วันพฤหัสบดี, กันยายน 17, 2569

"มองไม่เห็นช้างได้อย่างไร" ฝ่ายค้านเปิดอภิปรายมติ กกต. สั่งฟ้องแค่ 77 คนคดีโกงเลือก สว.


.....

"มองไม่เห็นช้างได้อย่างไร" ฝ่ายค้านเปิดอภิปรายมติ กกต. สั่งฟ้องแค่ 77 คนคดีโกงเลือก สว.



ผู้บริหารสำนักงาน กกต. นำโดยแสวง บุญมี (ซ้ายสุด) เข้าชี้แจงรายงานผลการปฏิบัติงานของ กกต. 2 ปี ต่อสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 16 ก.ย.

หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
Publishedเมื่อ 5 ชั่วโมงที่แล้ว

สส. ฝ่ายค้านรุมวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ใน "คดีโกงเลือก สว." หลังเสียงข้างมากให้ยกคำร้องนักการเมืองคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่ถูกกล่าวหาทั้งหมด โดยตั้งคำถามว่าทำไมถึง "มองไม่เห็นช้าง"

ผ่านมาเพียง 2 วันหลังวันลงมติของ 7 กกต. คดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เข้ารายงานผลการปฏิบัติงานของ กกต. ประจำปีงบประมาณ 2567 และ 2568 ต่อสภาผู้แทนราษฎร วันนี้ (16 ก.ย.) โดยมีสมาชิกถึง 26 คนร่วมอภิปรายโดยใช้เวลาไปกว่า 7 ชม.

รายงานฉบับแรก ปี 2567 จัดทำขึ้นในยุคที่นายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน ส่วนรายงานฉบับหลัง ปี 2568 จัดทำในยุคที่นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ เป็นประธาน โดยครอบคลุมทั้งภารกิจด้านการจัดการเลือกตั้ง, การสืบสวนสอบสวนไต่สวน, การส่งเสริมกิจกรรมทางการเมือง, และการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านประชาธิปไตยแก่ประชาชน

ทว่าประเด็นที่ สส. หยิบยกมาอภิปรายและตั้งข้อสังเกตมากที่สุด หนีไม่พ้น การเลือก สว. ชุดที่ 13 ซึ่งจัดการเลือก 3 ระดับจากอำเภอ-จังหวัด-ประเทศ ก่อนที่ กกต. จะประกาศรายชื่อผู้ได้รับเลือกเป็น สว. 200 คน เมื่อ 10 ก.ค. 2567 ท่ามกลางข้อร้องเรียนและร้องค้านมากมายว่าเกิดการทุจริตขึ้น จน กกต. มีมติให้ดำเนินการไต่สวนคดีทุจริตเลือก สว. หลังได้รับข้อมูลและพยานหลักฐานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่าพบการ "จัดกลุ่มผู้สมัคร-จัดทำโพย-จ่ายเงิน-จัดเตรียมการเดินทางไปสถานที่เลือก"

กกต. ใช้เวลา 1 ปี 7 เดือนในการไต่สวน "คดีโกงเลือก สว." นับจากได้รับเรื่องจากดีเอสไอ ก่อนมีมติสั่งฟ้องผู้ถูกร้องรวม 77 คน (3 ก.พ. 2568-14 ก.ย. 2569) ในจำนวนนี้เป็น สว. 26 คน, สส. พรรคภูมิใจไทย (ภท.) 1 คน ส่วนที่เหลือเป็นผู้สมัคร สว. และเครือข่าย พูดง่าย ๆ ว่าคดีนี้ "ตั้งต้น" ในยุคประธานอิทธิพร และมาถูก "ตัดตอน" และ "ตัดจบ" ในยุคประธานณรงค์ตามความเห็นของ สส. ฝ่ายค้าน

นอกจากเลขาฯ แสวง ยังมีรองเลขาธิการ กกต. อีก 2 คนที่มีส่วนร่วมโดยตรงในกระบวนการสืบสวน "คดีโกงเลือก สว." ของ กกต. มาร่วมชี้แจงและตอบข้อซักถามของบรรดา สส. ด้วยคือ ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก ประธานคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง ชุดที่ 26 ซึ่งเสนอให้ กกต. สั่งฟ้องผู้ถูกร้องทั้งหมด 229 คน และนายครรชิต เจริญอินทร์ ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ กกต. ซึ่งเสนอให้ กกต. สั่งฟ้องผู้ถูกร้องมากกว่า 140 คน ยกเว้นนักการเมืองพรรค ภท.

ช้าง 3 ตัวที่พริษฐ์บอกว่า กกต. แกล้งมองไม่เห็น

"
หาก กกต.ใช้อำนาจต่างตอบแทนมากกว่าปฏิบัติหน้าที่ตรงไปตรงมา ก็กังวลใจแทน กกต. ว่าความน่าเชื่อถือของ กกต.ในสายตาประชาชนจะเหลือเท่าไรในการกลับมารายงานการปฏิบัติหน้าที่ต่อสภาในปีหน้า" พริษฐ์ วัชรสินธุ กล่าว

"ในที่สุดเราก็ได้เจอกันนะครับ" นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวฝากประธานสภาไปถึงเลขาธิการ กกต. ซึ่งประจำการอยู่บนบัลลังก์ของผู้ชี้แจง

นายพริษฐ์กล่าวว่า ภารกิจสำคัญที่สุดของ กกต. ในปี 2567 คือการจัดการเลือก สว. โดย กกต. เชื่อว่ามีจำนวนคนเกี่ยวข้องกับการโกง แต่ส่งฟ้องศาลฎีกาเพียง 77 คน ซึ่งถือเป็นจำนวนน้อยมากหากเทียบกับคณะกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 26 และความเห็นของรองเลขาฯ ครรชิต

สส. พรรคสีส้มวิจารณ์ว่า มติเสียงข้างมากของ กกต. เป็นมติที่ขัดกับหลักการ หลักกฎหมาย และหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะและต่อ กกต. จนเรียกได้ว่าเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของ กกต. สะท้อนว่า "เสียงข้างมากของ กกต. จงใจมองไม่เห็นช้าง 3 ตัว"

ช้างตัวที่ 1 ความเป็นขบวนการของการโกง สว.: กกต. พยายามตีกรอบและบีบให้มองเหตุการณ์ต่าง ๆ บุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการโกงเลือก สว. โดยแยกขาดจากกัน บังเอิญต่างคนต่างโกงในห้วงเวลาเดียวกัน สถานที่ และรูปแบบเดียวกัน พร้อมยกตัวอย่างบางส่วน
  • โพยใบสั่ง ซึ่งมี 12 เวอร์ชัน พบว่ามีชื่อบุคคลปรากฏอยู่ราว 130 คน ซึ่งต่อมาได้เป็น สว. แต่ กกต. เสียงข้างมากบอกว่ามี สว. 26 คนที่เห็นว่ากระทำการทุจริต แต่อีก 100 คนที่ปรากฏในโพยไม่เกี่ยวข้อง/ไม่ได้ทุจริต
  • สถิติลงคะแนนการเลือกระดับประเทศเมื่อ 26 มิ.ย. 2567 ซึ่งเป็นคณิตศาสตร์ยืนยันได้ว่าทำอย่างเป็นขบวนการ มีผู้สมัคร 6 อันดับแรกได้คะแนนทิ้งห่างจากเพื่อน ก่อนจะมีเหวตกลงมาในอันดับ 7-10
  • ศูนย์ทำโพยอย่างน้อย 9 ศูนย์ พบว่า มี สว. ที่ถูกฟ้อง 5 คนปรากฏตัวในศูนย์กรุงศรีริเวอร์ จ.พระนครศรีอยุธยา, 5 คนอยู่ที่ รร.ธารา แกรนด์ จ.ปทุมธานี, 3 คนอยู่ที่ รร.วังยาว ริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท จ.นครนายก แต่ กกต. บอกว่าเหตุการณ์นี้แยกขาดจากกัน ทั้งที่เป็นขบวนการเดียวกัน มีการรวมตัวของผู้สมัคร จัดกิจกรรมและขั้นตอนทำโพยเหมือนกัน แม้กระทั่งแชร์วิทยากรคนเดียวกันเวียนไปอบรม
  • การปฐมนิเทศ สว. หลังได้รับการเลือก มีหลักฐานว่ามี สว. ร่วม 100 คนไปประชุม รร.พูลแมน เมื่อ 21 ก.ค. 2567 มีการตกลงว่าจะเลือกใครเป็นประธานและรองประธานวุฒิสภา และมี สว. อย่างน้อย 40 คนพบข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ที่ รร. ดังกล่าว ในจำนวนนี้ 10 คนที่ กกต. สั่งฟ้องด้วย

อกสารที่ สส. รายนี้เรียกว่า "โพยฮั้ว" ถูกนำมาแสดงกลางห้องประชุมสภา

ช้างตัวที่ 2: ความเชื่อมโยงกับพรรค ภท. แม้ กกต. สั่งไม่ฟ้อง รมต. สส. และ กก.บห. พรรค ภท. แต่ใน 77 คนที่ถูกสั่งฟ้อง มีหลายคนเกี่ยวข้องหรือเป็นคนคุ้นเคยกับพรรค ภท. ไม่ว่าจะเป็น อดีตรองประธานสภา, สส.สุโขทัย, อดีตผู้สมัคร สส.ภูเก็ต, พ่อ รมต., หลานรองนายกรัฐมนตรี, นายก อบจ. ในภาคใต้, ผู้ช่วย สส., เจ้าหน้าที่ธุรการในสำนักงานของพรรค

แม้ กกต. ปัดตกคำให้การของพยานรหัส 16/26 แต่นายพริษฐ์เห็นว่ายังมีข้อมูลอื่น ๆ นั่นคือ น.ส.รัตนา บ่อถ้ำ ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส. (นายชลัฐ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อ และ กก.บห. พรรค ภท.) หากพรรค ภท. และ กก.บห. ไม่เกี่ยวข้องกับการโกงจริง ทำไม น.ส.รัตนาถึงโทรคุยกับ สว. 19 คน รวม 62 ครั้ง ระหว่างเดือน มิ.ย.-ก.ย. 2567 ซึ่งใน 19 คน มี 6 คนถูกสั่งฟ้องด้วย จึงอยากทราบว่าคุยอะไรกัน

นายพริษฐ์กล่าวต่อไปว่า พรรค ภท. ยืนยันว่าไม่เกี่ยวการเลือก สว. โดยหัวหน้าพรรค ภท. เคยออกประกาศห้ามสมาชิกพรรคไปยุ่งเกี่ยวกับการเลือก สว. แต่กลับพบว่ามีคนจำนวนมากที่ กกต. สั่งฟ้องเกี่ยวข้องกับพรรค ภท. ซึ่งมี 2 ความเป็นไปได้คือ 1. นายอนุทิน "ทำงานไม่ได้เรื่อง" ในการกำชับว่าสมาชิกไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับการเลือก สว. หรือ 2. หัวหน้าพรรคมีส่วนร่วมในขบวนการโกงเลือก สว.

ช้างตัวที่ 3: มาตรฐานของ กกต. ในอดีต เมื่อปีก่อน กกต. เคยส่งฟ้องคดีไปศาลแม้มีหลักฐานเพียงแค่แชทไลน์ไม่กี่ข้อความระหว่างผู้สมัคร สว. 2 คนที่แลกคะแนน แต่ปีนี้สั่งไม่ฟ้อง 130 กว่าคนที่อยู่ในโพย ทั้งที่เป็นหลักฐานที่เป็นระบบกว่าแชทไลน์ จึงถือว่ามติ กกต. ไม่เพียงขัดต่อความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 26, ความเห็นของรองเลขาธิการ กกต. แต่ยังขัดต่อมาตรฐานในอดีตของ กกต. เองด้วย

"สิ่งที่เกิดขึ้นถือว่าความผิดเกิดขึ้นแล้ว ความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว จากการที่ กกต. ทำเป็นมองไม่เห็นช้าง 3 ตัว จะบอกว่าผิดทั้ง 7 คนไม่ได้ เพราะ กกต.สิทธิโชติ (อินทรวิเศษ กกต. เสียงข้างน้อย) ก็เห็นช้าง 3 ตัวนี้แบบผม" นายพริษฐ์กล่าว

"คนเหนือนายสุบินปลิวไปตอนไหน"

นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรค ปชน. คืออีกคนที่พูดถึงช้าง โดยบอกว่า "ช้างตายไป 77 ตัว สำนวน 75,722 หน้า ปิดอย่างไร ก็ปิดไม่มิด" และตั้งคำถามว่าสอบกันเกือบ 8 หมื่นหน้า ทำไมเมื่อหลักฐานเดินเข้าเขตการเมือง สายตาถึงพร่ามัว มองไม่เห็นอะไรกัน

จากนั้นเขาได้อภิปรายถึงการเลือก สว. สุราษฎร์ธานี ซึ่งปรากฏว่าทีมงานของพิชัย ชมภูพล สส.สุราษฎร์ธานี เขต 6 พรรค ภท. อย่างน้อย 2 คนอยู่ในกลุ่ม 77 คนที่ถูก กกต. สั่งฟ้องด้วย หลังพบเส้นทางการโอนเงินจากนายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร นักธุรกิจ ไปยัง น.ส.นิสิตา หมั่นไชย เสมียนพรรค ภท. สุราษฎร์ธานี เขต 6 แล้วโอนต่อไปยังนายสุบิน ศักดา ผู้ช่วย สส.พิชัย มีปลายทางผู้รับเงิน 11 ราย โดย 10 รายเป็นผู้สมัคร สว. จาก อ.วิภาวดี จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งถูกสั่งฟ้องทั้งหมด

"กกต. มีมติ 7-0 ให้ดำเนินการกับนายสุบิน ถ้า กกต. เห็นนายสุบิน แล้วคนเหนือนายสุบินปลิวไปตอนไหน เพราะต้องมีคนเอาเงินมาให้สุบิน นายสุบินไม่ได้ร่ำรวยสามารถจ่ายเงินเอง" สส.กทม. พรรค ปชน. กล่าว

เขายังอ้างเอกสารความเห็นของรองเลขาฯ ครรชิตที่ระบุว่า เส้นเงินจากนายวรพจน์ ไป น.ส.นิสิตา ไปนายสุบิน เพราะเห็นว่ามีหลักฐานพอเชื่อได้ว่านายพิชัยมีส่วนสนับสนุนหรือรู้เห็นเป็นใจในการโอนเงิน จึงเสนอให้ดำเนินการ สส. พิชัย ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 76 วรรคหนึ่ง และอีกคนคือ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ (รองประธานวุฒิสภา สว. จากสุราษฎร์ธานี) เพราะมีพยานเพียงพอเรื่องการยินยอมรับความช่วยเหลือ จึงเสนอให้ดำเนินการตามมาตรา 76 วรรคสอง

"วันนี้มาดูผล พิชัยหายปลิว พล.อ.เกรียงไกรปลิว ต้องไปไล่ต่อ ผมไม่ได้บอกว่า 2 คนนี้ผิด... ในเมื่อหลักฐานไม่ได้เปลี่ยนไปทั้งพยานบุคคลและพยานวัตถุ ใช้สำนวนเดียวกัน ทำไมความเห็นไม่เท่ากัน กกต. ก็ยังเห็นไม่เท่ากัน แตกกันภายใน จน กกต.สิทธิโชติต้องออกมาพลีชีพ" นายภัณฑิลกล่าว


พิชัย ชมภูพล ไม่ได้ลุกขึ้นชี้แจงในระหว่างถูกฝ่ายค้านพาดพิง

นายภัณฑิลยังวิจารณ์ประธาน กกต. ว่า "ทำตัวเป็นพยานจำเลยเสียเอง" ตอนเปิดคดีเห็นเครือข่าย พอปิดคดีเห็นเป็นหย่อม ๆ และเปรียบเปรยกรณีนี้กับเหตุการณ์การเมืองในอดีตที่มีการผลักดันออกกฎหมายนิรโทษกรรมซึ่งถูกเรียกว่า "นิรกรรมโทษกรรมสุดซอย" อย่าให้เกิดศัพท์ใหม่ว่า "ยุติคดีสุดซอย" เดินจากผู้สมัคร คนรับเงิน คนโอน คนทำโพย คนประสาน พอถึงการเมืองหยุด

"ดังนั้น 14 ก.ย. ไม่ใช่วันปิดคดีนี้ แต่คือวันเปิดคดีกับ กกต. คนที่ใช้อำนาจลงมติ และต้องอธิบายว่าเหตุใดเส้นหลักฐานจึงตัดจบอยู่แค่ตรงนี้" สส. พรรคสีส้มระบุ

ชยพลเปิดคุณสมบัติ 77 คนที่ถูกสั่งฟ้องเป็น "น้ำเงินใหม่จาง ๆ"

นายชยพล สท้อนดี สส.กทม. พรรค ปชน. วิจารณ์ กกต. ด้วยถ้อยคำรุนแรงโดยใช้คำว่าเป็น "ตัวบั่นทอน กัดกร่อน บ่อนทำลายประชาธิปไตย ทำตัวเป็นเครื่องฟอกขาว เป็นกำแพงป้องกัน และอาจเป็นถึงผู้สมรู้ร่วมคิดในขบวนการฮั้ว สว. ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากเครือข่ายระบอบสีน้ำเงิน"

ข้อสังเกตจากนายชยพลต่อ 77 รายชื่อที่ถูกสั่งฟ้อง "อาจจะเป็นการตัดตอน" โดยคุณสมบัติของคนกลุ่มนี้คือ 1. มีเส้นเงินชัดเจนจนไม่สามารถปฏิเสธได้ 2. ไม่ใช่แก๊ง "ลูกเทพ" รมต. กก.บห. 3. เป็นกลุ่มที่พยายามใช้เครือข่ายตัวเอง แล้วมาขอรับการสนับสนุน ขอร่วมขบวนการฮั้ว ขอทรัพยากรเงิน ขอโค้ดสอนทำโพย และสถานที่จากเครือข่ายพรรค ภท. ส่งผลให้มติของ กกต. พิจารณาส่งฟ้องศาลฎีกาเป็นการตีความแบบแคบ "สังเวยน้ำเงินใหม่จาง ๆ เพื่อปกป้องบุคคลที่สำคัญของพรรค ภท."

สส. รายนี้นำเสนอภาพของเครือข่ายของขบวนการสีน้ำเงิน โดยพุ่งเป้าไปที่ 2 กรณีและพาดพิง สส. ภูมิใจไทยอีก 2 คน

กรณีแรกคือ น.ส.รัตนา บ่อถ้ำ หรือ "น้อย" ซึ่งถูกระบุว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส.ชลัฐ รัชกิจประการ นอกจากมีหลักฐานบันทึกการโทรศัพท์หา สว. 19 คน รวม 62 สาย ยังมีคำให้การของพยานรหัสที่ 16/26 คือ นายเอกราช ช่างเหลา อดีต สส.ขอนแก่น เขต 4 พรรค ภท. และผู้สมัคร สว. ที่ระบุว่ามีการไปรับเงินกันที่ชั้น 4 ห้องประชุมพรรค ภท. โดยมี น.ส.รัตนาคอยตรวจสอบให้ทุกคนลงลายมือชื่อก่อนรับเงิน

นายชยพลสงสัยว่า น.ส.รัตนาเป็นเพียงผู้เชี่ยวชาญ สส. หรือเป็นเจ้าหน้าที่ส่วนกลางของพรรคกันแน่ และพยายามฉายภาพบนจอโปรเจกเตอร์ ซึ่งมีทั้งภาพที่อ้างว่าเป็นโต๊ะทำงานของ น.ส.รัตนาและตั้งอยู่ในสำนักงานใหญ่พรรค ภท. หรือการปรากฏตัวของเธอที่ไปร่วมงานวันเกิดของบุคคลสำคัญที่สนามกีฬา

อีกกรณีคือ การฮั้วในพื้นที่ จ.เลย ซึ่งเป็นจังหวัดที่พบผู้สมัคร "พลีชีพ" มากที่สุดของประเทศคือ มีคนได้ 0 คะแนน 27 คนในการเลือกระดับประเทศ ทั้งนี้นายชยพลระบุว่า สว. เลย 5 คนมีความเชื่อมโยงกับบ้านใหญ่ "ทิมสุวรรณ" ทั้งหมด โดยมีนายธนยศ ทิมสุวรรณ เป็น สส.เลย พรรค ภท. ในปัจจุบัน

จากการตรวจสอบเอกสาร สว. 3 ของ สว.เลย 5 คน นายชยพลพบว่า มี 3 คนระบุว่าทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมโร่งโมหินหรืออื่น ๆ ที่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวบ้านใหญ่และเครือญาติ, 1 คนระบุว่าเป็นผู้จัดการบัญชีของบริษัทแห่งหนึ่ง, และอีก 1 คนเคยเป็นข้าราชการท้องถิ่นใน จ.เลย จึงสรุปได้ว่า 5 สว. เชื่อมโยงกับบ้านใหญ่หมดในฐานะอดีต "ลูกจ้าง" และ "ลูกน้อง" และหมายเลขผู้สมัครของคนเหล่านี้ก็ปรากฏในโพยหมด จึงไม่แน่ใจว่า กกต. ทำงานดีแค่ไหนถึงไม่สั่งฟ้องใครเลยใน จ.เลย


พลพีร์ สุวรรณฉวี ทักทาย "เจ๊รวย" สุขสมรวย วันทนียกุล โดย 2 คนนี้รอดจากการตัดสินของ กกต. ที่ให้ยกตคำร้องด้วย

ในระหว่างการอภิปรายของนายชยพล มี สส. ภูมิใจไทยลุกขึ้นประท้วงเป็นระยะต่อการเอ่ยถึงชื่อบุคคลภายนอก, การนำภาพ สส. บางคน รวมถึงบุคคลต่าง ๆ ฉายขึ้นจอ, การนำภาพที่ทำการพรรค ภท. ฉายขึ้นจอแล้วมาประกอบการเล่าเรื่อง ทำให้ "บ้านภูมิใจไทยของพวกผมได้รับความเสียหาย" เป็นผลให้ สส. ประชาชนประท้วงกลับและเกิดการพาดพิงกันไปมา จน น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานวุฒิสภา ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ประธานที่ประชุมเรียกว่าเป็น "มหกรรมประท้วง 2 ฝ่าย"

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา และ รมช.มหาดไทย หนึ่งในสมาชิก "แก๊งลูกเทพ" ลุกขึ้นตอบโต้อย่างดุเดือดโดยระบุตอนหนึ่งว่า "เขาเรียกผมว่าลูกเทพ ทำอะไรผมก็ผิดหมด มารับตำแหน่งยังผิด พวกท่านลูกธรรมดา ทำอะไรไม่ผิดสักอย่างล่ะครับ อะไรที่ทำให้พวกท่านพูดแล้วถูกทุกเรื่องหรือครับ ความรู้ความสามารถถ้าท่านมีเยอะ ท่านเป็นบัญชีรายชื่อออกไปสมัคร กกต. สิครับ ไปตัดสินสิครับ" และยังบอกด้วยว่า หากสมาชิกคนไหนผิด กกต. มีเวลาส่งศาลก็ไปศาลกัน ก็เหมือนท่านแหละ "พวกท่านก็รอขึ้นศาลเหมือนพวกผมแหละครับ ถ้าผิดกันหมดก็ไม่มีใครเหงา ผมก็ไปนั่งเป็นเพื่อนท่านเหมือนกันในคุก"

ข้องใจประธาน กกต. เชื่อกระดาษใบเดียว

กรณี "พยานกลับคำให้การ" คือเหตุผลสำคัญที่นำไปสู่การยกคำร้องของผู้บริหารพรรค ภท. โดยประธาน กกต. เห็นว่า "พยานขาดความน่าเชื่อถือ" ขณะที่ กกต. สิทธิโชติเห็นว่ามีความน่าเชื่อถือ โดยให้เหตุผลว่า "ถ้าพิสูจน์พยานตรงนี้ได้ว่ามันเกิดขึ้นจริง เป็นไปตามคำพูดเขา มันก็น่าเชื่อถือ"

ในการอภิปรายของ น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรค ปชน. จึงยกเอาความเห็นในสำนวนของคณะกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 26 เพิ่มเติมหลังพยานรหัสที่ 16/26 กลับคำให้การมาเปิดเผยกลางสภา

สส. หญิงย้ำว่า การที่พยานกลับคำ ไม่ได้แปลว่าการไต่สวนต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ เพราะคณะกรรมการสืบสวนฯ รับรู้การกลับคำให้การแล้ว ไม่ได้หลับหูหลับตาเชื่อ แต่มีการพิจารณาเพิ่มเติม เปรียบเทียบคำให้การ ตรวจสอบข้อเท็จจริง และพิจารณาพยานหลักฐานประกอบ และยืนยันในสาระหลักเดิม

"ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำให้การครั้งแรก มันได้รับการยืนยันจากพยานหลักฐานอื่นแล้ว ขณะที่การให้การครั้งที่ 2 ที่มีการกลับคำ มีเพียงถ้อยคำเป็นกระดาษเท่านั้น แต่ท่านประธาน กกต. กลับเลือกกระดาษใบเดียว ตัดสาระสำคัญที่อยู่ในสำนวนเหี้ยนหมด ทั้งข้อมูลเส้นเงิน ข้อมูลการโทร การนัดหมายจัดทำโพย การขอโควต้า พยานแวดล้อมอื่น ๆ ที่นายเอกราชไปรับรู้ ไปเข้าร่วมกระบวนการ และเป็นผู้กระทำการด้วยตัวเอง" น.ส.พนิดากล่าว


พนิดา มงคลสวัสดิ์ (ซ้าย) เกาะติดขบวนการโกงเลือก สว. มาอย่างต่อเนื่องในฐานะ กมธ.องค์กรอิสระฯ

สส.สมุทรปราการกล่าวว่า หาก กกต. เสียงข้างมากเอาความไม่แน่นอนของพยาน 1 ปากมาตัดความเชื่อมโยงของพยานหลักฐานทั้งระบบ อาจทำให้มาตรฐานของระบบไต่สวนถูกลดทอน

"หากทุกคนไม่ยืนยันว่าเห็นช้างอยู่ในห้อง ท่านก็ไม่เชื่อว่ามีช้าง ถ้าจับมือใครไม่ได้ สาวไปไม่ถึง ก็ไม่เชื่อว่าเป็นขบวนการ ทั้งที่คดีนี้มีการจัดตั้งเป็นเครือข่าย คนที่อยู่บนสุดของโครงสร้าง ย่อมไม่ได้เป็นคนถือเงิน หรือเดินโพย หรือสั่งการทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง" เธอกล่าว และยังเรียกร้องให้ กกต. เสียงข้างมาก 5 คนเปิดเหตุผลออกมาว่า "ช้างทั้งตัวที่เราเห็นอยู่ในห้องตอนนี้ กกต. มองไม่เห็นได้อย่างไร"

อภิสิทธิ์ติดใจปมไม่เอาผิด "พยานกลับคำ" ให้การเท็จ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) บอกว่า "ติดใจ" กกต. 3 เรื่อง
  • กกต. เสียงข้างน้อยให้สัมภาษณ์ว่ามีความพยายามจะร้องเรียนเกี่ยวกับการกระทำผิดในระดับอำเภอและจังหวัด แต่ถูกตัดตอนเกือบหมด กลายเป็นเหตุผลว่าทำไมดีเอสไอจึงเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงขอให้ กกต. ตอบว่าได้ทำอะไรกับเจ้าหน้าที่ระดับอำเภอและจังหวัดบ้าง
  • เส้นเงินที่ไปถึงคนรอบตัวตัวใหญ่ ๆ แต่พอจะโยงไปถึงผู้ที่มีระดับสูงกว่านั้น กกต. กลับมีมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับมาเข้ามา เหตุผลคืออะไร
  • การพิจารณาเกี่ยวกับที่มีอำนาจมาก ๆ ซึ่งมีพยานไม่กี่ปากที่สามารถเข้าไปถึงศูนย์กลางอำนาจได้ ต่อมามีการกลับคำให้การของพยาน ทำให้ไม่น่าเชื่อถือ ทั้งที่การพิจารณาขบวนการจะดูแยกส่วนไม่ได้ และเป็นไปไม่ได้ที่เหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นแล้วจะไม่เกี่ยวข้องกัน

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เตือน กกต. ให้ตั้งหลักให้ดี ไม่เช่นนั้นสิ่งที่ถูกออกแบบไว้ในรัฐธรรมนูญเหมือนถูกล้มล้าง "เป็นเรื่องของการล้มล้างการปกครอง"

"เดิมพยานคนนี้เป็นผู้ต้องหา ถูกกันเป็นพยานเพราะให้การเป็นประโยชน์ คำถามคือมากลับคำให้การ แล้วทำไมยังถูกกันเป็นพยานต่อ ในเมื่อสิ่งที่บอกว่าข้อมูลที่เป็นประโยชน์ แต่กลับมาบอกว่าเป็นเท็จ เขาต้องกลับมาเป็นผู้ถูกกล่าวหา ต้องถูกดำเนินคดี จะได้รู้ว่ารอบไหนกันแน่ที่ถูกข่มขู่มาให้การ" นายอภิสิทธิ์กล่าวและตั้งคำถามว่า เหตุใด กกต. ถึงวินิจฉัยว่าผู้นี้ไม่ผิดฐานให้ข้อมูลเท็จ ตามมาตรา 78 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. และยังกันเป็นพยานต่อไป

หัวหน้าพรรค ปชป. สรุปว่า สิ่งที่กำลังทำให้เกิดความยุ่งยาก เพราะ กกต. ทำเรื่องนี้ล่าช้า 2 ปี กลายเป็นว่า กกต. ที่วินิจฉัยคดีนี้มีผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นเสียงข้างมาก ถ้าเป็นหน่วยงานอื่นที่ปฏิบัติการปกครองพิจารณาไม่ได้เลย แต่บังเอิญกฎหมาย กกต. บังคับว่าต้องเข้าประชุม ต้องลงคะแนน ไม่เช่นนั้นให้ลาออกไปเสีย

ภราดรโวยมีกระบวนการใส่ร้ายให้เป็นปีศาจ ปลายทางหวังยุบพรรค

ขณะที่นักการเมืองจากพรรค ภท. ก็ได้ใช้สิทธิอภิปรายตั้งคำถามต่อ กกต. ทว่าเป็นมุมกลับกัน โดยเฉพาะ 2 พี่น้อง "ปริศนานันทกุล" ซึ่งเป็นผู้ถูกร้องในคดีโกงเลือก สว. ด้วย ก่อนที่ กกต. จะยกคำร้อง

นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.อ่างทอง พรรค ภท. แสดงความสงสัยว่า หากเชื่อว่ามีขบวนการฮั้วเลือก สว. จริงตามสำนวนของคณะกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 26 เหตุใดมติของ 7 กกต. ถึงลงมติเป็นรายบุคคล แทนการลงมติตัดสินแบบก้อนใหญ่ "นี่หมายความว่าท่านไม่ได้เชื่อว่ามีขบวนการฮั้วเกิดขึ้นจริง" และ "ท่านได้สืบสวนสอบสวนไหมว่ามีกระบวนการใส่ร้าย ป้ายสี สร้างภาพว่าพวกผมเป็นผู้ร่วมขบวนการ"

รมต.ประจำสำนักนายกฯ ไล่เลียงไทม์ไลน์คดี และชี้ให้เห็น "พิรุธ" จากการที่ดีเอสไอส่งส่งเรื่องให้ กกต. ดำเนินการเมื่อ 3 ก.พ. 2568 แต่ กกต. ไม่รับเพราะไม่ใช่หน้าที่ จากนั้น 6 มี.ค. 2568 ดีเอสไอจึงไปตั้งเป็นคดีพิเศษ ตั้งข้อหาฟอกเงินและอั้งยี่ ก่อนที่ กกต. จะตั้งคณะกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 26 เมื่อ 18 มี.ค. 2568 ส่วนตัวก็สงสัยเหมือนที่ทุกคนว่ามีคณะกรรมการสืบสวนฯ อยู่แล้ว 25 ชุด ทำไมต้องตั้งชุดพิเศษ แถมยังพิเศษใส่ไข่คือดึงเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 3 คนเข้ามาเป็นกรรมการด้วย

"3 คนนั้นเป็นคนส่งเรื่องให้ กกต. แล้ว กกต. ไม่รับ หมายความว่าพยายามจะเอาสำนวนที่ไม่ชอบของดีเอสไอเข้ามายัดในกรรมการชุดที่ 26 มาสร้างภาพให้เห็นว่ามีกระบวนการแบบนี้" นายภราดรกล่าว

สส.อ่างทองจากพรรคสีน้ำเงินยังพูดถึงกรณีพยานรหัส 16/26 กลับคำให้การเนื่องจากถูกเจ้าหน้าที่ดีเอสไอข่มขู่ มีการไปสร้างเรื่องให้พยานปากนั้นให้การใส่ร้ายพวกตน และคนที่ไปสอบปากคำพยานรหัส 16/26 ชื่อนายเอกรินทร์ ดอนดง เป็นหน้าห้องของอดีตรองอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งเป็นผู้สมัคร สว. ที่ไม่ได้รับเลือก จ.สมุทรปราการ

"สุดท้ายเขามาเป็นผู้ร้อง ก็เอาลูกน้องตัวเองมาสอบสวน ไปบังคับขู่เข็นให้พยานให้การแบบที่ตัวเองต้องการ สร้างภาพปีศาจ สว. ที่สอบตกไม่ได้รับเลือกคนนี้เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่นเดียวกับผู้มีอำนาจท่านหนึ่ง ผมเชื่อมโยงได้ไหมว่าเป็นกระบวนการใส่ร้ายพวกผม มีธงปลายทางคือจะต้องยุบพรรค ภท. ให้ได้" นายภราดรกล่าว

อีกประเด็นที่เขาถาม กกต. คือ ได้ตรวจสอบโพยการเลือกตั้ง สว. หรือไม่ว่าเป็นโพยจริงหรือปลอม เนื่องจากเอกสารดังกล่าวถูกส่งถึงมือ กกต. หลังจากทราบผลการเลือก สว. 200 คนแล้ว โดยผู้ร้องอ้างว่าเก็บได้ตามห้องน้ำ บนพื้น หรือหน้าห้องประชุมในสถานที่เลือก สว.

"ผมสงสัยได้ไหมว่าโพยนี้ทำหลังได้ตัวผู้ชนะแล้ว 200 คนแล้วมาใส่ทีหลัง ใส่ตัวเลขทีหลังประมาณ 40-50 โพย เพื่อสร้างเป็นพยานหลักฐาน ท่านเคยสังเกตสิ่งที่ผมสังเกตไหม แล้วผมทนมา 2 ปีแล้วเป็นผู้ถูกกล่าวหา ท่านให้ความเป็นธรรมแก่พวกผมแค่ไหน" นายภราดรยิงคำถามใส่ กกต.


ภราดร-กรวีร์ ปริศนานันทกุล ตั้งคำถามต่อการทำหน้าที่ของ กกต.

กรวีร์สงสัยสำนวนหลุดถึงคนนอกได้อย่างไร

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรค ภท. และประธานวิปรัฐบาล เรียกร้องให้ประธานคณะกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 26 ชี้แจงและแสดงความรับผิดชอบ กรณีมีข้อมูลและรายละเอียดในสำนวนไต่สวนหลุดไปถึงบุคคลภายนอก เพราะได้รับความเสียหาย

ในฐานะผู้ถูกกลาวหา เขาเคยทำหนังสือขอข้อมูลเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเพื่อให้ทราบว่าถูกกล่าวหาในเรื่องใด รวมถึงวัน เวลา สถานที่ และรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะได้เตรียมตัวชี้แจงและต่อสู้ข้อกล่าวหาอย่างเหมาะสม แต่กลับไม่ได้รับคำตอบจากคณะกรรมการฯ "ท่านไม่ตอบครับ แต่กลับกลายเป็นว่ารายละเอียดในสำนวนไปอยู่ในมือของบุคคลภายนอก"

นายกรวีร์กล่าวต่อไปว่า หากกรณีข้อมูลในสำนวนหลุดไปถึงบุคคลภายนอกไม่ได้เกิดจากความบกพร่องหรือการทำงานของคณะกรรมการ ก็ขอให้ชี้แจงว่าประธานคณะกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 26 มีส่วนรู้เห็นหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่ข้อมูลดังกล่าวถูกเผยแพร่ไปจนถึงบุคคลภายนอกหรือไม่

"ท่านในฐานะที่เป็นประธาน ผมอยากจะรู้ว่าท่านจะรับผิดชอบต่อความเสียหาย ต่อการทำงานที่สะเพร่าของท่านอย่างไร" นายกรวีร์กล่าวต่อหน้า ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก ซึ่งก็นั่งอยู่ในห้องประชุมสภาด้วย

ต่อมา ร.ต.อ.ชนินทร์ชี้แจงว่า กรณีมีเอกสารหลุดได้แจ้งความดำเนินคดีแล้ว และตนถูกสอบทุกทีเพราะเป็นต้นน้ำ อย่างไรก็ตามยืนยันว่าสำนวนมาอยู่ที่ตน 4 เดือน เก็บใส่ตู้อย่างดี ไม่เคยหลุด

เสียงเรียกร้องต่อ กกต. ของ สส. 2 ฝ่าย

บรรดา สส. ทั้ง 2 ฝ่ายต่างตั้งคำถามและฝากสารพัดข้อเรียกร้องถึง กกต.

ข้อเรียกของ สส. พรรคร่วมฝ่ายค้าน
  • ให้เปิดเผยทุกมติที่ลงคะแนนกันว่ากรรมการ กกต. รายใดลงมติอย่างไร ไม่ใช่บอกเพียงจำนวน
  • ให้เปิดเผยเหตุผลทางกฎหมายว่าพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่ปรากฏในสำนวนของคณะกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 26 ถูกหักล้างไปเพราะอะไร
  • ให้ส่งสำนวนทั้งหมดของคณะกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 26 และความเห็นรองเลขาธิการ กกต. ไปยังศาลฎีกา ไม่ใช่ตัดตอนเฉพาะในส่วน 77 คนที่ถูกสั่งฟ้อง
  • หากการไต่สวนของศาลฎีกานำไปสู่การปรากฏของหลักฐานที่เชื่อมโยงถึงบุคคลอื่น กกต. จะรื้อฟื้นการสืบสวนและสั่งฟ้องบุคคลไปที่ศาลหรือไม่
ข้อเรียกร้องของ สส. พรรคแกนนำรัฐบาล
  • ให้ชี้แจงที่มา กระบวนการการทำงานของคณะกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 26 รวมถึงความสัมพันธ์
  • ให้เปิดเผยหลักเกณฑ์การใช้ข้อมูลจากดีเอสไอเพื่อประกอบสำนวน
  • ให้ชี้แจงหลักเกณฑ์และช่วงเวลาในการกันบุคคลไว้เป็นพยาน
  • ให้ตรวจสอบและดำเนินคดีกรณีเอกสารลับในสำนวนรั่วไหลออกสู่สาธารณะ
  • ให้ชี้แจงความคืบหน้าอีก 3 สำนวน และดำเนินการให้มีมาตรฐานเดียวกัน


แสวงยืนยันเอกสารมีกี่แผ่น จะส่งศาลฎีกาหมด

ภายหลังการอภิปรายนานกว่า 6 ชม. ครึ่ง นายแสวง บุญมี บอกว่า "ผมนั่งฟังโดยไม่ลุกไปไหนเลย" ขณะลุกขึ้นชี้แจงและตอบข้อซักถามต่าง ๆ กลางสภา โดยสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

การป้องกันการทุจริตเลือก สว.: กกต. เห็นว่าปัญหาที่คนมาอยู่ด้วยกันมาก ๆ เพื่อต้องการเป็น สว. อาจทำเกินเจตนารมณ์ที่กฎหมายกำหนด จึงออกระเบียบแนะนำตัว โดยให้พิจารณาจากเอกสารแนะนำตัวที่เรียกว่า สว.3 เท่านั้น ไม่สามารถขอคะแนนกันได้ แต่สุดท้ายระเบียบดังกล่าวถูกยกเลิกโดยคำสั่งศาลปกครอง ถ้ากกต. อุทธรณ์จะทำให้ต้องขยายเวลาเลือก สว. ออกไปอีก ทำให้ผู้สมัครมีสิทธิเสรีภาพ กลุ่มอาชีพเดียวกัน นั่งรถคันเดียวกันมา นอนโรงแรมเดียวกันสามารถทำได้ถูกกฎหมาย เพราะระเบียบแนะนำตัวถูกยกเลิก หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น ก็อยู่ในข้อเท็จจริงที่ กกต. สืบสวนได้ หากมีการทำผิดกฎหมาย กกต. ทำให้การเลือก สว. ไม่สุจริต
  • โพยเลือก: การเลือกระดับประเทศ 26 มิ.ย. 2568 มีผู้มีสิทธิเลือกกว่า 3 พันคน กกต. ก็เดินตรวจตราในนั้น มีการเรียกเก็บเอกสารทุกอย่างไว้หมด ไม่ได้นิ่งนอนใจ
  • การวินิจฉัยของ กกต.: คำวินิจฉัยที่ออกมาจะตอบทุกเรื่องทั้งข้อเท็จจริงและเหตุผล
  • เอกสารที่จะส่งให้ศาลฎีกา: มีกี่แผ่นจะส่งให้หมด ทั้งคำวินิจฉัย, ความเห็นเลขาธิการ กกต., สำนวนคณะกรรมการไต่สวนฯ ชุดที่ 26 และความเห็นคณะอนุกรรมการชี้ขาดและวินิจฉัยข้อเท็จจริง ชุดที่ 36
  • กรณีให้รื้อฟื้นคดีใหม่: หากศาลฎีกาพบการเชื่อมโยงมากกว่าที่ กกต. วินิจฉัย กกต. สามารถดำเนินการเป็นกรณีตามความปรากฏได้
  • กรณีเอกสารหลุด: คนที่ผ่านเอกสารมีหลายชั้น ทั้งคณะกรรมการฯ ชุดที่ 26, ความเห็นเลขาธิการ, และคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36, และ กกต. มีระบบรักษาความปลอดภัยแต่ละชั้น โดยได้ตั้งกรรมการสอบสวน ตอนนี้บอกอะไรมากไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องภายใน ส่วนข้อกล่าวหาจะเป็นไปในรูปแบบเดียวกัน

ผู้บริหารสำนักงาน กกต. ฟังการอภิปรายของสมาชิกนานกว่า 6 ชม. ครึ่ง

เนื้อหาในรายงาน กกต. ที่ถูก "เลื่อน"

วาระรับทราบผลการปฏิบัติงานของ กกต. คงค้างอยู่กลางสภามา 2 สัปดาห์แล้วหลังจากนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา สังกัดพรรค ภท. บรรจุเป็นระเบียบวาระการประชุมเมื่อ 3 ก.ย. แต่เจอ "ญัตติดับไฟใต้" ของ สส. พรรค ภท. ซึ่งเสนอเป็นญัตติด่วนด้วยวาจา ปาดหน้ามาพิจารณาก่อน และสัปดาห์ต่อมา สภาก็ลากการพิจารณาร่างพระบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ในวาระ 2 และ 3 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ทั้งที่วิป 2 ฝ่ายตกลงเวลากันว่าจะพิจารณาให้จบภายใน 3 วัน ทำให้วาระรับทราบรายงาน กกต. ต้องเลื่อนอีกครั้งและมาพิจารณากันในสัปดาห์นี้ ท่ามกลางการตั้งข้อสังเกตจาก สส. ฝ่ายค้าน อาทิ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชป. ที่บอกว่าเป็น "กระบวนการดึง" ไม่ให้ "รายงานเจ้าปัญหา" เข้าสภา ก่อนที่ กกต. จะลงมติชี้ขาดสำนวนคดีโกงเลือก สว. เมื่อ 14 ก.ย.

เลขาธิการ กกต. ใช้เวลาเพียง 6 นาทีในการนำเสนอรายงาน 2 ฉบับต่อสภาชุดที่ 26 ซึ่งบีบีซีไทยขอสรุปสาระสำคัญเอาไว้ ณ ที่นี้

ในปีงบประมาณ 2567 สำนักงาน กกต. ได้รับการจัดสรรงบประมาณทั้งสิ้น 4,943.08 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการให้ได้มาซึ่ง สว. 100.94 ล้านบาท

ภารกิจสำคัญ: การจัดการเลือก สว., การเลือกตั้งซ่อม สส.พิษณุโลก เขต 1, การเลือกตั้งระดับท้องถิ่นแทนตำแหน่งที่ว่าง

ภารกิจการสืบสวนสอบสวนและไต่สวน: มีสำนวนที่ กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาค 1-9 จำนวน 94 สำนวน, ให้ดำเนินคดีอาญา/ยกคำร้อง/ยุติเรื่อง/เลือกตั้งใหม่ จำนวน 198 สำนวน, ให้ดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว., การเลือกตั้ง สส., การเลือกตั้งท้องถิ่น พรรคการเมือง และคดีอื่น ๆ รวม 394 คดี

ในปีงบประมาณ 2568 สำนักงาน กกต. ได้รับการจัดสรรงบประมาณทั้งสิ้น 4,805.33 ล้านบาท

ภารกิจสำคัญคือ การจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภา อบจ. 76 จังหวัด และนายก อบจ. 47 จังหวัด, การเลือกตั้งสภาเทศบาล 2,462 แห่ง และนายกเทศมนตรี 2,128 แห่ง, การเลือกตั้งซ่อม สส. 4 เขต ใน จ.บึงกาฬ เขต 2, นครศรีธรรมราช เขต 8, เชียงราย เขต 7, ศรีสะเกษ เขต 5

ภารกิจการสืบสวนสอบสวนและไต่สวน: มีสำนวนที่ กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาค 1-9 จำนวน 106 สำนวน, ให้ดำเนินคดีอาญา/ยกคำร้อง/ยุติเรื่อง จำนวน 368 สำนวน, ให้ดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว., การเลือกตั้ง สส., การเลือกตั้งท้องถิ่น พรรคการเมือง และคดีอื่น ๆ รวม 1,938 คดี

https://www.bbc.com/thai/articles/c3n07yx29nqko