วันอาทิตย์, กันยายน 20, 2569

ปาฐกถาพิเศษ ‘สองทศวรรษ รัฐประหาร 19 กันยา 49’ : ศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักวิชาการด้านกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


ศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ปาฐกถาพิเศษ 'สองทศวรรษ รัฐประหาร 19 กันยา 49'

คนเสื้อแดง

Premiered 18 hours ago

วันที่ 19 กันยายน 2569 ศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักวิชาการด้านกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปาฐกถาพิเศษ 'สองทศวรรษ รัฐประหาร 19 กันยา 49' ในวาระ 20 ปีเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549

https://www.youtube.com/watch?v=HfmZ7F3KaPA
.....

สรุปประเด็นสำคัญจากปาฐกถาพิเศษ “สองทศวรรษ รัฐประหาร 19 กันยา 49” โดย ศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักวิชาการด้านกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวาระครบรอบ 20 ปี เหตุการณ์ยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 ดังนี้:

1. จุดเริ่มต้นวิกฤตและต้นแบบ (Role Model) ของการยึดอำนาจ

บทเรียนยึดอำนาจยุคใหม่: รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เป็น "ต้นแบบ" หรือ Role Model ให้กับการทำรัฐประหารในเวลาต่อมา (โดยเฉพาะปี 2557) โดยอาศัยสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง การประท้วงของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และคำวินิจฉัยทางกฎหมาย/กระบวนการตุลาการในการเปิดทางหรือสร้างความชอบธรรมในการยึดอำนาจ

วงจรอำนาจนิยมติดเขาวงกต: การยึดอำนาจดังกล่าวนำไปสู่การขยายอำนาจของฝ่ายความมั่นคงและองค์กรอิสระ ก่อให้เกิดโครงสร้างรัฐธรรมนูญและกลไกกฎหมายที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในวังวนวิกฤตการเมืองยาวนานถึง 20 ปี

2. การกัดเซาะหลักนิติรัฐและระบบนิติธรรม

เครื่องมือทางกฎหมายกับมรดกคณะรัฐประหาร: การตั้งองค์กรพิเศษขึ้นมาตรวจสอบทางการเมืองและการออกกฎหมายย้อนหลังเพื่อลงโทษฝ่ายตรงข้าม เป็นการบ่อนทำลายหลักนิติรัฐอย่างรุนแรง

วงการกฎหมายไทยต้องทบทวนบทบาท: องค์กรตุลาการและนักกฎหมายควรกลับมาทบทวนบทบาทของตนเอง ไม่ให้อำนาจตุลาการถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมหรือรองรับอำนาจที่ไม่เป็นไปตามกติกาประชาธิปไตย

3. ผลกระทบทางสังคมและการตื่นตัวของประชาชน

จุดกำเนิดการต่อสู้ของประชาชน: รัฐประหาร 2549 เป็นจุดเริ่มที่ทำให้ประชาชนกลุ่มใหญ่ (รวมถึงกลุ่มคนเสื้อแดงและขบวนการภาคประชาชน) ตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิ เสียง และกติกาการเลือกตั้ง จนเกิดการเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องประชาธิปไตยในเวลาต่อมา

ข้อเสนอแนะและทางออกเชิงโครงสร้าง

ศ.ดร.วรเจตน์ ได้เสนอแนวทางแก้ไขเพื่อขจัดผลพวงมรดกรัฐประหารและป้องกันการยึดอำนาจในอนาคต ดังนี้:

การลบล้างผลพวงรัฐประหาร: ต้องยกเลิกมรดกทางกฎหมาย รัฐธรรมนูญ และคำสั่งต่างๆ ที่เกิดจากการใช้อำนาจนอกระบบ เพื่อดึงประเทศกลับสู่กติกาประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐที่ถูกต้อง

การตีกรอบกฎอัยการศึก: ปรับปรุงกฎหมายไม่ให้ฝ่ายทหารสามารถฉวยโอกาสประกาศใช้กฎอัยการศึกได้โดยง่าย และตัดช่องทางไม่ให้มีการเขียนรับรองอำนาจการยึดอำนาจไว้ในรัฐธรรมนูญ

การอุดสุญญากาศทางการเมือง: ออกแบบกลไกทางรัฐธรรมนูญให้สภาผู้แทนราษฎรยังคงสามารถปฏิบัติภารกิจที่จำเป็นได้ในช่วงยุบสภา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด "สุญญากาศทางการเมือง" ที่มักถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการรัฐประหาร
.....

ปาฐกถาเต็ม

ท่านที่ใส่ใจในประชาธิปไตยทั้งหลาย วันนี้ผมได้รับเชิญจากเพจคนเสื้อแดง ให้มารำลึกหรือพูดถึงเรื่องของการทำรัฐประหาร วันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งนับจนถึงวันนี้ก็ครบรอบสองทศวรรษ หรือว่า 20 ปีมาแล้ว

ความจริงการรำลึกถึงการรัฐประหารเป็นสิ่งซึ่งเราไม่ควรทำ เพราะว่าการรัฐประหารเป็นสิ่งที่มันไม่ถูกต้องตามหลักการประชาธิปไตย แต่รัฐประหาร 19 กันยายน เวลาเราพูดถึงระลึกถึงนั้น เราอาจจะต้องเก็บเอาบทเรียนที่เกิดขึ้นจากรัฐประหารครั้งนั้นมาเป็นประโยชน์ในการพัฒนาหลักประชาธิปไตยของเราต่อไป

รัฐประหาร 19 กันยายน เป็นการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ข้อที่น่าสังเกตก็คือว่า รัฐบาลที่ถูกล้มล้างเป็นรัฐบาลซึ่งแต่เดิมได้ปกครองประเทศจนครบวาระ 4 ปี ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดเอาไว้ หลังจากผ่านการเลือกตั้งมาแล้วครบ 4 ปี มีการเลือกตั้งใหม่ ก็เกิดกระบวนการที่ทำให้การเลือกตั้งครั้งใหม่ในปี 2549 นั้นเป็นไปไม่ได้

เราจะดูถึงสาเหตุของการทำรัฐประหาร ตลอดจนผลพวงที่เกิดขึ้นจากรัฐประหารคราวนั้นที่ส่งผลกระทบมาถึงการเมืองการปกครองของไทยในปัจจุบันนี้

ในเบื้องแรก เราอาจจะต้องเข้าใจว่ารัฐประหาร 19 กันยายน อาจจะเป็นครั้งแรกที่ไม่ได้ทำโดยกำลังทหารแต่เพียงลำพัง หรือเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดรัฐประหารนั้น ไม่ได้อยู่ที่กำลังในทางทหารเป็นหลักตั้งแต่ต้น มันเกิดการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือกลไกในทางกฎหมายที่เป็นเหตุปัจจัย แล้วเอื้อให้การรัฐประหารในคราวนั้นได้สำเร็จลง และยังคงเป็นตัวอย่างต่อมาในการรัฐประหารในปี 2557 ซึ่งเป็นรัฐประหารที่ใกล้กับเรามากที่สุด แล้วก็ยังส่งผลต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้

เราอาจจะกล่าวได้ว่าตลอดระยะเวลาในประวัติศาสตร์การเมืองไทยนั้น ไม่มีการทำรัฐประหารครั้งไหนที่กลไกทางกฎหมายเป็นเหตุปัจจัยที่เข้มข้น และช่วยส่งผลให้รัฐประหารมันสำเร็จลงได้ ถึงแม้ว่านักกฎหมายหลายคนจะมองว่ารัฐประหาร 2 ครั้งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นรัฐประหารเพื่อที่จะทำให้หลักกฎหมายมันกลับสู่ทิศทางที่ถูกต้องในความเข้าใจของพวกเขา แต่ที่จริงแล้ว รัฐประหารทั้ง 2 ครั้งเป็นรัฐประหารที่ทำลายหลักนิติรัฐลงไป แล้วก็กัดเซาะหลักนิติรัฐ เปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ทางรัฐธรรมนูญ แล้วส่งผลกระทบต่อเราจนถึงปัจจุบัน

ถามว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น ?

เหตุผลเพราะรัฐประหารในปี 2549 เป็นผลพวงที่เกิดขึ้นจากการประท้วงชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เราปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เป็นรัฐบาลแรกที่มาจากการเลือกตั้งที่บริหารประเทศครบ 4 ปี เหตุการณ์ดังกล่าวนี้อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อบุคคลบางกลุ่ม หรือชนชั้นบางชนชั้นที่รู้สึกว่าบัดนี้หลักการในทางประชาธิปไตยเริ่มที่จะหยั่งรากลึกลงไป คนเริ่มรู้สึกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้น บริหารจัดการแผ่นดินเป็นไปได้ ด้วยเหตุนี้จึงมีความพยายามในการที่จะเปลี่ยนแปลงรัฐบาล

ซึ่งการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลนั้นมันก็เป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตยแต่ปกติเราจะทำผ่านการเลือกตั้ง แต่จุดกำเนิดที่ทำให้เกิดรัฐประหารในคราวนั้นขึ้น จุดแรกก็คือการทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ การเลือกตั้งที่เกิดเป็นโมฆะทำให้รัฐบาลต้องรักษาการยาวนานต่อไป แม้มีการกำหนดวันเลือกตั้งขึ้นมาใหม่ แต่ก็ไปไม่ถึงการเลือกตั้งนั้นเนื่องจากคณะทหารได้ตัดสินใจยึดอำนาจการปกครองก่อนในวันที่ 19 กันยายน 2549

การทำรัฐประหารในปี 2549 นั้นอาจกล่าวได้ว่าเป็นผลพวงมาจากการชุมนุมประท้วง แล้วก็เริ่มต้นอย่างแท้จริงเมื่อศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้การเลือกตั้งในคราวนั้นเป็นโมฆะ เนื่องจากเหตุซึ่งเล็กน้อยนั่นคือมีการจัดคูหาในแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าไม่เป็นไปโดยลับ

หลังจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ก็มีการล้มล้างรัฐบาล แล้วก็เกิดรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหาร มีการจัดทำรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ เป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราว หลังจากนั้นก็มีการจัดทำธรรมนูญปี 2550 ขึ้นตามมา ในช่วงเวลาดังกล่าวคณะรัฐประหารได้ดำเนินการให้เกิดการยุบพรรคไทยรักไทย แม้ไม่ได้เกิดขึ้นจากประกาศของรัฐประหาร แต่เกิดขึ้นจากคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ แต่มีข้อสังเกตในทางกฎหมายที่สำคัญยิ่งก็คือ คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญเป็นคำวินิจฉัยที่เป็นผลพวงจากคดีที่ค้างอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญก่อนที่จะมีการนำรัฐประหาร เมื่อมีการรัฐประหารแล้ว ก็ได้มีการยุบศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีการตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้นมา โดยให้นำเอาคดีที่ค้างอยู่นั้นมาสู่การพิจารณาของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ จากนั้นคณะรัฐประหารได้ออกประกาศคณะรัฐประหาร กำหนดให้เกิดการตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยจากกรณีที่มีการยุบพรรค และในเวลาต่อมาคณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้นำเอาประกาศดังกล่าวไปใช้เป็นเหตุในการลงโทษผู้ที่เป็นคณะกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยจำนวน 111 คน ให้มีการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่กฎเกณฑ์เหล่านี้ไม่ได้มีอยู่ก่อนการทำรัฐประหาร หรือไม่ได้มีอยู่ตอนที่มีการกล่าวหาว่าได้กระทำความผิด

ผมเห็นว่านี่เป็นการที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญนั้นเข้าใช้บทบาท หรือใช้กลไกทางกฎหมายแทนที่ประกาศคณะรัฐประหาร ผมเรียกคำวินิจฉัยดังกล่าวว่า ‘เป็น ’

แต่เดิมการยุบพรรคการเมืองหลังจากที่มีการยึดอำนาจมักจะเกิดขึ้นจากการที่คณะรัฐประหารประกาศยุบพรรคการเมืองเอง แต่ครั้งนี้การยุบพรรคการเมืองทำผ่านกลไกในทางกฎหมาย เรียกว่าเป็นการสร้างความชอบธรรม หรือเป็นการอำพรางการใช้อำนาจของรัฐประหารผ่านคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นการใช้กลไกทางกฎหมายที่เป็นกลาง แต่ว่าโดยแท้จริงแล้ว ถ้าหากพิจารณาจากเหตุในการยุบพรรครวมทั้งการนำประกาศรัฐประหารมาใช้ ก็จะพบว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น

หลังจากที่มีการยุบพรรคการเมืองในรูปของคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญแล้ว ก็มีการใช้กลไกทางกฎหมายดำเนินการต่อไป เนื่องจากว่าหลังที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญมีการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์หลายอย่าง

เมื่อมีการเลือกตั้ง ก็ยังคงปรากฏว่าพรรคการเมืองที่สืบสายมาจากพรรคไทยรักไทย คือพรรคพลังประชาชนยังคงเป็นพรรคที่ชนะการเลือกตั้งอยู่ แล้วสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ความพยายามในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลยังดำเนินอยู่ต่อไป เนื่องจากหลายท่านเห็นว่า การทำรัฐประหารนั้นยังไม่บรรลุจุดประสงค์ เพราะเห็นว่าพรรคการเมืองที่ถูกยุบไปแล้วยังมีการสืบสายต่อไป มีการตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่ แล้วประชาชนทั่วไปยังคงสนับสนุนอยู่ เราจึงเห็นกลไกทางกฎหมายหลายประการ ซึ่งมีลักษณะที่ไม่สอดคล้องกับหลักนิติรัฐเกิดขึ้นเป็นระยะ

ก่อนหน้าที่จะเกิดการปลดนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ก็เกิดการโต้แย้งกันในทางกฎหมายเกี่ยวกับบทบาทของคณะรัฐมนตรีรัฐบาลคุณสมัคร ในเรื่องของคดีปราสาทพระวิหาร มีการใช้กลไกทางกฎหมายฟ้องร้องเพื่อให้เกิดเป็นประเด็นขึ้นมา โดยมีการใช้กลไกที่เป็นเรื่องของชาตินิยมเข้ามาเพื่อกล่อมเกลาให้เห็นว่าคณะรัฐมนตรีที่เป็นชุดสืบต่อมาจากพรรคไทยรักไทยก็คือคณะรัฐมนตรีจากรัฐบาลที่มาจากพรรคพลังประชาชนเป็นหลักนั้น เป็นคณะรัฐมนตรีที่มีปัญหาในเชิงการบริหาร แล้วก็เกิดคดีปราสาทพระวิหารขึ้น คดีนี้ปัจจุบันในทางกฎหมายคงต้องถือเป็นคดีที่เป็นโครงกระดูกในตู้ของศาลปกครองสูงสุด เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงองค์คณะในการวินิจฉัยคดีนี้ แล้วรับคดีพิจารณา แล้วต่อมาเรื่องก็เงียบหายไป แม้มีการร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ปรากฏเป็นข่าวสืบต่อมา

แต่เรื่องสำคัญที่สุดก็คือการเริ่มใช้กลไกทางกฎหมายปลดนายกรัฐมนตรีในคดี ‘ชิมไปบ่นไป’ ซึ่งเกิดขึ้นกับคุณสมัคร สุนทรเวช คดีนี้เป็นคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้การตีความกฎหมายให้คำว่า ‘ลูกจ้าง’ ขยายของออกไปอย่างกว้างขวาง จนในที่สุดทำให้คุณสมัคร สุนทรเวช ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่การกระทำของคุณสมัคร ในทางกฎหมายไม่อาจกล่าวว่า เป็นลูกจ้างได้

ผมเคยอธิบายคำวินิจฉัยนี้แล้วชี้ให้เห็นว่าถ้านำเอาคำนิยามความหมายของ ‘ลูกจ้าง’ ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไปปรับใช้กับบุคคลอื่นๆ จะมีคนพ้นจากตำแหน่งเป็นจำนวนมาก เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญตีความคำว่า ‘ลูกจ้าง’ ขยายไปถึงการเป็นผู้รับจ้าง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในทางกฎหมาย แม้ว่าจะมีนักกฎหมายจำนวนมาก พยายามอธิบายว่าคำวินิจฉัยเรื่องนี้ เป็นคำวินิจฉัยที่สะท้อนให้เห็นถึงการวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญที่ละเอียด เนื่องจากมองว่า การไปทำกับข้าวออกโทรทัศน์เป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนก็ตาม แต่อันที่จริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น เนื่องจากคนเป็นนายกรัฐมนตรีถือว่าเป็นตำแหน่งสูงสุดในทางบริหาร หรือทางการปกครอง เพราะฉะนั้นจะไปเป็นลูกจ้างเพื่อตกอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของนายจ้างไม่ได้ ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องการทับซ้อนของผลประโยชน์

อย่างไรก็ตาม คดีนี้ก็จบไป โดยคุณสมัคร สุนทรเวช ถือเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก ที่พ้นจากตำแหน่งด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หรือแม้กระทั่งเป็นคำพิพากษาของศาล และกลายเป็นตัวอย่างให้เกิดการปลดนายกฯ ตามมาอีกหลายคน ดังที่เราได้ทราบกันอยู่

หลังจากนั้นก็เกิดการดำเนินคดีผ่านกลไกในศาลยุติธรรม มีการยึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร แม้ว่าคณะรัฐประหารจะได้ประกาศตั้งคณะบุคคลที่เรียกว่า คตส. ขึ้นมาตรวจสอบทรัพย์สินเพื่อที่จะดำเนินการหรือจับกุมบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต แต่คดีที่ฟ้องศาลแล้วเป็นคดีแรกที่ทำให้อดีตนายกฯ ต้องถูกลงโทษพิพากษาจำคุกนั้นกลับไม่ใช่คดีที่เป็นเรื่องการทุจริตแต่อย่างใด แต่กลับเป็นคดีที่ตัวนายกฯ ได้เซ็นเอกสารให้ภรรยาไปซื้อที่ดินรัชดาฯ ซึ่งเป็นที่ที่ดินที่ได้มาจากการประมูลราคา แล้วผู้ที่ได้รับที่ดินนั้นก็ประมูลราคาโดยให้ราคาสูงสุด คดีนี้เป็นอีกคดีนึงสะท้อนให้เห็นว่าแม้จะมีการยึดอำนาจมา แต่แม้คณะผู้ยึดอำนาจจะมีการตั้งคณะบุคคลขึ้นมา มีการไต่สวนต่างๆ ก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถเอาผิดในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชันได้อย่างชัดเจน กลับเป็นคดีที่เกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินต่างหากที่เป็นเหตุทำให้อดีตนายกฯ ที่ถูกรัฐประหารนั้นได้ถูกลงโทษจำคุก เป็นข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้กฎหมายของไทยในห้วงเวลานั้น

หลังจากที่มีการปลดนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวชแล้ว คุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็ต่อมามีการยุบพรรคพลังประชาชน ทำให้อดีตนายกฯ สมชาย พ้นจากตำแหน่งไปเช่นเดียวกัน เนื่องจากพรรคถูกยุบแล้วกรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิ

ในห้วงเวลานี้มีข้อสังเกตในทางกฎหมายประการหนึ่ง แล้วเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่ฝ่ายซึ่งเป็นรัฐบาลขณะนั้น ฝ่ายพรรคพลังประชาชนในขณะนั้น ไม่ได้พยายามยืนยันอย่างเพียง พอในการต่อสู้กับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ คือในตอนที่อดีตนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช พ้นจากตำแหน่ง ฝ่ายพรรคพลังประชาชนสามารถเลือกคุณสมัคร กลับมาเป็นรัฐมนตรีได้อีกครั้งหนึ่งทันทีในวันรุ่งขึ้น ไม่มีกฎเกณฑ์ข้อห้ามในทางกฎหมายเลย เพราะว่าคุณสมัคร ไม่ได้ไปทำกับข้าวออกโทรทัศน์แล้วเป็นเวลาหลายเดือนก่อนศาลจะตัดสิน น่าเสียดายที่ในขณะนั้นพรรคไม่ได้ยืนยันหลักเกณฑ์ดังกล่าว ทำให้เกิดการเปลี่ยนตัวนายกฯ ถึงแม้ว่าการยืนยันที่คุณสมัคร เป็นนายกฯ อีกครั้ง สุดท้ายต้องพ้นจากตำแหน่งอยู่ดี เพราะว่า ในเวลาอีกไม่ช้าไม่นาน พรรคพลังประชาชน จะถูกยุบก็ตาม แต่อย่างน้อยมันเป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า ฝ่ายที่มีความชอบธรรมในการเป็นรัฐบาลผ่านการเลือกตั้งมา ได้พยายามที่จะต่อสู้กับกลไกของศาลรัฐธรรมนูญ โดยยืนยันว่าการที่ปลดนายกฯ ด้วยวิธีการเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง อันนี้เป็นความน่าเสียดายเมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต

หลังจากนั้นก็เกิดการเปลี่ยนรัฐบาลในค่ายทหารดังที่เราได้ทราบกัน แล้วรัฐบาลที่ถูกเปลี่ยนในค่ายทหารในเวลาต่อมาก็มีการยุบสภา เกิดการเลือกตั้งขึ้นมาใหม่ ในการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ปรากฏว่าพรรคเพื่อไทย ซึ่งสืบสายมาจากพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชนยังคงชนะการเลือกตั้งอีก และคราวนี้ก็ได้คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาเป็นนายกรัฐมนตรี

ห้วงเวลานั้นเราจะเห็นความพยายามของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ในการ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่ว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญผ่านกลไกในทางระบบรัฐสภาปกติก็ถูกขวาง เพราะศาลรัฐธรรมนูญในห้วงเวลานั้นได้รับคดีพิจารณา แล้วตีความว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้นขัดต่อหลักประชาธิปไตย หรือมีลักษณะเป็นการล้มล้างการปกครอง ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญมันเป็นไปไม่ได้ จนในที่สุดเกิดการชุมนุมประท้วงอีกครั้งหนึ่งซึ่งเป็นผลมาจากการออกกฎเกณฑ์เกี่ยวกับนิรโทษกรรมและกลายเป็นการจุดชนวนให้เกิดการชุมนุม ประท้วงและนำไปสู่การยุบสภาฯ โดยอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

การยุบสภาฯ ครั้งนี้เหตุการณ์ได้ซ้ำรอยเดิมกับปี 2549 คือไม่สามารถไปสู่การเลือกตั้งที่สำเร็จได้ เนื่องจากเมื่อมีการยุบสภาฯ แล้ว เกิดการเลือกตั้งขึ้นแล้ว ก็ปรากฏว่ามีการขัดขวางการเลือกตั้ง แล้วศาลรัฐธรรมนูญก็ชี้ว่าการเลือกตั้งไม่ได้เกิดขึ้นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักรพร้อมกัน จึงวินิจฉัยการเลือกตั้งนั้นเป็นโมฆะ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดเลยว่า การเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นพร้อมกันทุกแห่งในวันเดียวกัน รัฐธรรมนูญเพียงแต่กำหนดว่าการกำหนดวันเลือกตั้งต้องกำหนดวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ไม่ได้กำหนดว่าต้องเกิดการเลือกตั้งจริงในวันนั้นทั่วราชอาณาจักร เพราะสถานการณ ์เป็นไปได้เสมอที่การเลือกตั้งอาจจะไม่เกิดขึ้นในวันเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม นั่นก็เป็นเหตุซึ่งที่สุดแล้วได้ถูกเอามาใช้ทำลายการเลือกตั้ง และทำให้การเลือกตั้งต้องเป็นโมฆะ รัฐบาลอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้าสู่สภาวะรัฐบาลรักษาการ ซ้ำรอยกับรัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ปลายปีก่อนหน้านั้น แล้วในที่สุดการเลือกตั้งก็ไม่ได้เกิดขึ้นอีก เนื่องจากก่อนเกิดการเลือกตั้งขึ้น คณะทหารได้เข้ายึดอำนาจอีกครั้ง เกิดเป็นรัฐประหารในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

ผมพยายามสรุปเหตุการณ์ในทางการเมืองที่เกิดขึ้นคร่าวๆ ว่ามันมีปัญหาในแง่ของการใช้กฎหมาย การตีความกฏหมาย ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักนิติรัฐ ที่สำคัญก็คือ ในระหว่างนี้ได้เกิดการรวมตัวกันของประชาชนกลุ่มหนึ่ง แน่นอนเป็นกลุ่มที่สนับสนุนพรรคการเมืองในอดีตที่เขาเลือกมาก็คือพรรคไทยรักไทย กลายเป็นกลุ่มคนเสื้อแดงขึ้น กลุ่มคนเสื้อแดงมีบทบาทในการต่อสู้ยืนยันให้รัฐบาลต้องมาจากการเลือกตั้ง และต่อสู้ให้การเปลี่ยนรัฐบาลต้องเปลี่ยนไปโดยวิถีทางที่เป็นไปตามกลไกในระบบรัฐสภา ไม่ใช่เปลี่ยนโดยวิถีทางของการให้มีองค์กรตุลาการเข้ามาปลดนายกรัฐมนตรี

แต่อย่างที่เราได้ทราบกัน ว่ากลุ่มคนเสื้อแดงนั้นไม่ได้เกิดขึ้นก่อนเกิดการทำรัฐประหารปี 2549 แล้วก็ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีหลังเกิดการทำรัฐประหารปี 2549 เช่นเดียวกัน แต่กลุ่มของคนเสื้อแดงเกิดขึ้นหลังจากนั้น แปลว่าคนเสื้อแดงนั้น เป็นผลพวงของรัฐบาลปี 2549 ที่ทำให้เกิดเป็นการรวมตัวกันขึ้นมาเพื่อสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ว่าบทบาทของคนเสื้อแดงพุ่งถึงขีดสุดเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล เกิดการยุบพรรคพลังประชาชน ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องจากการปลดนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในค่ายทหารแล้วทำให้ผู้คนรู้สึกว่ากลไกในทางประชาธิปไตยในบ้านเมืองมันไม่เดินไปอย่างที่มันควรจะเป็น สุดท้ายก็เกิดการชุมนุมประท้วง แล้วนำมาซึ่งการสูญเสีย เป็นบาดแผลต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามโดยการปราบปรามกลุ่มคนเสื้อแดง และโดยกลไกที่ขณะนั้นถูกเรียกว่าตุลาการภิวัฒน์ ที่ทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างเสถียร แล้วเกิดการทำรัฐประหารในเวลาต่อมา ทำให้บทบาทคนเสื้อแดงเริ่มจางคลายลงหลังจากปี 2557

ในช่วงระหว่าง หลังจากปี 2549 มาจนถึงปี 2557 นั้นบทบาทของกลุ่มคนเสื้อแดงในการที่จะยืนยันหลักที่ว่ารัฐบาลต้องมาจากการเลือกตั้ง แล้วก็การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลควรจะเปลี่ยนตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ผ่านกลไกทางกฎหมายที่เข้าดำเนินการทำให้รัฐบาลที่ประชาชนเลือกมาไม่สามารถทำงานได้หรือว่านายกฯ ต้องถูกปลด เป็นสิ่ง ซึ่งถือว่าเป็นคุณค่าสำคัญในระบอบประชาธิปไตย

คำถามสำคัญเวลาที่เราจะหวนย้อนกลับไปรำลึกถึงรัฐประหารปี 2549 คืออะไร ?

แน่นอนผมบอกไปแล้วว่ารัฐประหารครั้งนั้นเกี่ยวพันกับกลไกทางกฎหมาย แล้วกลไกทางกฎหมายนั้นดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง มันกัดเซาะเซาะทำลาย หรือทำให้หลักนิติรัฐไม่สามารถเติบโตหรือกระทั่งอย่างรากลงไปในสังคมไทยได้อย่างไร แต่ว่ายิ่งไปกว่านั้น การเกิดรัฐประหารปี 2549 มันทำให้ผู้คนหันมาสนใจในทางการเมืองมากขึ้น เพราะรู้สึกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มันถูกล้มไปอย่างง่ายดาย แต่แม้กระนั้น ถามว่าจนถึงปัจจุบันนี้เราประสบความสำเร็จมากน้อยขนาดไหนในการสถาปนาหลักประชาธิปไตย หลักนิติรัฐขึ้นในสังคมไทย คำตอบคือยังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก อะไรเป็นเหตุผล ที่ทำให้ยังไม่ประสบความสำเร็จ ?

ผมคิดว่าเราอาจจะต้องมองย้อนถึงตัวการรัฐประหารปี 2549 ซึ่งจะพบว่าแม้จะมีการต่อต้านจากประชาชนอยู่บ้าง แต่การต่อต้านมีไม่มากนัก บทบาทคนเสื้อแดงเริ่มมีสูงขึ้นหลังจากผ่านพ้นขั้นตอนการต่อต้านที่มันไม่สำเร็จไปแล้ว เพราะฉะนั้นการทำรัฐประหารปี 2549 มันสำเร็จลงเพราะเหตุผลว่า การต่อต้านของประชาชนยังน้อยเกินไป การยึดมั่นในการมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมันยังไม่ฝังลงไปในมโนสำนึกของผู้คนจำนวนมากอย่างเพียงพอ ฝ่ายที่เป็นชนชั้นกลาง ฝ่ายนักวิชาการจำนวนมากก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการที่มีการต่อต้านรัฐประหารคราวนั้น บางคนอาจจะเฉย โดยลึกๆ แล้วอาจจะเห็นด้วยกับการขจัดรัฐบาลซึ่งเขาเชื่อว่ามีประโยชน์ทับซ้อน แล้วเขาเชื่อว่ามีการทุจริตคอร์รัปชัน เขาเชื่อว่ามีการแทรกแซงองค์กรอิสระ เขาเชื่อว่ามีการกระทำที่หมิ่นเหม่ต่อการกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เหตุผลที่ใช้ในการรัฐประหารเหล่านี้ เป็นเหตุผลซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว มันก็ใช้มาในเกือบทุกคราวที่มีการรัฐประหาร แต่ไม่ทำให้ประเทศดีขึ้นเลย

ถ้าเราจะลองวิเคราะห์ว่าหลังจากผ่านปี 2549 แล้ว การต่อต้านรัฐประหารมันมีประเด็นที่เกิดขึ้นใหม่อย่างไร เราอาจต้องหยิบยกถึงประเด็นเรื่องของการลบล้างผลพวงรัฐประหารขึ้นมาพูด

ผมเองมีบทบาทในส่วนนี้ ก็คือหลังจากรัฐประหารปี 2549 แล้ว หลังจากที่มีการล้อมปราบคนเสื้อแดงในปี 2553 ในช่วงปลายปีนั้นตอนครบรอบ 4 ปีรัฐประหาร ก็มีการเสนอให้มีการดำเนินการลบล้างผลพวงของการทำรัฐประหาร ข้อเสนอนั้นต้องถือว่าเป็นข้อเสนอที่เป็นปฏิกิริยาโดยตรงต่อการทำรัฐประหารปี 2549 ซึ่งเป็นรัฐประหารที่ใกล้ชิดที่สุดในขณะนั้น ผมมีความเห็นว่าการต่อต้านรัฐประหารในเบื้องต้นต้องทำโดยประชาชน เราอาจจะเรียกร้องให้องค์กรของรัฐที่เกี่ยวข้องมาทำการต่อต้านค่อนข้างยาก เพราะเวลาที่มีการทำรัฐประหารแทบไม่มีใครไปแจ้งความดำเนินคดีกับใครที่ทำรัฐประหารเลย ซึ่งมันก็มีโอกาสที่คดีมันจะผ่านอัยการไปฟ้องศาลได้ โอกาสที่ศาลจะเข้ามาตัดสินเพื่อต่อต้านรัฐประหารในตอนนนั้นก็แทบจะไม่มี การเรียกร้องให้ศาลมาต่อต้านรัฐประหารเมื่อมันสำเร็จเรียบร้อยลงไปแล้ว มันเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ คนที่จะต้องต่อต้านรัฐประหารคือประชาชน ถ้าต่อต้านไม่สำเร็จ เขาก็มีอำนาจได้สำเร็จครับ แล้วก็มีอำนาจในการกำหนดกฎเกณฑ์เพื่อบังคับใช้ต่อไป

แต่วิธีการอันหนึ่งที่ได้มีการเสนอขึ้นมา ก็คือการเสนอให้มีการลบล้างผลพวงรัฐประหาร เมื่อรัฐประหารสำเร็จไปแล้ว เราไม่สามารถขัดขวางการทำรัฐประหารได้แล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ที่พอจะทำได้ในทางกฎหมายก็คือการเรียกร้องให้มีการทำรัฐธรรมนูญใหม่ แล้วก็กำหนดกฎเกณฑ์รัฐธรรมนูญใหม่ให้การประกาศนิรโทษกรรมของคณะรัฐประหารเป็นโมฆะไป หมายความว่าเมื่อเขายึดอำนาจได้แล้ว ทุกชุดมันจะมีการนิรโทษกรรม มันเป็นเหมือนการห้ามล้อในทางกฎหมาย ที่ห้ามดำเนินคดีกับคณะรัฐประหาร ในปลายปี 2553 ก็เกิดข้อเสนอนี้ขึ้นมา แม้ว่าคณะรัฐประหารยึดอำนาจสำเร็จไปแล้วดำเนินการกับคณะทหารไม่ได้ แต่สิ่งที่พอจะทำได้ก็คือทำให้การนิรโทษกรรมนั้นมันเสียเปล่าไป โดยการทำรัฐธรรมนูญ และให้ประชาชนออกเสียงประชามติ คืนอำนาจกลับสู่เจ้าของอำนาจ เมื่อเขาผ่าน รัฐธรรมนูญอันนี้แล้ว ก็เท่ากับการนิรโทษกรรมมันไม่มีอยู่อีกแล้ว เมื่อถูก ประกาศให้เสียเปล่าไปแล้ว ก็จะเปิดทางให้คนที่ทำรัฐประหารสำเร็จเข้าสู่ กระบวนการยุติธรรม ก็คือเอาบทบัญญัติเรื่องเกี่ยวกับการกบฏ มาใช้กับคณะ ประธานคณะนั้น นี่คือข้อเสนอที่มีการเสนอไปในขณะนั้น และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง แต่ก็เป็นข้อเสนอที่ผมได้เคยกล่าวเอาไว้ว่าหากสำเร็จ มันจะไม่เกิดการทำรัฐประหารขึ้นอีก เพราะว่าคณะรัฐประหารได้รู้อยู่เสมอว่าแม้ทำรัฐประหารสำเร็จ ถ้ามีการลบล้างผลพวงรัฐประหารได้สำเร็จแล้วตนเองก็ต้องถูกดำเนินคดี น่าเสียดายที่ข้อเสนอนี้ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้ถูกนำไปใช้ในทางปฏิบัติ จะด้วยเหตุปัจจัยทางการเมืองอะไรก็ตาม แล้วในทางกลับกันกลับเกิดรัฐประหารซ้ำในปี 2557

แต่ถามว่าข้อเสนอนนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ในทางกฎหมายอยู่ไหมทางกฎหมาย ผมยืนยันว่ายังคงใช้ได้อยู่ เราไม่อาจเรียกร้องให้ศาลเข้ามาต่อต้านรัฐประหารได้ เพราะเมื่อเขาได้อำนาจ ตามความเป็นจริงแล้วใครๆ ก็กังวลหรือกลัวปืน ไม่ได้มีใครออกมาต่อต้านจริงๆ จะเรียกร้องให้ศาลไปต่อต้านการรัฐประหารมันยาก ถ้าเราทำเราต่อต้านรัฐประหารไม่สำเร็จ สิ่งซึ่งพอจะทำได้ก็คือเมื่อรัฐประหารสำเร็จไปแล้วก็ต้องพยายามให้คณะรัฐประหารถูกลงโทษในทางกฎหมายให้ได้ นี่เป็นหนทางเดียวที่เราจะป้องกันการรัฐประหารได้ในทางกฎหมาย คือทำให้การนิรโทษกรรมรัฐประหารนั้นเป็นโมฆะไป

ถามว่ามีวิธีการอื่นอีกไหม ในการที่จะเขียนกฎหมายยับยั้งการทำรัฐประหาร ?

ผมมีความเห็นว่าไม่มี เราไม่สามารถใช้กลไกทางกฎหมายป้องกันยับยั้งการทางรัฐประหารได้ แต่ว่าเราสามารถใช้กฎเกณฑ์ทางกฎหมายทำให้การทำรัฐประหารยากขึ้นได้ไหม ?

คำตอบคือ พอเป็นไปได้เพราะว่ารัฐประหารปี 2557 ซึ่งถือว่าเป็นรัฐประหารส่วนต่อขยายจากรัฐประหารปี 2549 คล้ายกับเป็นคู่แฝด หรือเป็นพี่ชายน้องสาวกัน

รัฐประหารปี 2549 คือการทำรัฐประหารพี่ชาย รัฐประหารปี 2557 ก็คือการทำรัฐประหารน้องสาว ในระหว่างนั้นมีการใช้กลไกทางกฎหมายปลดนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งหลายคน และรวมถึงหลังจากนั้นด้วย นั่นเป็นบทเรียนที่เราควรจะได้ในทางกฎหมาย เพื่อที่อย่างน้อยมันจะทำให้เราพอมีความหวังเล็กๆ ในอนาคตว่าการรัฐประหารมันจะเกิดขึ้นได้ยาก

ข้อสังเกตสำคัญก็คือ รัฐประหารปี 2549 เป็นรัฐประหารครั้งแรกที่เกิดขึ้นหลังจากที่มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรแล้ว และอยู่ในช่วงที่กำลังจะเลือกตั้ง แปลว่าฝ่ายคนทำรัฐประหารใช้จังหวะเวลาที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร และรัฐบาลที่เป็นรัฐบาลรักษาการ เข้ามาทำการยึดอำนาจ รัฐประหารปี 2549 เป็นโรลโมเดล หรือเป็นโมเดลที่ถูกใช้ต่อมาซ้ำอีกครั้งนึงในปี 2557 เพราะรัฐประหารปี 2557 ก็ทำแบบเดียวกัน ก็อาจจะมีหนทางบ้างในทางกฎหมาย ก็คือถ้ามีการยุบสภาแล้วในทางกฎหมายแล้วควรจะทำให้สุญญากาศแห่งอำนาจเกิดขึ้นน้อยที่สุด เพราะเมื่อรัฐบาลเป็นรัฐบาลรักษาการแล้ว อำนาจรัฐบาลจะลดลง และในขณะเดียวกันก็ไม่มีสภาผู้แทนราษฎรด้วย

บทเรียนที่เราได้รับและข้อเสนอในอนาคตก็คือต้องพิจารณาว่าหลังมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรแล้ว อาจจะต้องปล่อยให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ในกิจการสำคัญก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง เพื่อไม่ทำให้เกิดสุญญากาศแห่งอำนาจ แล้วถ้ามันมีประเด็นสำคัญๆ เรายังคงสามารถเลือกหนทางสภาผู้แทนราษฎรเป็นเวทีในการแก้ปัญหาได้ เพื่อลดการอ้างความชอบธรรมในการทำรัฐประหารลง นี่คือข้อเสนออันที่หนึ่ง

อันที่สอง ก็คือ รัฐประหารในปี 2549 มันเกิดขึ้นในห้วงเวลาหลังจากที่มีการยุบสภา แล้วก็เป็นช่วงเวลาก่อนจะมีการเลือกตั้ง แต่ปี 2557 มีลักษณะพิเศษเพิ่มเติมขึ้นก็คือ เกิดการประกาศใช้กฎอัยการศึก บทเรียนจากรัฐประหารปี 2557 ซึ่งเป็นส่วนขยายจากปี 2549 คือว่าเราควรทำให้การประกาศใช้กฎอัยการศึกของฝั่งทหารทำได้ยากยิ่งขึ้น และไม่ควรรับรองเรื่องนี้เอาไว้ในรัฐธรรมนูญโดยตรง พระราชบัญญัติว่าถ้ากฎอัยการศึกเป็นกฎหมายที่ตกทอดมาตั้งแต่ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แล้วเราเห็นได้ชัดในรัฐประหารปี 2557 ด้วยว่ามันเป็นเครื่องมือที่คณะรัฐประหารประกาศก่อนการยึดอำนาจ ก็คือยึดชั่วคราวเอาไว้ก่อนโดยประกาศคณะรัฐประหาร

รัฐบาลไม่ได้ต่อต้านหรือไม่ต่อสู้กับตัวคณะทหารทำให้การยึดอำนาจมันสำเร็จ ฉะนั้นบทเรียนอีกอันหนึ่งที่เป็นบทเรียนที่เกิดขึ้นจากรัฐประหารส่วนต่อขยายปี 2549 ก็คือการลดทอนการทำกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการประกาศใช้กฎอัยการศึกขึ้นใหม่ อันนี้คือ 2 ประเด็นที่เป็นบทเรียนที่ได้จากรัฐประหาร ปี 2549 และปี 2557

นอกเหนือจากนี้ มีอะไรบ้างอีกบ้างที่เราควรจะย้อนกลับไปในอดีต แล้วก็พยายามที่จะเอาอดีตนั้นมาเป็นบทเรียนในปัจจุบัน ผมคิดว่าปัญหาสำคัญอันหนึ่งก็คือการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมืออย่างที่ผมพูดในตอนต้น แล้วผมจะจบบทบรรยายอันนี้ด้วยเรื่องราวในทางกฎหมาย เนื่องจากผมเป็นนักกฎหมายมหาชน

บทบาทของนักกฎหมายขององค์กรที่เกี่ยวพันกับทางกฎหมายนั้น ถ้าเราย้อนกลับไปดูรัฐประหารก่อนปี 2549 มันมีไม่มากนัก โดยปกติการตัดสินใจทำรัฐประหารจะเกิดขึ้นจากฝั่งทหารเป็นหลัก พวกนักกฎหมายจะมีบทบาทก็คือเข้าไปทำงานให้แก่คณะรัฐประหารหลังจากที่มีการยึดอำนาจสำเร็จแล้ว ไปออกกฎเกณฑ์เรียกบุคคลมารายงานตัว กำหนดออกประกาศต่างๆ ขึ้นมา แก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายบางส่วนที่อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารอำนาจของคณะรัฐประหาร บทบาทก็จะเป็นส่วนนี้เป็นหลัก แต่ว่านับตั้งแต่เกิดวิกฤตในทางการเมืองในช่วงตั้งแต่ราวปลายปี 2548 เป็นต้นมา เราจะเห็นได้ว่าบทบาทของนักกฎหมาย บทบาทขององค์กรตุลาการ ไม่ว่าจะเป็นศาลในระบบไหน ตลอดจนวงวิชาการกฎหมายโดยรวม เอื้อหรือเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้ทหารมีความชอบธรรมในการทำรัฐประหารมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากตอนปี 2549

ก่อนทำรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 ได้เกิดไอเดียขึ้นมาอันหนึ่ง ที่เราเรียกว่า ‘ตุลาการภิวัฒน์’ คือไอเดียที่จะขยายบทบาทขององค์กรตุลาการเข้าไปเพื่อแก้ปัญหาทางการเมือง ผู้เสนอไอเดียนี้จริงๆ แล้วได้เสนอว่าจะต้องใช้องค์กรตุลาการเข้าจัดการกับปัญหาทางการเมือง แม้ไม่ได้บอกตรงๆ หรอก แต่ว่าการเข้าจัดการกับรัฐบาลซึ่งในขณะนั้นมีอำนาจเต็ม เพราะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่การเสนอประเด็นเรื่องตุลาการภิวัฒน์ขึ้นมาในขณะนั้น ในด้านหนึ่ง มันเท่ากับการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในทางการเมืองทันที กฎหมายซึ่งควรจะมีสภาวะที่เป็นภววิสัย เป็นกลาง ใช้บังคับกับบุคคลเสมอหน้ากันกลับถูกบิดเบือนการใช้ด้วยเป้าประสงค์โดยบอกว่าจะมีการแก้ปัญหาในทางการเมือง ซึ่งคำว่าแก้ปัญหาในทางการเมืองที่ใช้กันในขณะนั้น ถ้าพูดกันอย่างไม่อ้อมค้อม มันคือความพยายามล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั่นแหละ แต่ว่าเวลาที่องค์กรที่ใช้กลไกทางกฎหมายมันต้องมีเหตุผล เมื่อข้อเสนอตุลาการภิวัฒน์เสนอขึ้นในบริบทที่มีเป้าประสงค์อย่างแน่แท้ในทางการเมือง เราจึงเห็นการใช้กฎหมายที่มันแปลกประหลาดพิสดาร แล้วต้องใช้คำอธิบายหลายอย่างมากล่อมเกลาประชาชน ให้เห็นว่าการใช้กฎหมายนั้นถูกต้องแล้ว ทั้งๆ ที่ในหลายกรณีเหตุผลในทางกฎหมายไม่สามารถที่จะยอมรับได้

ข้อที่น่าเสียดายก็คือ มุมวิชาการไทยและวงการนักกฎหมายไทย ส่งเสียงในเรื่อง เรื่องนี้น้อยมาก มิหนำซ้ำในหลายส่วนกลับเห็นดีเห็นงามกับการใช้กฎหมายซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักนิติรัฐ เช่น การนำเอาประกาศคณะรัฐประหารมาใช้ย้อนหลังเป็นผลร้ายต่อบุคคล การตีความกฎหมาย ซึ่งตีความแล้วโดยผลใช้บังคับกับคนคนเดียวในคดีอดีตนายกฯ สมัคร แต่ไม่สามารถเอาผลจากการตีความนี้ไปใช้บังคับเป็นการทั่วไปได้

ผมเคยกล่าวเอาไว้ว่า ถ้าใช้เคสอดีตนายกรัฐมนตรีสมัคร เป็นเกณฑ์กระทั่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินคดีนี้ ก็อาจจะเข้าข่ายเป็นลูกจ้างตามคำตัดสินของตน และตนเองต้องพ้นจากตำแหน่งเหมือนกันเมื่อมีการไปรับจ้างหรือได้รับการเชิญไปบรรยายต่างๆ แล้วได้รับค่าตอบแทนก็ไม่ต่างอะไร กับการที่อดีตนายกฯ ไปทำกับข้าวออกโทรทัศน์ แต่ว่าข้อโต้แย้งแบบนี้ที่เสนอออกไป ไม่เคยถูกโต้ตอบอย่างมีเหตุผลเลย ทุกคนใช้วิธีการเงียบ

สะท้อนให้เห็นว่าเหตุผลในทางกฎหมายมันค่อนข้างอ่อน รวมทั้งเหตุผลที่ทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะทั้ง 2 ครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งครั้งล่าสุดที่ศาลรัฐธรรมนูญไปตัดสินว่าการเลือกตั้งไม่เกิดขึ้นในวันเดียวกัน ทั้งที่ไม่มีกำหนดว่าการเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นในวันเดียวกัน ไม่มีใครสามารถพยากรณ์ได้ว่าในวันที่กำหนดให้มีการเลือกตั้งวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักรนั้นจะเกิดการเลือกตั้งในวันเดียวกันได้

ตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นเรื่องในอดีต มันสะท้อนให้เห็นว่ารัฐประหารที่เกิดขึ้นและสัมฤทธิ์ผลได้ มันไม่ได้เกิดขึ้นและสัมฤทธิ์ผลแต่เพียงกลไกในทางทหารเท่านั้น แม้ว่ากลไกในทางกำลังจะเป็นตัวชี้ขาดก็ตาม แต่มันมีการกล่อมเกลาความรู้สึกนึกคิดของประชาชน ผ่านกลไกหรือกระบวนการทางกฎหมายในรูปของคำพิพากษาต่างๆ และในแง่นี้เท่ากับองค์กรที่ใช้กฎหมายซึ่งควรใช้กฎหมายอย่างเป็นภววิสัย อย่างเป็นกลาง กลับเข้าร่วมในการตัดสินปัญหาในทางการเมืองผ่านถ้อยคำหรือคอนเซ็ปต์ หรือความคิดเรื่องของตุลาการภิวัฒน์ ซึ่งผมเห็นว่าไม่ถูก ต้องอย่างยิ่ง

เราก็พยายามที่จะชี้ให้เห็นประเด็นนี้เรื่อยมา แม้ว่าจนถึงปัจจุบัน สิ่งที่ผมพยายามที่จะโต้แย้ง มันไม่ประสบความสำเร็จก็ตาม แต่ผมเชื่อแน่ว่าสำหรับ ประชาชนผู้รักความเป็นธรรมทั้งหลาย ถ้าได้ลองมองย้อนกลับไปในอดีต ตรึกตรองเหตุการณ์ทางการเมืองทั้งหมด พยายามดูสถิติที่มันเกิดขึ้น ตั้งแต่การปลดอดีตนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯ คนแรกที่ถูกปลดโดยคำพิพากษาของศาลในขณะอยู่ในตำแหน่ง แล้วกลายเป็นแบบอย่างให้เกิดการปลดนายกฯ ในเวลาต่อมาอีกหลายคน ซึ่งล้วนแล้วแต่สืบสายมาจากพรรคการเมืองเดียวกันทั้งสิ้น เราคงพอเห็นแล้วว่ากลไกการบังคับใช้กฎหมายในประเทศนี้ที่หลายคนพยายามพูดถึงนิติรัฐ หลายคนพยายามที่จะทำหลักสูตรอบรมบ่มเพาะต่างๆ มันเป็นการกระทำที่มันเสียเปล่าอย่างไร เพราะในที่สุดแล้วหลักนิติรัฐมันไม่ได้เกิดปรากฏเป็นจริง

จนในที่สุดเนี่ยจะต้องมีคนอธิบายถึงเรื่องหลักนิติรัฐแบบไทยๆ หรือนิติธรรมแบบไทยๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นอยู่แล้วว่าการนำเอาแบบไทยๆ เข้าไปต่อท้ายสิ่งที่มันเป็นคุณค่าสากล โดยเนื้อแท้แล้วมันคือการปฏิเสธคุณค่าสากลอย่างไร

หวังว่าท่านผู้ที่รักในประชาธิปไตยทั้งหลาย เมื่อครบรอบ 20 ปีของการทำรัฐประหาร แล้วมองย้อนกลับไปในอดีต รวมทั้งคนซึ่งอาจจะไม่ได้ใส่ใจทางประชาธิปไตยมากนัก ถ้าลองมองด้วยจิตใจที่ลดอคติลงนิดนึง แล้วย้อนกลับไปในอดีตจะได้เห็นสิ่งที่ผมพยายามนำเสนอแก่สังคมไทย ถึงแม้ว่าจะมีคนมองว่าผมเป็นฝ่ายเข้าข้างคนเสื้อแดงก็ตาม ผมไม่เคยไปขึ้นเวทีคนเสื้อแดง ผมทำเรื่องนี้ด้วยเหตุผลในทางกฎหมาย ด้วยหลักวิชาได้อย่างเป็นภววิสัย ถ้าสิ่งที่ผมทำ มันไปสนับสนุนสิ่งที่คนเสื้อแดงได้พยายามต่อสู้ในส่วนใด ก็ต้องถือว่าส่วนนั้นเป็นส่วนซึ่งผมไม่ได้ควบคุมได้ ถ้าเกิดว่าสิ่งที่คนเสื้อแดงทำมันถูกต้อง ตรงตามหลักการเพราะความรู้สึกนึกคิดของคนเสื้อแดงมันเป็นไปตามหลักการในทางกฎหมายที่ผมได้นำเสนอเอาไว้ มันก็ควรจะเป็นเช่นนั้น และคนผู้อื่นๆ ก็ควรจะวินิจฉัยเรื่องนี้โดยจิตใจที่เป็นธรรม

เราอาจจะพิสูจน์เรื่องนี้จากการโต้แย้งด้วยเหตุผลจากการย้อนดูสถิติ แล้วผมเชื่อว่าสำหรับคนซึ่งไม่เอารัฐประหาร คนที่ไม่รู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมันไม่ควรจะเกิดขึ้นผ่านการทำรัฐประหารแล้ว เขาน่าจะมองรัฐประหาร 19 กันยาฯ ด้วยสายตาที่เห็นว่ามันเป็นต้นเหตุหรือมันเป็นชนวนที่ทำให้ประเทศเราอยู่ในวังวนของสิ่งซึ่งยังออกจากเขาวงกตไม่ได้ หรือสิ่งซึ่งไม่ถูกต้องตามนิติรัฐประชาธิปไตยจนถึงปัจจุบันนี้ร่วมสองทศวรรษแล้ว

ผมไม่มีคำตอบตายตัว ว่าเราจะออกจากวงจรนี้อย่างไร ในวาระ 20 ปี ของรัฐประหาร ปี 2549 ผมได้แต่หวังว่าสิ่งที่ผมได้พูดไป แม้ว่ามันอาจจะไม่ได้ไปในวงกว้างมากนัก แต่น่าพอจะเป็นเรื่องเล่าให้คนรุ่นหลังได้ พอเข้าใจหรือพอจะเห็นเหตุการณ์ในอดีตบ้าง

คนรุ่นที่ได้ต่อสู้มาก่อน ก็ต้องส่งต่อหลักการอันนี้ให้กับคนรุ่นต่อไป แต่ต้องทำให้เขาเห็นภาพ เห็นทุกอย่างอย่างรอบด้าน เปิดทางให้เขาไปค้นคว้า ไม่ได้ฟังการกล่อมเกลาจากองค์กรทางการของรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว

ถ้าการมาพูดวันนี้มันช่วยกระตุ้นความรู้สึกนึกคิดของผู้คนในทางสนับสนุนประชาธิปไตยขึ้นมาบ้าง และในส่วนหนึ่งทำให้ผมรำลึกถึงตอนที่ผมทำกิจกรรมในทางวิชาการที่เกี่ยวโยงกับการเมือง แล้วมีกลุ่มคนจำนวนมากที่เป็นกลุ่มคนที่เป็นฝ่ายคนเสื้อแดงได้มาฟังการบรรยายของผม ผมก็จะดีใจอย่างยิ่ง

สุดท้ายนี้ผมขอฝากความระลึกถึงไปยังพี่น้อง คุณลุงคุณป้า คุณตาคุณยาย ที่ในอดีตได้พยายามต่อสู้ที่จะสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นได้มีโอกาสทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ตามหลักเกณฑ์ในทางประชาธิปไตย โดยได้มีโอกาสมาฟังผมบรรยายในหลายโอกาสหลายวาระ หลายท่านได้ล่วงไปยังอีกภพหนึ่งแล้ว อีกหลายท่านก็คงชราลงพร้อมๆ กันกับผม แต่ผมคิดว่าการยืนยันหลักการที่ถูกต้องในทางประชาธิปไตยจะดำรงอยู่ตลอดไป แล้วก็ขอระลึกถึงท่านทั้งหลายนะครับ ที่ได้เคยมาฟังผมพูด ได้สร้างบรรยากาศกิจกรรมในทางวิชาการที่มีสีสันมากที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิตของผม หวังว่าท่านที่ยังอยู่จะมีสุขภาพแข็งแรง แล้วก็ยังคงตั้งหลักยึดมั่นในประชาธิปไตยต่อไป

https://khonsueadaeng.com/750