วันพฤหัสบดี, กันยายน 17, 2569

พนิดา ไล่ไทม์ไลน์บี้ถามกกต. ใช้มาตรฐานอะไร พยานกลับคำให้การ แค่คนเดียว ล้างได้ทุกหลักฐาน



พนิดา ไล่ไทม์ไลน์บี้ถามกกต. ใช้มาตรฐานอะไร พยานกลับคำให้การ แค่คนเดียว ล้างได้ทุกหลักฐาน

16.09.26
มติชนออนไลน์

“พนิดา” ถาม กกต. ใช้มาตรฐานอะไร พยานกลับคำให้การด้วยกระดาษแผ่นเดียว แต่ล้างทุกหลักฐาน เส้นเงิน–ข้อมูลโทร–โพย ซัดทำเกินอำนาจ เพราะเป็นหน้าที่ศาล จี้เปิดเอกสารชี้แจงมติเสียงข้างมาก เหตุไม่ฟันคนภูมิใจไทย
เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณารับทราบผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ 2567 และ 2568 โดยมี นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. และคณะ มาชี้แจงรายงานผลการดำเนินงาน


เวลา 14.24 น. น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน อภิปรายว่า ผลงานของกกต. ปี 2567 ที่ประชาชนจดจำมากที่สุด คือการเลือกส.ว. ซึ่งแม้จะผ่านไป 2 ปีแล้ว แต่คำถามเรื่องความทุจริตและความเที่ยงธรรม ก็ยังไม่เคยจางหายไปจากสังคมไทย และตนรู้สึกผิดหวังกับมติของกกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ที่ยกคำร้องข้อกล่าวหาสำคัญที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในพรรคการเมือง ส.ส. และกรรมการบริหารภาคภูมิใจไทย

น.ส.พนิดา กล่าวว่า ตนขออภิปรายถึงระบบการไต่สวน และสืบสวนของ กกต. ที่ค้านสายตาของประชาชน ซึ่งตนไม่ได้บอกว่าใครมีความผิด เพราะผู้ที่มีหน้าที่วินิจฉัยความผิดไม่ใช่ตนหรือ กกต. แต่เป็นศาลฎีกา แต่ตนตั้งคำถามว่า เหตุใดพยานหลักฐานต่างๆ เมื่อถูกมองอย่างเชื่อมโยงแล้ว เราเห็นภาพของขบวนการ แต่กลับไม่มีใครต้องรับผิดชอบต่อการจัดตั้งขบวนการนี้เลย

น.ส.พนิดา กล่าวว่า การที่ผู้สมัครจำนวนหนึ่งของทุกกลุ่มใน 20 กลุ่ม ลงคะแนนเป็นชุดลำดับตรงกันเป๊ะ ไม่ผิดเพี้ยนทุกตัวเลข สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร การมีโพยหมายเลขผู้สมัครกำหนดมาให้ในทุกรอบการเลือก ไม่ใช่การจดบันทึกการลืม แต่แสดงให้เห็นถึงการขาดดุลพินิจตัวอิสระของผู้เลือก การที่ผู้สมัครตามโพยเหล่านั้นได้รับเรื่องไป ส.ว. และปฏิบัติหน้าที่มา 2 ปี เกิดขึ้นแบบต่างคนต่างทำอย่างเป็นอิสระ หรือสะท้อนว่ามีผู้บงการอยู่เบื้องหลัง ที่ทำให้คนจำนวนมากอยู่คนละพื้นที่ สามารถเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันได้ ภาพที่ปรากฏต่อสาธารณะชัดแบบตาแตก ว่าลักษณะที่เกิดขึ้นเป็นการแลกคะแนนแบบเป็นระบบระเบียบ และหากจะมีคนจำนวนให้มากพอเพื่อดำเนินการระดับประเทศ ก็ต้องมีการผ่านในระดับจังหวัด ซึ่งถ้าต้องการให้ผ่านระดับจังหวัด ก็ต้องมีฐานเครือข่ายผู้สมัครจำนวนมากในระดับพื้นที่ ซึ่งแน่นอนว่า ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นกับจังหวัดเล็ก ที่มีอำเภอไม่มาก และส่วนใหญ่มาจากพื้นที่ที่มี ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ดังนั้นเราไม่สามารถมองเฉพาะที่เลือกระดับประเทศได้อย่างเดียว แต่ต้องย้อนกลับไปดูทั้งห่วงโซ่ของระบบการเลือก ส.ว.

น.ส.พนิดา กล่าวว่า สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดสำหรับตน คือเมื่อกกต. เสียงข้างมากพิจารณาข้อกล่าวหาที่เชื่อมโยงไปถึงบุคคลสำคัญในรัฐบาล นอกรัฐบาล และ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย กลับปรากฏว่า ความน่าเชื่อถือของพยานคนหนึ่ง กลายเป็นประเด็นสำคัญ บุคคลนั้นคือ นายเอกราช ช่างเหลา อดีตส.ส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย โดยประธานกกต. อ้างว่า คำให้การของพยานดังกล่าว มีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือ และมีการกลับคำในภายหลัง ขณะที่กกต.เสียงข้างน้อยเห็นต่าง และเห็นว่าหลักฐานในภาพรวมยังมีน้ำหนัก

น.ส.พนิดา ได้อธิบายไทม์ไลน์การพิจารณาคดีฮั้วส.ว.ของ กกต. ในส่วนพยานรหัสที่ 26 ซึ่งก็คือนายเอกราช ว่านายเอกราชเข้ามาให้ถ้อยคำด้วยตนเองที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งมีรายระเอียดที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ทั้งสิ่งที่ได้รับรู้ สิ่งที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วม ทั้งต้นทางการวางแผน บุคคลที่ถูกจัดวาง โครงสร้างโมเดลจังหวัดเล็ก งบประมาณ การจัดผู้สมัคร การจัดทำโพย ไปจนถึงกรณีที่อ้างว่ากระทำเอง เช่นการประสานขอโควต้า ส.ว.กับผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ เพื่อส่งชื่อเข้าไปในโพย และมีบุคคลได้รับเลือกเป็น ส.ว.จริง และ กกต.ลงมติให้กันตัวเป็นพยาน

แต่หลังจากนั้น มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้น เปลี่ยนขั้วรัฐบาล พยานคนดังกล่าวได้มีการส่งหนังสือถึงประธาน กกต. เพื่อขอให้ถ้อยคำเพิ่มเติม โดยอ้างว่า ยังมีรายละเอียดและข้อเท็จจริงบางประการที่ยังไม่ได้ให้ถ้อยคำครบถ้วน ซึ่ง กกต.ก็ได้เชิญมาให้ข้อมูล แต่พยานก็ขอเลื่อนคำให้การ โดยไม่ได้ชี้แจงเหตุผลใดๆ และสุดท้ายพยานก็ส่งหนังสือให้ถ้อยคำเป็นกระดาษ ไม่ได้มาชี้แจงด้วยตัวเองเหมือนครั้งแรก ซึ่งเนื้อหาก็คือปฏิเสธการให้ถ้อยคำในครั้งแรก โดยอ้างว่า ถูกข่มขู่ ซึ่งระหว่างนั้นกกต.ก็ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ชุดพิเศษ ที่ถูกครหาทั้งเรื่องคุณสมบัติ และพฤติกรรมที่ไม่เป็นกลาง แต่ก็ยังไม่ได้มีการนัดประชุมจนผ่านไป 2 เดือน จึงเริ่มนัดประชุม

น.ส.พนิดา กล่าวว่า กกต.ควรตอบอย่างตรงไปตรงมา ว่าเหตุใดคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ถึงเริ่มประชุมหลังจากพยานสำคัญกลับคำแล้ว เป็นความบังเอิญหรือไม่ มีเหตุผลด้านกระบวนการอย่างไร ขอให้เปิดเอกสารออกมาอธิบาย

น.ส.พนิดา ได้ยกความเห็นในสำนวนการสืบสวนของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ต่อพยานรหัสที่ 26 ที่มีการกลับคำให้การ พร้อมอธิบายกล่าวว่า การที่พยานกลับคำ ไม่ได้แปลว่าการไต่สวนต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ เพราะคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนของ กกต.ได้รับรู้การกลับคำให้การแล้ว และไม่ได้หลับหูหลับตาเชื่อ แต่มีการพิจารณาเพิ่มเติม เปรียบเทียบคำให้การ ตรวจสอบข้อเท็จจริง และพิจารณาพยานหลักฐานประกอบ

“สุดท้ายการกลับคำให้การของนายเอกราช ไม่มีน้ำหนักแก่การรับฟังแต่อย่างใด แต่ยืนยันให้ความเห็นเดิม ยืนยันในสาระหลักเดิม ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำให้การครั้งแรก มันได้รับการยืนยันจากพยานหลักฐานอื่นแล้ว ขณะที่การให้การครั้งที่ 2 ที่มีการกลับคำ มีเพียงถ้อยคำเป็นกระดาษเท่านั้น แต่ท่านประธาน กกต.กลับเลือกใช้การกลับคำให้การของนายเอกราช ตัดสาระสำคัญที่อยู่ในสำนวนทั้งหมด ทั้งข้อมูลเส้นเงิน ข้อมูลการโทร การนัดหมายจัดทำโพย การขอโควต้า พยานแวดล้อมอื่นๆ ที่นายเอกราชไปรับรู้ ไปเข้าร่วมกระบวนการ และเป็นผู้กระทำการด้วยตัวเอง กระดาษใบเดียวตัดเหี้ยนทั้งหมด” น.ส.พนิดา กล่าว

น.ส.พนิดา ตั้งคำถามว่า กกต.กำลังใช้มาตรฐานอะไรในการทำหน้าที่ของตัวเอง กกต.เป็นองค์กรที่มีหน้าที่สืบสวนและไต่สวน หน้าที่ของท่านคือรวบรวมและประเมินพยานหลักฐาน ไม่ใช่ทำตัวเป็นศาลอาญาชั้นสุดท้าย ที่ถามว่าพิสูจน์ความผิดของบุคคลนี้จนสิ้นข้อสงสัยแล้วหรือยัง เพราะการส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล กับการพิพากษาว่าบุคคลนั้นมีความผิด เป็นคนละขั้นตอนกัน นี่จึงเป็นสิ่งที่ตนกังวล ว่า กกต. กำลังทำหน้าที่เกินอำนาจที่ได้รับมอบหมาย

น.ส.พนิดา กล่าวต่อว่า หาก กกต.เสียงข้างมาก เอาความไม่แน่นอนของพยานหนึ่งปาก มาตัดความเชื่อมโยงของพยานหลักฐานทั้งระบบ อาจทำให้มาตรฐานของระบบไต่สวนถูกลดทอน หากทุกคนไม่ยืนยันว่าเห็นช้างอยู่ในห้อง ท่านก็ไม่เชื่อว่ามีช้าง ถ้าจับมือใครไม่ได้ สาวไปไม่ถึง ก็ไม่เชื่อว่าเป็นขบวนการ ทั้งที่คดีนี้มีการจัดตั้งเป็นเครือข่าย คนที่อยู่บนสุดของโครงสร้าง ย่อมไม่ได้เป็นคนถือเงินหรือเดินโพย ที่สั่งการทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง

น.ส.พนิดา กล่าวว่า สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ทคือความเชื่อมั่นต่อผู้วินิจฉัย โดยเฉพาะมติของการยกข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 ที่เกี่ยวบุคคลสำคัญบุคคลสำคัญของพรรคภูมิใจไทย กกต.เสียงข้างมาก 4 ใน 5 คน ได้รับความเห็นชอบในการแต่งตั้งจากวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ในเรื่องที่ละเอียดอ่อนขนาดนี้ ความเป็นอิสระต้องสามารถอธิบายให้สังคมเชื่อมั่นได้ด้วย ดังนั้น สิ่งที่ กกต.ควรทำที่สุด ไม่ใช่ขอให้ประชาชนเชื่อว่า ทุกคนต่างคนต่างทำ ทุกจังหวัดต่างคนต่างคิด ทุกโพยเกิดขึ้นโดยอิสระ และทั้งหมดบังเอิญมาบรรจบกันเป็นผลการเลือก สว.แบบที่เราเห็น

น.ส.พนิดา กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอให้ กกต.อธิบายด้วยพยานหลักฐาน ไม่ใช่ตัดพยานหลักฐานออกทีละชิ้น นี่คือเครื่องยืนยันความสุจริตของการได้มา ซึ่งวุฒิสภา ความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระ และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบเลือกตั้งทั้งระบบ พร้อมขอให้เปิดเหตุผลว่าเสียงข้างมาก 5 เสียงคิดอย่างไร หลักฐานต่างๆ ถูกหักล้างเพราะอะไร ช้างทั้งตัวที่เราเห็นอยู่ในห้องตอนนี้ กกต.มองไม่เห็นได้อย่างไร


https://www.matichon.co.th/politics/news_5891690