วันอาทิตย์, กันยายน 20, 2569

หนังสือหายาก รัฐประหาร 19 กันยา หนังสือที่ "บันทึกยุคสมัยอันอัปลักษณ์"



Thanapol Eawsakul
3 hours ago ·

ก่อนตลาดวาย
ในวาระ 20 ปีรัฐประหาร 19 กันยา
ในฐานะคนทำหนังสือ
สิ่งที่พอจะทำได้คือทำหนังสือ "บันทึกยุคสมัยอันอัปลักษณ์" ไว้ด้วยจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน

หนังสือเล่มนี้
เราเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่า

........
ทำไมสังคมการเมืองไทยจึงปล่อยให้รัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกเรียกกันอย่างแพร่หลายว่า “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” กลายเป็นเพียงเศษกระดาษที่ไร้ความหมาย เพียงแค่มีรถถังเคลื่อนออกมา ?

ทำไมผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย จึงสยบยอมต่ออำนาจ “ศักดินาขุนศึก” ยอมแม้กระทั่งการขอ“นายกฯ พระราชทาน” หรือออกบัตรเชิญให้มารัฐประหาร?

ทำไมปัญญาชนไทย ซึ่งควรจะเป็นแนวหน้าในการพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตย จึงกลายมาเป็นทนายแก้ต่างให้อำนาจเผด็จการทหาร?

ทำไมพลังอำมาตยาธิปไตยซึ่งดูเหมือนจะหมดพลังไปอย่างสิ้นเชิงหลังเหตุการณ์ พฤษภาคม 2535 จึงกลับมาอีกครั้งในรัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์ และพลังเหล่านี้ยังเป็นความหวังของสังคมในการฝ่าวิกฤต?

ทำไมเครื่องแบบทหารที่เคยเป็นเครื่องแบบต้องห้ามหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 กลายมาเป็นแฟชั่นยอดฮิต?

ทำไมอาวุธสงครามซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความรุนแรงจึงกลายมาเป็นเครื่องมือเพื่อระงับความรุนแรง?

ทำไมสถาบันกษัตริย์ซึ่งต้องอยู่ “เหนือ” การเมืองจึงกลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญของคณะรัฐประหาร?

จึงเป็นที่มาของหนังสือ

รัฐประหาร 19 กันยา 
รัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ข้อเขียนที่ปรากฏอยู่ในเล่มนี้ เขียนขึ้นมาด้วยทัศนะของคนที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร (แต่นั้นก็มิใช่ว่า ข้อเขียนทั้งหมดจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ข้อเขียนหลายชิ้นที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้ต่างก็วิวาทะกันเองด้วย)

ถึงแม้จะตระหนักว่าวิธีคิดในการทำหนังสือเช่นนี้ย่อมหมิ่นเหม่ต่อการกระทำที่ ผิด “หลักการ” ของสื่อมวลชนที่ดี ซึ่งต้องรักษาความเป็นกลาง, นำเสนอความเห็นของทั้ง 2 ฝ่าย หรือการที่ไม่ตัดสินอะไรด้วยอัตวิสัย

แต่ท่ามกลางสภาวการณ์ที่สื่อมวลชนส่วนใหญ่ ยอมรับเงื่อนไขของคณะรัฐประหารว่าจะมาเพียง “ชั่วคราว” และเข้ามาชำระล้างความเลวร้ายของ “ระบอบทักษิณ” โดยไม่ตั้งคำถามกับวิธีการได้มาซึ่งอำนาจหรือสิทธิเสรีภาพที่สูญหายด้วยข้ออ้างแบบครอบจักรวาลว่าเพื่อสยบ “คลื่นใต้น้ำ” แล้วทำให้เรายิ่งเห็นถึงความจำเป็นของการทำหนังสือที่ไม่เป็นกลาง นำเสนอด้านเดียว รวมทั้งใช้อัตวิสัยของการไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารเป็นธงนำ

https://sameskybooks.net/product/9789749498026/

แน่อนว่าหนังสือทุกเล่มย่อมมีจุดอ่อนให้วิพากษ์วิจารณ์ได้

ดังที่มีนักเขียนท่านหนึ่งบอกว่า
ส่วนที่ดีที่สุดของหนังสือเล่มนี้คือ
คำอุทิศ

นวมทอง ไพรวัลย์
(2489-2549)

เราก็ถือว่ายังเป็นคำชม

และถ้าลุงนวมทอง (21 ตุลาคม 2489 - 31 ตุลาคม 2549)
ยังมีชีวิตอยู่
ท่านจะอายุครบ 80 ปี ในปีนี้
.....

ย้อนอ่านจดหมาย “ลุงนวมทอง ไพรวัลย์” เขียน ก่อนปลิดชีพตัวเองต้านรัฐประหาร 2549



นายนวมทอง ไพรวัลย์ หรือลุงนวมทอง อดีตพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ที่ขับรถแท็กซี่ชนรถถังเพื่อประท้วงการทำรัฐประหาร ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า จนได้รับบาดเจ็บ เมื่อ 19 กันยายน 2549

ก่อนผูกคอกับราวสะพานลอยบริเวณ ถ.วิภาวดีรังสิต หน้าสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ในวันที่ 31 ตุลาคม 2549 พร้อมเขียนจดหมายลาตาย ระบุว่า ต้องการลบคำสบประมาทของ พ.อ.อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษกคณะรัฐประหารนั้น



สำหรับจดหมายของนายนวมทอง ลงวันที่ 29 ตุลาคม ก่อนนายนวมทองเสียชีวิต 2 วัน มีข้อความระบุว่า

สวัสดีครับท่านพี่น้องประชาชนที่เคารพ เหตุที่กระผมทำการพลีชีพเป็นครั้งที่ 2 โดยการทำลายตัวเองเพื่อมิให้เสียทรัพย์เหมือนครั้งแรกก็เพื่อลบคำสบประมาทของท่านรองโฆษก คปค.ที่สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์หลายฉบับว่า “ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้”

เหตุพลีชีพครั้งแรกของผมยอมรับว่าคำณวนความเร็วของรถแท็กซี่ผิดพลาด รถถังที่จอดลานพระบรมรูปทรงม้าติดด้านหัวถนราชดำเนินนอก เมื่อผมขับรถผ่านกองบัญชาการทัพบกพ้นหัวถนนและเกาะกลางถนนเพื่อพุ่งเข้าชนเพื่อหักเลี้ยวแบบตัว S ความเร็วจึงลดลงมากเพราะต้องการชนแบบประสานงา
ผมจึงแค่บาดเจ็บสาหัส ซี่โครงหัก 5 ซี่ ตาซ้ายบวมช้ำคางทะลุถึงภายในช่องปาก รักษาตัวโรงพยาบาลวชิรฯ มีคณะของคุณครูประทีป ฮาตะ และคณะอื่นๆ มาเยี่ยมหลายคณะ และมีผู้สื่อข่าว นสพ. มาขอสัมภาษณ์ว่า ไม่พอใจหรือที่ปฏิรูปแล้วบ้านเมืองสงบสุข ไม่มีการนองเลือด

ผมตอบไปว่าใครทำผิดกฎหมายและก่อความไม่สงบก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ที่ผ่านมามีเบื้องหลังเบื้องลึกมากมาย ตอนนี้ก็เปิดหน้ากากออกมาจนเกือบหมดแล้ว เป็นการตบหน้าประชาชนอย่างไม่อาย. แต่ไม่เห็นเป็นข่าวรวมทั้งข่าวของผมที่ชนรถถังเพื่อประท้วง คปค. ลงข่าว นสพ. วันเดียวเงียบหายไปเลย ผมรักษาตัวที่โรงพยาบาลวชิรฯ 13 วัน คุณหมออนุญาตให้กลับมาพักฟื้นที่บ้านและนำ นสพ. ที่เสนอข่าวชนรถถังประท้วง คปค. ของผม พบคำสัมภาษณ์ท่านรองโฆษก ใน นสพ. ตรงกันหลายฉบับด้วยถ้อยคำที่กล่าวมาข้างต้นและยังปรามาสว่าผมแก่แล้ว คงทำด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ก็มีเวลาเอาสีมาพ่นข้อความรอบตัวรถยังคิดว่าอารมณ์ชั่ววูบ ไม่น่าให้ทำงานและกินเงินเดือนที่ได้มาจากภาษีของประชาชนเลย.

ความคิดผม เมื่อหายป่วยดีก็จะทำมาหากินขับรถ TAXI ไม่ก่อวีรกรรมอีกต่อไป แต่พบข้อความการให้สัมภาษณ์ นสพ. ของท่านรองโฆษก คปค. ในเชิงปรามาสดังกล่าวก็เลยต้องสนองตอบกันหน่อย เพราะนิสัยคนไทยฆ่าได้แต่หยามไม่ได้ และเหตุผลที่ผมเลือกวันสุดท้ายของเดือนตุลาคมเป็นวันพลีชีพเพราะเดือนนี้เป็นเดือนที่วิญญาณของวีรชนที่สถิตอยู่ที่อนุสรณ์สถานฯ ที่ผมทำการพลีชีพนี้ได้เรียกร้องกระทั่งได้มาซึ่งประชาธิปไตย และวิญญาณของผมก็จะสถิตอยู่กับเหล่าวีรชนแห่งนี้ตลอดไป และขอยืนยันว่าปฏิบัติการทั้งสองครั้งทำด้วยใจ ไม่มีใครจ้าง

สุดท้ายขอให้ลูกๆ และภรรยาจงภูมิใจในตัวพ่อ ไม่ต้องเสียใจ ชาติหน้าเกิดมาคงไม่พบเจอการปฏิวัติอีก

ลาก่อน พบกันชาติหน้า

ปล. ขอแก้ข่าว ขวดยาที่พบในรถภายหลังเกิดเหตุคืออาหารเสริมแคปซูลใบแปะก๊วยไม่ใช่ยาแก้เครียดตามที่ลงข่าว นสพ. ผมไม่เครียดแต่ประท้วงจอมเผด็จการ
สวัสดีครับ
29 ตุลาคม 2549
(นายนวมทอง ไพรวัลย์)


ทั้งนี้ นายนวมทอง ไพรวัลย์ ได้ผูกคอกับราวสะพานลอย บริเวณ ถ.วิภาวดีรังสิต ขาออก เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2549 พร้อมกับสวมเสื้อที่เขียนบทกวีของกุหลาบ สายประดิษฐ์ ระบุว่า

อันประชาสามัคคีมีจัดตั้ง
เป็นพลังแกร่งกล้ามหาศาล
แสนอาวุธ แสนศัตรูหมู่อันธพาล
ไม่อาจต้านแรงมหาประชาชน




ที่มา มติชนสุดสัปดาห์
ย้อนอ่านจดหมาย “ลุงนวมทอง ไพรวัลย์” เขียน ก่อนปลิดชีพตัวเองต้านรัฐประหาร 2549
31.10.2024

https://www.matichon.co.th/weekly/hot-news/article_481550
.....