2 ปธ.กมธ. สภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ ร่อนหนังสือถึง รมว.ต่างประเทศ-คลัง 🇺🇸 ชงสอบคว่ำบาตร 28 บุคคลและนิติบุคคลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 💥 หลังพบพฤติกรรมพันแก๊งสแกมเมอร์ ค้ามนุษย์ และฟอกเงินมหาศาล 💻 แฉมีชื่อ "วรภัค" อดีต รมช.ของไทย ร่วมบัญชีดำกับนักการเมืองกัมพูชา-จีน 🚨
— NationOnline (@NationOnlineth) September 16, 2026
.… pic.twitter.com/kEONBSpBVQ
“กรณ์” เปิดเอกสารสภาสหรัฐฯ ยื่นตรวจสอบคว่ำบาตรแก๊งสแกมเมอร์ พบชื่อ “อดีตรัฐมนตรี” ติดโผ จี้รัฐบาล-ก.ล.ต.เร่งตรวจสอบ
— เรื่องเล่าเช้านี้ (@MorningNewsTV3) September 16, 2026
อ่านข่าว : https://t.co/4py5MoX6Lp#เรื่องเล่าเช้านี้ #ครอบครัวข่าว3 #ข่าวการเมือง pic.twitter.com/Nk1p9TZjBu
นายวรภัคทำหน้าที่เป็นฉากหน้าช่วยนายเบนจามิน มอเออร์เบอร์เกอร์ ยึดกิจการฟินันเซีย เอ็กซ์ และในขณะที่สภาคองเกรสเรียกร้องให้ใช้มาตรการลงโทษแมกนิตสกี นายวรภัคกลับตอบโต้ด้วยการฟ้องหมิ่นประมาททางอาญาเรียกร้องเงิน 1.5 ล้านดอลลาร์ในไทยต่อ @TomWrightAsia https://t.co/qIantJkGhs
— Tom Wright (@TomWrightAsia) September 16, 2026
หากสหรัฐอเมริกาบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรตามกฎหมาย Global Magnitsky Human Rights Accountability Act จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อบุคคลและนิติบุคคลที่ถูกระบุชื่อใน 3 ด้านหลัก ดังนี้
1. การอายัดทรัพย์สินและบัญชีทางการเงิน (Asset Freezing)
- อายัดทรัพย์สินทั้งหมดในสหรัฐฯ: บัญชีธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ หรือสินทรัพย์ใดๆ ที่อยู่ในเขตอำนาจศาลของสหรัฐฯ (US Jurisdiction) จะถูกอายัดทันที โดยเจ้าของทรัพย์สินจะไม่สามารถถอน โอน หรือบริหารจัดการได้
- การบล็อกธุรกรรมผ่านสกุลเงินดอลลาร์: เนื่องจากระบบการชำระเงินข้ามชาติส่วนใหญ่ต้องผ่านธนาคารตัวแทน (Correspondent Bank) ในสหรัฐฯ ส่งผลให้ผู้ถูกคว่ำบาตรไม่สามารถทำธุรกรรมด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ได้ในทุกช่องทางทั่วโลก
- ห้ามชาวสหรัฐฯ ร่วมทำธุรกิจ (US Persons Prohibition): พลเมืองสหรัฐฯ ผู้ถือใบเขียว (Green Card) หรือบริษัทที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ ห้ามทำธุรกรรม ห้ามซื้อขาย หรือให้บริการใดๆ แก่ผู้ถูกคว่ำบาตรโดยเด็ดขาด
- ผลกระทบแบบโดมิโนต่อธนาคารพาณิชย์ทั่วโลก (Secondary Sanctions): สถาบันการเงินหรือธนาคารในต่างประเทศ (รวมถึงในไทย) มักปฏิเสธการให้บริการ ทำการปิดบัญชี หรือระงับบัตรเครดิตของผู้ถูกคว่ำบาตรทันที เนื่องจากธนาคารเหล่านั้นเกรงว่าจะถูกสหรัฐฯ ลงโทษหรือตัดออกจากระบบการเงินสากล (SWIFT)
- เพิกถอนและปฏิเสธวีซ่า: รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จะทำการยกเลิกวีซ่าเดิมที่มีอยู่ทันที และปฏิเสธการออกวีซ่าใหม่
- ห้ามเดินทางเข้าสหรัฐฯ: ผู้ถูกคว่ำบาตรจะไม่สามารถเดินทางเข้าหรือผ่าน (Transit) ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ทุกกรณี
กฎหมาย Global Magnitsky Human Rights Accountability Act ของสหรัฐฯ เป็นเครื่องมือทางนโยบายต่างประเทศที่ใช้วางมาตรการคว่ำบาตรแบบระบุตัวบุคคล (Targeted Sanctions) ทั่วโลก โดยไม่จำกัดเพียงประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยกฎหมายนี้และคำสั่งประธานาธิบดีที่เกี่ยวข้อง (Executive Order 13818) ครอบคลุมการลงโทษใน 2 ฐานความผิดหลัก ได้แก่:
1. การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง (Serious Human Rights Abuse)
ใช้บังคับกับบุคคลหรือนิติบุคคลต่างชาติที่มีส่วนเกี่ยวข้อง Direct/Indirect หรือรับผิดชอบต่อ:
- การทรมานและการฆ่าตัดตอน: การสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม (Extrajudicial Killings) หรือการทรมานผู้เห็นต่าง นักกิจกรรม และประชาชน
- การบังคับสูญหายและการคุมขังโดยมิชอบ: การอุ้มหาย หรือการกักขังบุคคลอย่างโหดร้ายไร้มนุษยธรรม
- การค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงาน: รวมถึงแก๊งคอลเซ็นเตอร์/สแกมเมอร์ที่ล่อลวง ค้ามนุษย์ และกักขังแรงงานให้กระทำผิดกฎหมาย
- การประทุษร้ายผู้เปิดโปงความจริง: การทำร้ายหรือคุกคามนักข่าว ผู้สื่อข่าวสอบสวน (Whistleblowers) หรือผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ออกมาเปิดโปงการทุจริตของรัฐบาล
ใช้บังคับกับเจ้าหน้าที่รัฐ (ทั้งในอดีตและปัจจุบัน) หรือผู้สนับสนุนภายนอกที่มีส่วนร่วมใน:
- การยักยอกและยึดทรัพย์สินของรัฐ: การถ่ายโอนงบประมาณหรือสินทรัพย์ของชาตินำไปใช้ส่วนตัว
- การรับหรือให้ติดบน (Bribery): การใช้ตำแหน่งหน้าที่เรียกรับผลประโยชน์ทางการเงิน
- การอำนวยความสะดวกให้กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ: เจ้าหน้าที่รัฐที่รับเงินเพื่อคุ้มครองเครือข่ายฟอกเงิน เครือข่ายสแกมเมอร์ หรือการพาณิชย์ผิดกฎหมาย
- การจัดซื้อจัดจ้างมิชอบ: การทุจริตในโครงการรัฐหรือสัญญาสัมปทานทรัพยากรธรรมชาติ
- ผู้กระทำผิดโดยตรง: บุคคลหรือบริษัทที่ลงมือสั่งการ/ปฏิบัติการ
- เจ้าหน้าที่รัฐที่สมรู้ร่วมคิด: รัฐมนตรี นักการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ความมั่นคงที่รับผลประโยชน์หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
- ตัวแทนและผู้สนับสนุนทางการเงิน (Facilitators): นายหน้า ผู้ฟอกเงิน หรือบริษัทนอมินีที่ช่วยโอน/ซุกซ่อนเงินจากการกระทำผิด
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ (ผ่าน Office of Foreign Assets Control - OFAC) ได้ประกาศใช้วางมาตรการคว่ำบาตรตามกฎหมาย Global Magnitsky Act กับกลุ่มอิทธิพล นักการเมือง และเครือข่ายธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายกรณีอย่างต่อเนื่อง โดยมีตัวอย่างสำคัญ ดังนี้:
1. กรณีแก๊งสแกมเมอร์และการค้ามนุษย์ในกัมพูชา (ปี 2024–2026)
- สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตร ลี ยง พัด (Ly Yong Phat) สมาชิกวุฒิสภาและนายทุนใหญ่กัมพูชา พร้อมกับกลุ่มบริษัท L.Y.P. Group รวมถึง กก อัน (Kok An) สมาชิกวุฒิสภาอีกรายพร้อมเครือข่ายนิติบุคคล
- ตรวจพบว่าอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม และเขตเศรษฐกิจในครอบครอง ถูกใช้เป็นฐานที่ตั้งของ "ศูนย์สแกมเมอร์หลอกลงทุน" (Scam Hubs) ซึ่งมีการล่อลวง ค้ามนุษย์ และบังคับใช้แรงงานอย่างโหดร้าย เช่น การกักขัง ทำร้ายร่างกาย และใช้ไฟฟ้าช็อตเพื่อขู่บังคับให้กักขังเหยื่อไปหลอกลวงเงินจากชาวอเมริกันและคนทั่วโลก
- สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตร จ้าว เว่ย (Zhao Wei) เจ้าของคาสิโนคิงส์โรมันในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ (สปป.ลาว) และ ว่าน ก๊อก-คอย (Wan Kuok-koi) หรือ "โต้ร่วง" อดีตหัวหน้าอั้งยี่มาเก๊าผู้อยู่เบื้องหลังโครงการเมืองใหม่ชเวโก๊กโก (Shwe Kokko) ในเมียนมา
- เหตุผลในการคว่ำบาตร: มีพฤติการณ์ตั้งเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ค้ามนุษย์ ฟอกเงิน ค้ายาเสพติด และจัดตั้งศูนย์คอลเซ็นเตอร์ผิดกฎหมายโดยได้รับการคุ้มครองจากกองกำลังติดอาวุธท้องถิ่น
- ผู้บัญชาการทหารระดับสูงของเมียนมา รวมถึง พล.อ.อ. มิน อ่อง หล่าย (ก่อนการรัฐประหาร) และกองกำลังความมั่นคงเมียนมา
- มีส่วนรับผิดชอบต่อการกวาดล้าง ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง การฆ่าตัดตอน และการทารุณกรรมกลุ่มชาติพันธุ์ชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่
- อดีตเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในอินโดนีเซีย (Terbit Rencana Perangin-Angin)
- พบคุกใต้ดินส่วนตัวที่มีการกักขัง ละเมิดสิทธิมนุษยชน และบังคับใช้แรงงานเยาวชนและผู้ชายอย่างผิดกฎหมาย
(Gremini ช่วยรวบรวม)