วันจันทร์, กันยายน 21, 2569

หลายปีที่ผ่านมา กองทัพมีปัญหาเรื่องอาวุธนับไม่ถ้วน เช่น - ซื้อมาแล้วใช้ไม่ได้ - เรือดำน้ำจีนที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลง - เรือหลวงสุโขทัยล่มเพราะเจอคลื่นลมขนาด 6 เมตร - ปืน Phalanx ประจำเรือหลวงภูมิพลเสีย ผ่านไป 7 ปียังซ่อมไม่เสร็จ - เราไม่สามารถแยกปัญหาการซ่อมบำรุงอาวุธขนาดใหญ่ของกองทัพออกจากปัญหาการแทรกแซงทางการเมืองและธุรกิจอันใหญ่โตของกองทัพได้

https://www.facebook.com/puangthong.r.pawakapan/posts/28754491654174887

Puangthong Pawakapan
14 hours ago ·

เราไม่สามารถแยกปัญหาการซ่อมบำรุงอาวุธขนาดใหญ่ของกองทัพออกจากปัญหาการแทรกแซงทางการเมืองและธุรกิจอันใหญ่โตของกองทัพได้ เราไม่ควรมองว่ามันเป็นปัญหาเชิงเทคนิคเท่านั้น เพราะหลายปีที่ผ่านมา กองทัพมีปัญหาเรื่องอาวุธนับไม่ถ้วน เช่น
 
- ซื้อมาแล้วใช้ไม่ได้ : GT200, เรือเหาะ 2 ลำ
- เรือดำน้ำจีนที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลง แต่ไม่กล้ายกเลิกสัญญา
- เรือหลวงสุโขทัยล่มเพียงเพราะเจอคลื่นลมขนาด 6 เมตร
- อุบัติเหตุปืนใหญ่ของ เรือหลวงชลบุรี เกิดลั่นใส่ท้าย เรือหลวงคีรีรัฐ
- ปืน Phalanx ประจำเรือหลวงภูมิพลเสีย ผ่านไป 7 ปียังซ่อมไม่เสร็จ เพราะมีขัดแย้งกับบริษัท แต่ล่าสุดยังให้บริษัทเดิมได้สิทธิ์ต่อเรือฟรีเกตอีก
- ล่าสุด เครื่องยนต์ รล.ภูมิพลฯ พัง เพราะมีการปรับย้ายกำลังพล ถ่ายทอดเทคโนโลยีขาดช่วง ใช้น้ำมันเครื่องผิด!
อันที่จริง นักวิชาการต่างชาติที่ศึกษาเรื่องกองทัพไทย ได้กล่าวถึงปัญหาการซื้ออาวุธของกองทัพไทยมานานแล้ว

งานของอาจารย์ Gregory Raymond ในหนังสือ ‘Thai Military Power: A Culture of Strategic Accommodation’ (2018) ชี้ว่าการจัดซื้ออาวุธของกองทัพไทยไม่มีประสิทธิภาพ หรือได้อาวุธขนาดเล็กที่มักไม่ตอบโจทย์เชิงยุทธศาสตร์ ทั้งยังซื้ออาวุธโดยไม่ตั้งงบประมาณสำหรับการบำรุงรักษาอยู่บ่อยครั้ง

โดยมีสาเหตุจากการที่กองทัพไทยขาดหลักนิยมทางทหารร่วมกัน (a common military doctrine) ขาดการบังคับบัญชาจากส่วนกลาง แต่ละเหล่าทัพเป็นอิสระต่อกัน แม้จะมีกองบัญชาการกองทัพไทย แต่ก็ไม่มีอำนาจกำกับ ควบคุม และสั่งการเหล่าทัพต่าง ๆ กองทัพแบ่งเป็นกลุ่มและฝักฝ่าย
 
การขาดการควบคุมตรวจสอบจากรัฐบาลพลเรือน (civilian control) ทำให้ปัญหานี้ดำเนินต่อเนื่องมานาน เมื่อมีปัญหาก็ขาดคนรับผิด (accountability)
 
การขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญในกองทัพ ไม่ได้มาจากความสามารถ แต่มาจากระบบพวกพ้อง รุ่นไหน ฝ่ายไหน ฯลฯ การซื้ออาวุธก็ต่างฝ่ายต่างซื้อ ไม่ประสานงานกัน ไม่มียุทธศาสตร์ใหญ่ร่วมกัน
 
จากการที่ดิฉันได้ร่วมศึกษาธุรกิจกองทัพ ยังพบว่าลักษณะ factional ของกองทัพได้หยั่งรากลงไปยังธุรกิจกองทัพด้วย แต่ละเหล่าทัพมีธุรกิจของตนเอง ต่างคนต่างทำ รายได้ก็แบ่งกันภายในเหล่าทัพ ไม่มีใครมีข้อมูลของกันและกัน แม้แต่สำนักปลัดกลาโหม ก็ไม่มีข้อมูลของเหล่าทัพอื่นๆ และไม่มีอำนาจเรียกดูด้วย
 
ธุรกิจกองทัพจึงเปรียบเสมือน fiefdom ของระบบศักดินาเก่า กิจการจำนวนมากใช้ที่ดินและกำลังพลของรัฐแต่ขาดทุนหรือไม่คุ้มค่า รายได้ก็เอาเข้ากองทัพ โดยพวกเขารู้สึกว่าตนสมควรที่จะได้รับสิทธิพิเศษเหล่านี้ โดยไม่ตั้งใจคำถามว่ายุติธรรมกับประชาชนหรือไม่ The sense of entitlement is so strong and prevalent among them.
นอกจากนี้ ดิฉันมองว่ากิจการความมั่นคงภายในและธุรกิจกองทัพของกองทัพไทย ทำให้กองทัพไทยใช้เวลาและกำลังพลจำนวนมหาศาลไปกับเรื่องที่ทำให้กองทัพขาดความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการทหาร
 
หากพิจารณาโครงการที่กองทัพของบประมาณแต่ละปี ดิฉันพบว่ามากกว่าครึ่ง เป็นเรื่องความมั่นคงภายใน (เช่น ความจงรักภักดีต่อสถาบัน, ยาเสพติด, ที่ดินและสิ่งแวดล้อม, ภัยพิบัติตามธรรมชาติ, พัฒนาระบบโลจิสติคส์, พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศ ฯลฯ ) งานเหล่านี้คืองานส่วนใหญ่ของทหารไทยนับตั้งแต่ยุคสงครามเย็น (ประเด็นนี้พูดไว้ใน “ในนามของความมั่นคงภายใน”)
 
กำลังพลระดับนายพัน-นายพลจำนวนมหาศาลใช้เวลากับเรื่องที่ตนเองไม่มีความรู้ความสามารถ ต่อให้ทำมา 5 ทศวรรษแล้ว ก็ไม่มีความเชี่ยวชาญ เพราะเนื้อในของงานความมั่นคงภายใน คือการอบรมด้านอุดมการณ์หลักของชาติ (Indoctrination)
 
ซ้ำร้าย นายทหารระดับนายพัน-นายพลจำนวนมากใช้เวลากับการบริหารธุรกิจกองทัพ เอาแค่จำนวนนายทหารที่ต้องดูแลกองทุนสวัสดิการของกองทัพที่มีมากกว่า 300 กองทุน (บางกองทุนดูแลกิจการมากกว่า 1 แห่ง และไม่รวมกิจการประเภทอื่น), ก็ต้องใช้มากกว่าพันคนแล้ว ยังไม่นับคนที่ทำหน้าที่บริหารกิจการอีกไม่รู้เท่าไร
 
ขนาดมีงานที่ไม่ใช่เรื่องการทหารมากขนาดนี้ กองทัพไทยยังมีนายพลที่ไม่มีงานทำอีกราว 500 นาย ฉะนั้น การยุบเลิกกิจการความมั่นคงภายในและโอนถ่ายธุรกิจกองทัพไปยังหน่วยงานอื่น จะทำให้เราสามารถลดกำลังพลระดับนายทหารสัญญาบัตรได้ กองทัพจำเป็นต้องเอาไขมันส่วนเกินออกไป เอางบกำลังพลมาพัฒนาเทคโนโลยี่สมัยใหม่แทน เพื่อสร้างกองทัพที่กระชับ มีประสิทธิภาพ เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี่ด้านการทหาร สามารถเข้าใจยุทธศาสตร์การเมืองโลกได้ ไม่ใช่วิเคราะห์การเมืองโลกด้วยการอ่านแต่สื่อไทย
 
ฉะนั้น การปฏิรูปกองทัพ และยุบเลิก-โอนถ่ายธุรกิจกองทัพ จึงไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติด้วย ถ้าเราต้องการให้กองทัพไทยเป็นทหารอาชีพที่มีประสิทธิภาพด้านการป้องกันประเทศ มีความรู้ในเรื่องยุทธศาสตร์การเมืองโลก-ภูมิภาค จัดซื้ออาวุธที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติได้จริง มีความเชี่ยวชาญเรื่องเทคโนโลยี่อาวุธสมัยใหม่ ฯลฯ พวกเขาควรทุ่มเทสติปัญญาความสามารถลงไปในเรื่องการป้องกันประเทศจริงๆ โดยเฉพาะในภาวะที่การเมืองโลกและภูมิภาคเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
 
แต่จะเกิดสิ่งนี้ได้ กองทัพต้องทำงานร่วมกับฝ่ายพลเรือน (รัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ สภาความมั่นคง สำนักข่าวกรอง) กองทัพต้องมองว่าตนเป็นเครื่องมือหนึ่งของการดำเนินนโยบายต่างประเทศและการป้องกันประเทศจากภัยคุกคาม การป้องกันประเทศไม่ได้มีแต่แนวทางทหาร แนวทางการทูตเป็นแนวทางสำคัญของโลกมานานแล้ว กองทัพไม่สามารถกำหนดยุทธศาสตร์ด้านการทหารโดยไม่สนใจว่าอะไรคือนโยบายและยุทธศาสตร์หลักของชาติ
 
จะทำเช่นว่าได้ อำนาจพลเรือนในการนำกองทัพ (civilian supremacy) ต้องมีอยู่จริง .... ซึ่งเรายังไม่เห็นว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้ได้อย่างไร หมายความว่าสภาวะความไม่มั่นคงด้านการทหารของไทยก็จะดำเนินต่อไป












.....

Atukkit Sawangsuk
9 hours ago ·

กองทัพที่มีนายพลล้นหลาม
ทำรัฐประหารยึดอำนาจได้ง่ายแค่ดีดนิ้วมือ
มีภารกิจมากมายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการป้องกันประเทศ
แส่ไปยุ่งกับเรื่องอื่นจนไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเรื่องเทคโนโลยีทางทหาร
ใช้น้ำมันเครื่องผิด เรือรบหลวงเครื่องยนต์พัง