
พนิดา ไล่ไทม์ไลน์บี้ถามกกต. ใช้มาตรฐานอะไร พยานกลับคำให้การ แค่คนเดียว ล้างได้ทุกหลักฐาน
16.09.26
มติชนออนไลน์
“พนิดา” ถาม กกต. ใช้มาตรฐานอะไร พยานกลับคำให้การด้วยกระดาษแผ่นเดียว แต่ล้างทุกหลักฐาน เส้นเงิน–ข้อมูลโทร–โพย ซัดทำเกินอำนาจ เพราะเป็นหน้าที่ศาล จี้เปิดเอกสารชี้แจงมติเสียงข้างมาก เหตุไม่ฟันคนภูมิใจไทย
เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณารับทราบผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ 2567 และ 2568 โดยมี นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. และคณะ มาชี้แจงรายงานผลการดำเนินงาน
เวลา 14.24 น. น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน อภิปรายว่า ผลงานของกกต. ปี 2567 ที่ประชาชนจดจำมากที่สุด คือการเลือกส.ว. ซึ่งแม้จะผ่านไป 2 ปีแล้ว แต่คำถามเรื่องความทุจริตและความเที่ยงธรรม ก็ยังไม่เคยจางหายไปจากสังคมไทย และตนรู้สึกผิดหวังกับมติของกกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ที่ยกคำร้องข้อกล่าวหาสำคัญที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในพรรคการเมือง ส.ส. และกรรมการบริหารภาคภูมิใจไทย
น.ส.พนิดา กล่าวว่า ตนขออภิปรายถึงระบบการไต่สวน และสืบสวนของ กกต. ที่ค้านสายตาของประชาชน ซึ่งตนไม่ได้บอกว่าใครมีความผิด เพราะผู้ที่มีหน้าที่วินิจฉัยความผิดไม่ใช่ตนหรือ กกต. แต่เป็นศาลฎีกา แต่ตนตั้งคำถามว่า เหตุใดพยานหลักฐานต่างๆ เมื่อถูกมองอย่างเชื่อมโยงแล้ว เราเห็นภาพของขบวนการ แต่กลับไม่มีใครต้องรับผิดชอบต่อการจัดตั้งขบวนการนี้เลย
น.ส.พนิดา กล่าวว่า การที่ผู้สมัครจำนวนหนึ่งของทุกกลุ่มใน 20 กลุ่ม ลงคะแนนเป็นชุดลำดับตรงกันเป๊ะ ไม่ผิดเพี้ยนทุกตัวเลข สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร การมีโพยหมายเลขผู้สมัครกำหนดมาให้ในทุกรอบการเลือก ไม่ใช่การจดบันทึกการลืม แต่แสดงให้เห็นถึงการขาดดุลพินิจตัวอิสระของผู้เลือก การที่ผู้สมัครตามโพยเหล่านั้นได้รับเรื่องไป ส.ว. และปฏิบัติหน้าที่มา 2 ปี เกิดขึ้นแบบต่างคนต่างทำอย่างเป็นอิสระ หรือสะท้อนว่ามีผู้บงการอยู่เบื้องหลัง ที่ทำให้คนจำนวนมากอยู่คนละพื้นที่ สามารถเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันได้ ภาพที่ปรากฏต่อสาธารณะชัดแบบตาแตก ว่าลักษณะที่เกิดขึ้นเป็นการแลกคะแนนแบบเป็นระบบระเบียบ และหากจะมีคนจำนวนให้มากพอเพื่อดำเนินการระดับประเทศ ก็ต้องมีการผ่านในระดับจังหวัด ซึ่งถ้าต้องการให้ผ่านระดับจังหวัด ก็ต้องมีฐานเครือข่ายผู้สมัครจำนวนมากในระดับพื้นที่ ซึ่งแน่นอนว่า ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นกับจังหวัดเล็ก ที่มีอำเภอไม่มาก และส่วนใหญ่มาจากพื้นที่ที่มี ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ดังนั้นเราไม่สามารถมองเฉพาะที่เลือกระดับประเทศได้อย่างเดียว แต่ต้องย้อนกลับไปดูทั้งห่วงโซ่ของระบบการเลือก ส.ว.
น.ส.พนิดา กล่าวว่า สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดสำหรับตน คือเมื่อกกต. เสียงข้างมากพิจารณาข้อกล่าวหาที่เชื่อมโยงไปถึงบุคคลสำคัญในรัฐบาล นอกรัฐบาล และ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย กลับปรากฏว่า ความน่าเชื่อถือของพยานคนหนึ่ง กลายเป็นประเด็นสำคัญ บุคคลนั้นคือ นายเอกราช ช่างเหลา อดีตส.ส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย โดยประธานกกต. อ้างว่า คำให้การของพยานดังกล่าว มีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือ และมีการกลับคำในภายหลัง ขณะที่กกต.เสียงข้างน้อยเห็นต่าง และเห็นว่าหลักฐานในภาพรวมยังมีน้ำหนัก
น.ส.พนิดา ได้อธิบายไทม์ไลน์การพิจารณาคดีฮั้วส.ว.ของ กกต. ในส่วนพยานรหัสที่ 26 ซึ่งก็คือนายเอกราช ว่านายเอกราชเข้ามาให้ถ้อยคำด้วยตนเองที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งมีรายระเอียดที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ทั้งสิ่งที่ได้รับรู้ สิ่งที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วม ทั้งต้นทางการวางแผน บุคคลที่ถูกจัดวาง โครงสร้างโมเดลจังหวัดเล็ก งบประมาณ การจัดผู้สมัคร การจัดทำโพย ไปจนถึงกรณีที่อ้างว่ากระทำเอง เช่นการประสานขอโควต้า ส.ว.กับผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ เพื่อส่งชื่อเข้าไปในโพย และมีบุคคลได้รับเลือกเป็น ส.ว.จริง และ กกต.ลงมติให้กันตัวเป็นพยาน
แต่หลังจากนั้น มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้น เปลี่ยนขั้วรัฐบาล พยานคนดังกล่าวได้มีการส่งหนังสือถึงประธาน กกต. เพื่อขอให้ถ้อยคำเพิ่มเติม โดยอ้างว่า ยังมีรายละเอียดและข้อเท็จจริงบางประการที่ยังไม่ได้ให้ถ้อยคำครบถ้วน ซึ่ง กกต.ก็ได้เชิญมาให้ข้อมูล แต่พยานก็ขอเลื่อนคำให้การ โดยไม่ได้ชี้แจงเหตุผลใดๆ และสุดท้ายพยานก็ส่งหนังสือให้ถ้อยคำเป็นกระดาษ ไม่ได้มาชี้แจงด้วยตัวเองเหมือนครั้งแรก ซึ่งเนื้อหาก็คือปฏิเสธการให้ถ้อยคำในครั้งแรก โดยอ้างว่า ถูกข่มขู่ ซึ่งระหว่างนั้นกกต.ก็ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ชุดพิเศษ ที่ถูกครหาทั้งเรื่องคุณสมบัติ และพฤติกรรมที่ไม่เป็นกลาง แต่ก็ยังไม่ได้มีการนัดประชุมจนผ่านไป 2 เดือน จึงเริ่มนัดประชุม
น.ส.พนิดา กล่าวว่า กกต.ควรตอบอย่างตรงไปตรงมา ว่าเหตุใดคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ถึงเริ่มประชุมหลังจากพยานสำคัญกลับคำแล้ว เป็นความบังเอิญหรือไม่ มีเหตุผลด้านกระบวนการอย่างไร ขอให้เปิดเอกสารออกมาอธิบาย
น.ส.พนิดา ได้ยกความเห็นในสำนวนการสืบสวนของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ต่อพยานรหัสที่ 26 ที่มีการกลับคำให้การ พร้อมอธิบายกล่าวว่า การที่พยานกลับคำ ไม่ได้แปลว่าการไต่สวนต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ เพราะคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนของ กกต.ได้รับรู้การกลับคำให้การแล้ว และไม่ได้หลับหูหลับตาเชื่อ แต่มีการพิจารณาเพิ่มเติม เปรียบเทียบคำให้การ ตรวจสอบข้อเท็จจริง และพิจารณาพยานหลักฐานประกอบ
“สุดท้ายการกลับคำให้การของนายเอกราช ไม่มีน้ำหนักแก่การรับฟังแต่อย่างใด แต่ยืนยันให้ความเห็นเดิม ยืนยันในสาระหลักเดิม ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำให้การครั้งแรก มันได้รับการยืนยันจากพยานหลักฐานอื่นแล้ว ขณะที่การให้การครั้งที่ 2 ที่มีการกลับคำ มีเพียงถ้อยคำเป็นกระดาษเท่านั้น แต่ท่านประธาน กกต.กลับเลือกใช้การกลับคำให้การของนายเอกราช ตัดสาระสำคัญที่อยู่ในสำนวนทั้งหมด ทั้งข้อมูลเส้นเงิน ข้อมูลการโทร การนัดหมายจัดทำโพย การขอโควต้า พยานแวดล้อมอื่นๆ ที่นายเอกราชไปรับรู้ ไปเข้าร่วมกระบวนการ และเป็นผู้กระทำการด้วยตัวเอง กระดาษใบเดียวตัดเหี้ยนทั้งหมด” น.ส.พนิดา กล่าว
น.ส.พนิดา ตั้งคำถามว่า กกต.กำลังใช้มาตรฐานอะไรในการทำหน้าที่ของตัวเอง กกต.เป็นองค์กรที่มีหน้าที่สืบสวนและไต่สวน หน้าที่ของท่านคือรวบรวมและประเมินพยานหลักฐาน ไม่ใช่ทำตัวเป็นศาลอาญาชั้นสุดท้าย ที่ถามว่าพิสูจน์ความผิดของบุคคลนี้จนสิ้นข้อสงสัยแล้วหรือยัง เพราะการส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล กับการพิพากษาว่าบุคคลนั้นมีความผิด เป็นคนละขั้นตอนกัน นี่จึงเป็นสิ่งที่ตนกังวล ว่า กกต. กำลังทำหน้าที่เกินอำนาจที่ได้รับมอบหมาย
น.ส.พนิดา กล่าวต่อว่า หาก กกต.เสียงข้างมาก เอาความไม่แน่นอนของพยานหนึ่งปาก มาตัดความเชื่อมโยงของพยานหลักฐานทั้งระบบ อาจทำให้มาตรฐานของระบบไต่สวนถูกลดทอน หากทุกคนไม่ยืนยันว่าเห็นช้างอยู่ในห้อง ท่านก็ไม่เชื่อว่ามีช้าง ถ้าจับมือใครไม่ได้ สาวไปไม่ถึง ก็ไม่เชื่อว่าเป็นขบวนการ ทั้งที่คดีนี้มีการจัดตั้งเป็นเครือข่าย คนที่อยู่บนสุดของโครงสร้าง ย่อมไม่ได้เป็นคนถือเงินหรือเดินโพย ที่สั่งการทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง
น.ส.พนิดา กล่าวว่า สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ทคือความเชื่อมั่นต่อผู้วินิจฉัย โดยเฉพาะมติของการยกข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 ที่เกี่ยวบุคคลสำคัญบุคคลสำคัญของพรรคภูมิใจไทย กกต.เสียงข้างมาก 4 ใน 5 คน ได้รับความเห็นชอบในการแต่งตั้งจากวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ในเรื่องที่ละเอียดอ่อนขนาดนี้ ความเป็นอิสระต้องสามารถอธิบายให้สังคมเชื่อมั่นได้ด้วย ดังนั้น สิ่งที่ กกต.ควรทำที่สุด ไม่ใช่ขอให้ประชาชนเชื่อว่า ทุกคนต่างคนต่างทำ ทุกจังหวัดต่างคนต่างคิด ทุกโพยเกิดขึ้นโดยอิสระ และทั้งหมดบังเอิญมาบรรจบกันเป็นผลการเลือก สว.แบบที่เราเห็น
น.ส.พนิดา กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอให้ กกต.อธิบายด้วยพยานหลักฐาน ไม่ใช่ตัดพยานหลักฐานออกทีละชิ้น นี่คือเครื่องยืนยันความสุจริตของการได้มา ซึ่งวุฒิสภา ความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระ และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบเลือกตั้งทั้งระบบ พร้อมขอให้เปิดเหตุผลว่าเสียงข้างมาก 5 เสียงคิดอย่างไร หลักฐานต่างๆ ถูกหักล้างเพราะอะไร ช้างทั้งตัวที่เราเห็นอยู่ในห้องตอนนี้ กกต.มองไม่เห็นได้อย่างไร
https://www.matichon.co.th/politics/news_5891690