิเสนอประเด็นข้อเรียกร้องหลายปัญหา คนที่เห็นด้วยก็ยิ่งมากขึ้น แต่การเคลื่อนไหวจะทำให้แรงหรือหยุดก็สามารถทำได้ เพราะทุกประเด็นสามารถให้เวลารัฐบาลในการแก้ไข
.
ถ้าย้อนกลับไปก่อนการรัฐประหาร 2549 วันที่สนธิเคลื่อนไหว กลุ่มพันธมิตรเสื้อเหลืองกดดันรัฐบาลทักษิณในปลายปี 2548 อนุทินคือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข สังกัดพรรคไทยรักไทย และเมื่อเกิดการรัฐประหารและยุบพรรค อนุทินก็เป็นหนึ่งใน 111 คนที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง กว่าจะกลับมาเล่นการเมืองได้ก็ปี 2555
.
20 ปีการเมืองผันแปรอย่างหนัก จากการต่อสู้กับทักษิณ แต่เกมไม่สามารถปิดลงได้ กลับยืดเยื้อยาวนานถึง 20 ปี
.
ตอนนี้ทักษิณอายุมากแล้ว ไม่ใช่นักมวย เป็นผู้จัดการ แต่กลุ่มอำนาจเก่าต้องต่อสู้กับประชาชนหลายสิบล้านคน
.
ลองย้อนศึกษาประวัติศาสตร์การเมือง 20 ปี จาก 2549 เพื่อประเมินสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2569
⸻
20 ปีก่อน… ยึดอำนาจ นายกฯ ทักษิณ วันนี้…ยึดอำนาจประชาชนทั้งประเทศ (1)
คอลัมน์หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ
https://www.matichon.co.th/weekly/deep/article_911209
.....
เกมที่ยืดเยื้อ 20 ปี
เมื่อมองผ่านมิติทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย การยึดอำนาจเมื่อปี 2549 และผลลัพธ์ที่ตกค้างมาถึงปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นถึง "วงจรอุบาทว์รูปแบบใหม่" (Modern Vicious Cycle) ที่วิวัฒนาการจากการใช้อาวุธปฏิวัติ สู่การใช้อำนาจผ่านกติกาและสถาบันทางกฎหมาย ซึ่งสามารถแบ่งลำดับประวัติศาสตร์ออกเป็น 3 ช่วงสำคัญ ดังนี้:
1. จุดเปลี่ยนจาก "รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน" สู่ "ยุคทหารนำการเมือง" (2540–2549)
- การพังทลายของเจตนารมณ์พฤษภา 35: รัฐธรรมนูญ 2540 เกิดขึ้นเพื่อกระจายอำนาจสู่ประชาชนและสร้างพรรคการเมืองที่เข้มแข็งเพื่อป้องกันทหารแทรกแซง แต่เมื่อรัฐบาลพรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้งแลนด์สไลด์ในปี 2548 โครงสร้างอำนาจดั้งเดิมมองว่าระบบรัฐสภาเข้มแข็งเกินไปจนควบคุมไม่ได้
- การคืนชีพของรัฐประหาร: การยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 โดย คปค. ถือเป็นการทำลายวงจรประชาธิปไตยตามระบบสภาเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี (นับจากปี 2535) และเปิดประตูให้กองทัพกลับเข้ามามีบทบาทในฐานะ "ผู้กรรมการทางการเมือง" อีกครั้ง
- เปลี่ยนรูปแบบการยึดอำนาจ: บทเรียนจากการรัฐประหารปี 2549 ทำให้ฝ่ายอำนาจเก่าตระหนักว่าการใช้รถถังสร้างแรงต้านทางสังคมสูงและถูกต่อต้านจากต่างชาติ จึงเปลี่ยนมาใช้อำนาจผ่านกติการัฐธรรมนูญ (ฉบับ 2550 และ 2560)
- การแช่แข็งผลการเลือกตั้ง: ประวัติศาสตร์ช่วงนี้บันทึกปรากฏการณ์ที่นโยบายหรือเจตนารมณ์ของประชาชนผ่านการเลือกตั้งถูกลบล้างด้วยอำนาจนอกสภาหลายครั้ง เช่น
- การยุบพรรคการเมืองขนาดใหญ่ (ไทยรักไทย, พลังประชาชน, ไทยรักษาชาติ, อนาคตใหม่, ก้าวไกล)
- การถอดถอนนายกรัฐมนตรีโดยศาลและองค์กรอิสระ
- การใช้อำนาจของ ส.ว. แต่งตั้ง เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดตั้งรัฐบาล
- จาก "ตัวบุคคล" สู่ "โครงสร้าง": ในปี 2549 ความขัดแย้งถูกอธิบายว่าเป็นเรื่องระหว่าง กลุ่มอำนาจเก่า vs ทักษิณ ชินวัตร แต่เมื่อเวลาผ่านไปสองทศวรรษ ประชาชนรุ่นใหม่เริ่มตั้งคำถามต่อ โครงสร้างเชิงสถาบัน กติการัฐธรรมนูญ และความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ โดยตรง
- การยึดอำนาจประชาชนที่เงียบเชียบ: ในมิติประวัติศาสตร์ ข้อความ "วันนี้...ยึดอำนาจประชาชนทั้งประเทศ" จึงอธิบายถึงภาวะที่ประชาชนยังคงมีสิทธิไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง แต่อนุรักษนิยมเชิงโครงสร้างและองค์กรอิสระกลับเป็นผู้กำหนดผลลัพธ์สุดท้ายทางการเมือง ทำให้เจตนารมณ์ของเสียงส่วนใหญ่ไม่มีผลบังคับใช้จริง
| มิติการเปรียบเทียบ | รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ("ฉบับประชาชน") | รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ("ฉบับปราบโกง") |
| แนวคิดและโจทย์หลัก | กระจายอำนาจ เสริมสร้างเสถียรภาพฝ่ายบริหาร และสร้างพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง | ควบคุมพรรคการเมือง เพิ่มอำนาจกลไกตรวจสอบ และกระจายอำนาจฝ่ายบริหารออกไป |
| ที่มาของ ส.ว. | เลือกตั้งโดยตรง 100% จากประชาชนในแต่ละจังหวัด | แต่งตั้ง/เลือกกันเอง (ในบทเฉพาะกาลให้ ส.ว. 250 คนมาจากการเลือกของ คสช.) |
| อำนาจของ ส.ว. | กลั่นกรองกฎหมายและแต่งตั้งองค์กรอิสระ (ไม่มีสิทธิโหวตนายกรัฐมนตรี) | ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี (ในบทเฉพาะกาล 5 ปีแรก) และถือกฎเกณฑ์แก้ไขรัฐธรรมนูญ |
| ระบบการเลือกตั้ง ส.ส. | บัตร 2 ใบ (แบ่งเขต 400 + บัญชีรายชื่อ 100) เอื้อให้เกิดพรรคการเมืองขนาดใหญ่ | จัดสรรปสรรส่วนผสม (MMP - บัตรใบเดียวปี 2562) หรือบัตร 2 ใบแบบหาร 100/500 ที่เอื้อพรรคขนาดกลาง-เล็ก |
| น้ำหนักอำนาจ | ฝ่ายบริหารและสภาผู้แทนราษฎร ที่มาจากเจตนารมณ์ของประชาชน | องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ และ ส.ว. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง |
ผลกระทบต่อโครงสร้างอำนาจทางการเมือง
1. การเคลื่อนย้ายศูนย์กลางอำนาจ (Shift of Power Center)
- ฉบับ 2540 (สภาและประชาชนเป็นศูนย์กลาง): การมีระบบเลือกตั้งที่สร้างพรรคการเมืองเข้มแข็ง ส่งผลให้ฝ่ายบริหารมีเสถียรภาพสูง สามารถผลักดันนโยบายสาธารณะระดับชาติได้จริง อำนาจตัดสินใจอยู่ที่เสียงส่วนใหญ่ผ่านการลงคะแนนของประชาชน
- ฉบับ 2560 (องค์กรตรวจสอบและอนุรักษนิยมเป็นศูนย์กลาง): ย้ายอำนาจตัดสินใจชี้ขาดทางการเมืองไปไว้ที่ องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ และ ส.ว. โดยกำหนดให้มีอำนาจตรวจสอบมาตรฐานจริยธรรมของนักการเมืองอย่างเข้มงวด ทำให้เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนจากการเลือกตั้งถูกคานอำนาจได้โดยง่าย
- ฉบับ 2540: เกิดรัฐบาลพรรคเดียวหรือรัฐบาลผสมขนาดเล็กเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ทำให้การบริหารประเทศมีทิศทางชัดเจน
- ฉบับ 2560: ส่งผลให้เกิด "รัฐบาลผสมหลายพรรค" (Coalition Government) ที่ขาดเอกภาพและถูกแทรกแซงได้ง่าย การจัดตั้งรัฐบาลต้องพึ่งพาการสร้างพันธมิตรข้ามขั้วหรือได้รับการยินยอมจากบทเฉพาะกาลของ ส.ว.
- ฉบับ 2540: แม้กำหนดกระบวนการแก้ไขไว้อย่างเป็นระบบ แต่ยังเปิดช่องให้กระบวนการทางสภาสามารถแก้ไขกติกาเพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้
- ฉบับ 2560: ถูกออกแบบให้แก้ไขได้ยากที่สุดในประวัติศาสตร์ (Hard-to-amend Constitution) เนื่องจากต้องใช้เสียง ส.ว. อย่างน้อย 1 ใน 3 ร่วมเห็นชอบ ซึ่งกลายเป็นปมความขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่คาราคาซังมาจนถึงปัจจุบัน