วันพฤหัสบดี, กันยายน 17, 2569

2 ปธ.กมธ. สภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ ส่งหนังสือถึง รมว.ต่างประเทศ-คลัง เสนอคว่ำบาตร 28 บุคคลและนิติบุคคลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พัวพันแก๊งสแกมเมอร์ ค้ามนุษย์ และฟอกเงิน มีชื่อ "วรภัค" อดีต รมช.ของไทยด้วย หาก เห็นชอบ จะส่งผลให้มีการอายัดทรัพย์สินในสหรัฐฯ ห้ามทำธุรกรรม รวมถึงปฏิเสธการออกวีซ่าเดินทางเข้าสหรัฐฯ






หากสหรัฐอเมริกาบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรตามกฎหมาย Global Magnitsky Human Rights Accountability Act จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อบุคคลและนิติบุคคลที่ถูกระบุชื่อใน 3 ด้านหลัก ดังนี้

1. การอายัดทรัพย์สินและบัญชีทางการเงิน (Asset Freezing)
  • อายัดทรัพย์สินทั้งหมดในสหรัฐฯ: บัญชีธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ หรือสินทรัพย์ใดๆ ที่อยู่ในเขตอำนาจศาลของสหรัฐฯ (US Jurisdiction) จะถูกอายัดทันที โดยเจ้าของทรัพย์สินจะไม่สามารถถอน โอน หรือบริหารจัดการได้
  • การบล็อกธุรกรรมผ่านสกุลเงินดอลลาร์: เนื่องจากระบบการชำระเงินข้ามชาติส่วนใหญ่ต้องผ่านธนาคารตัวแทน (Correspondent Bank) ในสหรัฐฯ ส่งผลให้ผู้ถูกคว่ำบาตรไม่สามารถทำธุรกรรมด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ได้ในทุกช่องทางทั่วโลก
2. การห้ามทำธุรกรรมและผลกระทบต่อสถาบันการเงิน (Financial & Business Restrictions)
  • ห้ามชาวสหรัฐฯ ร่วมทำธุรกิจ (US Persons Prohibition): พลเมืองสหรัฐฯ ผู้ถือใบเขียว (Green Card) หรือบริษัทที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ ห้ามทำธุรกรรม ห้ามซื้อขาย หรือให้บริการใดๆ แก่ผู้ถูกคว่ำบาตรโดยเด็ดขาด
  • ผลกระทบแบบโดมิโนต่อธนาคารพาณิชย์ทั่วโลก (Secondary Sanctions): สถาบันการเงินหรือธนาคารในต่างประเทศ (รวมถึงในไทย) มักปฏิเสธการให้บริการ ทำการปิดบัญชี หรือระงับบัตรเครดิตของผู้ถูกคว่ำบาตรทันที เนื่องจากธนาคารเหล่านั้นเกรงว่าจะถูกสหรัฐฯ ลงโทษหรือตัดออกจากระบบการเงินสากล (SWIFT)
3. มาตรการด้านตรวจคนเข้าเมืองและเดินทาง (Visa & Travel Restrictions)
  • เพิกถอนและปฏิเสธวีซ่า: รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จะทำการยกเลิกวีซ่าเดิมที่มีอยู่ทันที และปฏิเสธการออกวีซ่าใหม่
  • ห้ามเดินทางเข้าสหรัฐฯ: ผู้ถูกคว่ำบาตรจะไม่สามารถเดินทางเข้าหรือผ่าน (Transit) ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ทุกกรณี
มาตรการคว่ำบาตรนี้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อการทำธุรกรรมระหว่างประเทศอย่างรุนแรง และมักนำไปสู่การถูกขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ในระบบตรวจสอบความเสี่ยงทางการเงิน (AML/CFT) ของสถาบันการเงินทั่วโลกด้วย

กฎหมาย Global Magnitsky Human Rights Accountability Act ของสหรัฐฯ เป็นเครื่องมือทางนโยบายต่างประเทศที่ใช้วางมาตรการคว่ำบาตรแบบระบุตัวบุคคล (Targeted Sanctions) ทั่วโลก โดยไม่จำกัดเพียงประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยกฎหมายนี้และคำสั่งประธานาธิบดีที่เกี่ยวข้อง (Executive Order 13818) ครอบคลุมการลงโทษใน 2 ฐานความผิดหลัก ได้แก่:

1. การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง (Serious Human Rights Abuse)
ใช้บังคับกับบุคคลหรือนิติบุคคลต่างชาติที่มีส่วนเกี่ยวข้อง Direct/Indirect หรือรับผิดชอบต่อ:
  • การทรมานและการฆ่าตัดตอน: การสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม (Extrajudicial Killings) หรือการทรมานผู้เห็นต่าง นักกิจกรรม และประชาชน
  • การบังคับสูญหายและการคุมขังโดยมิชอบ: การอุ้มหาย หรือการกักขังบุคคลอย่างโหดร้ายไร้มนุษยธรรม
  • การค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงาน: รวมถึงแก๊งคอลเซ็นเตอร์/สแกมเมอร์ที่ล่อลวง ค้ามนุษย์ และกักขังแรงงานให้กระทำผิดกฎหมาย
  • การประทุษร้ายผู้เปิดโปงความจริง: การทำร้ายหรือคุกคามนักข่าว ผู้สื่อข่าวสอบสวน (Whistleblowers) หรือผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ออกมาเปิดโปงการทุจริตของรัฐบาล
2. การทุจริตคอร์รัปชันอย่างรุนแรง (Significant Corruption)
ใช้บังคับกับเจ้าหน้าที่รัฐ (ทั้งในอดีตและปัจจุบัน) หรือผู้สนับสนุนภายนอกที่มีส่วนร่วมใน:
  • การยักยอกและยึดทรัพย์สินของรัฐ: การถ่ายโอนงบประมาณหรือสินทรัพย์ของชาตินำไปใช้ส่วนตัว
  • การรับหรือให้ติดบน (Bribery): การใช้ตำแหน่งหน้าที่เรียกรับผลประโยชน์ทางการเงิน
  • การอำนวยความสะดวกให้กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ: เจ้าหน้าที่รัฐที่รับเงินเพื่อคุ้มครองเครือข่ายฟอกเงิน เครือข่ายสแกมเมอร์ หรือการพาณิชย์ผิดกฎหมาย
  • การจัดซื้อจัดจ้างมิชอบ: การทุจริตในโครงการรัฐหรือสัญญาสัมปทานทรัพยากรธรรมชาติ
ใครบ้างที่อาจถูกลงโทษภายใต้กฎหมายนี้?
  1. ผู้กระทำผิดโดยตรง: บุคคลหรือบริษัทที่ลงมือสั่งการ/ปฏิบัติการ
  2. เจ้าหน้าที่รัฐที่สมรู้ร่วมคิด: รัฐมนตรี นักการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ความมั่นคงที่รับผลประโยชน์หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
  3. ตัวแทนและผู้สนับสนุนทางการเงิน (Facilitators): นายหน้า ผู้ฟอกเงิน หรือบริษัทนอมินีที่ช่วยโอน/ซุกซ่อนเงินจากการกระทำผิด
ตัวอย่างกรณีการคว่ำบาตรภายใต้กฎหมาย Global Magnitsky Act ที่เคยเกิดขึ้นจริงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ (ผ่าน Office of Foreign Assets Control - OFAC) ได้ประกาศใช้วางมาตรการคว่ำบาตรตามกฎหมาย Global Magnitsky Act กับกลุ่มอิทธิพล นักการเมือง และเครือข่ายธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายกรณีอย่างต่อเนื่อง โดยมีตัวอย่างสำคัญ ดังนี้:

1. กรณีแก๊งสแกมเมอร์และการค้ามนุษย์ในกัมพูชา (ปี 2024–2026)
  • สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตร ลี ยง พัด (Ly Yong Phat) สมาชิกวุฒิสภาและนายทุนใหญ่กัมพูชา พร้อมกับกลุ่มบริษัท L.Y.P. Group รวมถึง กก อัน (Kok An) สมาชิกวุฒิสภาอีกรายพร้อมเครือข่ายนิติบุคคล
  • ตรวจพบว่าอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม และเขตเศรษฐกิจในครอบครอง ถูกใช้เป็นฐานที่ตั้งของ "ศูนย์สแกมเมอร์หลอกลงทุน" (Scam Hubs) ซึ่งมีการล่อลวง ค้ามนุษย์ และบังคับใช้แรงงานอย่างโหดร้าย เช่น การกักขัง ทำร้ายร่างกาย และใช้ไฟฟ้าช็อตเพื่อขู่บังคับให้กักขังเหยื่อไปหลอกลวงเงินจากชาวอเมริกันและคนทั่วโลก
2. กรณีกลุ่มทุนจีนเทาในสามเหลี่ยมทองคำและเมียนมา (ปี 2020)
  • สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตร จ้าว เว่ย (Zhao Wei) เจ้าของคาสิโนคิงส์โรมันในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ (สปป.ลาว) และ ว่าน ก๊อก-คอย (Wan Kuok-koi) หรือ "โต้ร่วง" อดีตหัวหน้าอั้งยี่มาเก๊าผู้อยู่เบื้องหลังโครงการเมืองใหม่ชเวโก๊กโก (Shwe Kokko) ในเมียนมา
  • เหตุผลในการคว่ำบาตร: มีพฤติการณ์ตั้งเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ค้ามนุษย์ ฟอกเงิน ค้ายาเสพติด และจัดตั้งศูนย์คอลเซ็นเตอร์ผิดกฎหมายโดยได้รับการคุ้มครองจากกองกำลังติดอาวุธท้องถิ่น
3. กรณีการสังหารและประทุษร้ายชาวโรฮิงญาในเมียนมา (ปี 2018–2019)
  • ผู้บัญชาการทหารระดับสูงของเมียนมา รวมถึง พล.อ.อ. มิน อ่อง หล่าย (ก่อนการรัฐประหาร) และกองกำลังความมั่นคงเมียนมา
  • มีส่วนรับผิดชอบต่อการกวาดล้าง ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง การฆ่าตัดตอน และการทารุณกรรมกลุ่มชาติพันธุ์ชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่
4. กรณีอดีตเจ้าหน้าที่รัฐในอินโดนีเซีย (ปี 2023)
  • อดีตเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในอินโดนีเซีย (Terbit Rencana Perangin-Angin)
  • พบคุกใต้ดินส่วนตัวที่มีการกักขัง ละเมิดสิทธิมนุษยชน และบังคับใช้แรงงานเยาวชนและผู้ชายอย่างผิดกฎหมาย
การคว่ำบาตรในกรณีเหล่านี้ส่งผลให้สินทรัพย์ในระบบธนาคารสหรัฐฯ ของบุคคลและบริษัทดังกล่าวถูกอายัดทันที และถูกตัดขาดจากการทำธุรกรรมสกุลเงินดอลลาร์ (USD) ทั่วโลก

(Gremini ช่วยรวบรวม)