
อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์
Yesterday
·
ตกลงแล้ว ประเทศไทยควรเอา หรือ ไม่เอา Data Center กันแน่?
เรามีวิธีตัดสินใจอย่างไรดี?
หลายวันมานี้ ประเทศไทยถกเถียงกันเรื่อง Data Center กันอย่างมาก เกิดคำถามตามมามากมาย ทั้งฝ่ายที่ต่อต้าน มองว่าสร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมสูง กับฝ่ายที่สนับสนุนสุดตัว ว่า "ถ้าไม่เอา Data Center แล้วจะเอาอะไร"
ในฐานะที่ผมจบการศึกษาสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ในแล็บที่ทำเครื่องคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง และเคยทำงานในบริษัทอินเทอร์เน็ตที่มีธุรกิจ Data Center โดยตรง ก็อยากขอร่วมแลกเปลี่ยนประเด็นเรื่อง Data Center ดังนี้ครับ
1. Data Center จำเป็นและมีประโยชน์ แต่อย่าไปหวังสูงว่ามันคือเครื่องจักรเศรษฐกิจใหม่
ถ้ามองภาพกว้างมากๆ Data Center คือ "โรงงานสมัยใหม่" ที่กินไฟฟ้าเข้าไป แล้วผลิต "พลังประมวลผล" (compute) ออกมาให้ใช้งานกัน หากเทียบกับธุรกิจสมัยเก่าที่ใกล้เคียงที่สุด ก็คงเป็น "โรงไฟฟ้า" ที่นำเชื้อเพลิง (น้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซ) เข้าไปแล้วผลิตเป็นไฟฟ้าออกมา
ธุรกิจไฟฟ้า ประปา มีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า utility ซึ่ง Data Center ก็มองเป็นธุรกิจผลิต utility ได้เหมือนกัน พลังประมวลผลกำลังกลายเป็นสาธารณูปโภคของโลกสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล
ถ้าประเทศไทยไม่มี Data Center ของตัวเอง เราก็คงจำเป็นต้องไปซื้อพลังประมวลผลจากประเทศอื่น (เช่น สิงคโปร์) ซึ่งต้นทุนอาจแพงกว่า ต้องเปลืองค่าแบนด์วิดท์ข้อมูลข้ามประเทศ และคุณภาพอาจไม่ดีเท่า เช่น ค่า latency อาจช้ากว่าเพราะข้อมูลต้องเดินทางไกลขึ้น
ดังนั้น เราพูดได้เต็มปากว่า "Data Center จำเป็นและมีประโยชน์"
แต่ถ้าคิดจะเคลมว่า Data Center คือธุรกิจแห่งอนาคต หัวรถจักรพาเราไปสู่เศรษฐกิจใหม่ การมี Data Center จะทำให้ประเทศชาติรุ่งเรือง โกยเงินเข้าประเทศได้เป็นแสนๆ ล้านจนรวยไม่ไหว ก็ต้องบอกว่าคิดผิดเช่นกัน
โรงไฟฟ้าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่ แต่ถามว่ามีประเทศไหนร่ำรวยจากการผลิตโรงไฟฟ้า (เพียงอย่างเดียว) หรือไม่ คำตอบคือไม่มี เพราะเราไม่ได้รวยจากไฟฟ้าตรงๆ แต่เป็นการนำไฟฟ้าไปใช้ผลิตสินค้าอย่างอื่นต่างหาก
บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของโลก ไม่ว่าจะเป็น Google, Microsoft, Amazon, Facebook ต่างมี Data Center ของตัวเอง แต่บริษัทเหล่านี้ไม่ได้รวยมหาศาลจาก Data Center นะครับ เขาใช้ Data Center เป็นพื้นฐานไปสร้างบริการอื่นที่เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่า การมี Data Center ของตัวเองช่วยในเรื่องการลดต้นทุน การบริหารทรัพยากรได้ดีขึ้น ไม่ต้องยืมจมูกบริษัทอื่นหายใจ แต่ไม่ได้ช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น
เราเถียงกันมาเยอะเรื่อง Data Center ไม่ได้สร้างงานจำนวนมากๆ แถมยังแทบไม่มี local content แทบไม่มีชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศสักเท่าไร ประเทศไทยได้ประโยชน์จากค่าก่อสร้าง และค่าคนดูแลอีกเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นคนที่เคลมว่าประเทศจะร่ำรวยจาก Data Center อันนี้ก็ผิดเหมือนกัน
2. Data Center ไม่อันตราย แต่เป็นธุรกิจที่ต้องควบคุม (ซึ่งไทยไม่เคยควบคุม)
ประเด็นถัดมาซึ่งกำลังถกเถียงกันอย่างมากในช่วงนี้คือเรื่องผลกระทบจาก Data Center ซึ่งมีหลากหลายทั้งการบริโภคไฟฟ้ามหาศาล การใช้น้ำ การระบายความร้อน มลภาวะทางเสียง
ต้องอธิบายว่า ถ้าเราเทียบ Data Center กับโรงงานแบบดั้งเดิมที่ใช้สารเคมี ปล่อยก๊าซอันตราย ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของ Data Center น้อยกว่ากันมากนะครับ
Data Center ไม่ได้ปลดปล่อยก๊าซอะไรที่อันตราย ไม่ได้มีน้ำเสียไหลลงแม่น้ำ อาจมีเสียงพัดลมหรือเครื่องจักรดึงหึ่งๆ อยู่บ้าง อันที่เยอะหน่อยคือ กินไฟเยอะหน่อย และปล่อยความร้อนออกมาเยอะหน่อยเท่านั้น
ดังนั้น มุมมองที่บอกว่า "Data Center อันตราย" ก็คงต้องเถียงว่ามันไม่ได้อันตรายเท่ากับโรงงานเหล็กศูนย์เหรียญ โรงงานขยะอิเล็กทรอนิกส์ โรงขยะ ฯลฯ ไม่ต้องตกใจกันไปขนาดนั้น
แต่ครั้นจะบอกว่า "ปล่อยเสรี Data Center ไม่ต้องควบคุมเลย" มันก็ไม่ควรไปถึงขั้นนั้นเช่นกัน ผมเห็นด้วยว่าควรมีการกำกับดูแลในหลายมิติ เช่น ความปลอดภัย การใช้พลังงาน การใช้น้ำ การระบายความร้อน ผลกระทบต่อชุมชน ในลักษณะเดียวกับการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ของสิ่งปลูกสร้างประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้าหรือโรงงาน
ที่ผ่านมา ทางการไทยไม่เคยสนใจธุรกิจ Data Center เลย จึงไม่มีข้อบังคับให้ต้องทำ EIA แยกในหมวด Data Center เป็นพิเศษ จะเข้าข่ายกรณีต้องทำ EIA หากมีพื้นที่อาคารใหญ่เกินกำหนดเท่านั้น ตรงนี้กลายเป็นช่องว่าง loophole ทางกฎหมายขนาดใหญ่มาก ที่เราต้องช่วยกันรีบปิด
ผมคิดว่ามีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ต้องออกกฎเกณฑ์การทำ EIA ประเภท Data Center ให้ครอบคลุมผลกระทบในมิติข้างต้น และควรมีผลย้อนหลังกับ Data Center ที่สร้างเสร็จไปก่อนหน้าแล้วด้วย ถ้าผ่านมาตรฐานที่ควรพึงมีในระดับสากล ก็ทำธุรกิจต่อไปได้ตามปกติ
3. หมดเวลาที่ไทยควรให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ Data Center แต่ถึงเวลา Data Center ต้องแข่งกันเสนอประโยชน์ให้ไทย
อีกประเด็นที่อยากนำเสนอคือ เราเห็นข้อมูลของธุรกิจ Data Center จำนวนมากจากการขอสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนระดับหลายแสนล้านบาท ตัวเลขที่เยอะขนาดนี้ทำให้เรามักเอาไปเคลมว่า "ประเทศไทยดึงดูดการลงทุนได้มาก" จนเราละเลยรายละเอียดของไส้ใน
ต้องอธิบายกระบวนการพิจารณาของ BOI ว่ามอง Data Center อยู่ในธุรกิจ "ดิจิทัล" เช่นเดียวกับการทำซอฟต์แวร์หรือดิจิทัลคอนเทนต์ ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ประเทศไทยอยากส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน จึงประเคนสิทธิประโยชน์ต่างๆ (เช่น สิทธิการยกเว้นภาษี) ให้เป็นจำนวนมากเพื่อดึงดูดธุรกิจ "ดิจิทัล" ให้มาลงทุน
BOI คิดอย่างนั้นในตอนนั้นไม่ผิดนะครับ เพราะในอดีตมี Data Center ขอเข้ามาใช้สิทธิลงทุนในไทยไม่มากนัก การนำไปรวมกับหมวดดิจิทัลมันก็สมเหตุสมผล จะได้ไม่ต้องไปแยกหมวดยิบย่อยจนเกินไป
แต่เมื่อธุรกิจ Data Center แห่กันเข้ามาลงทุนอย่างถล่มทลายในปี 2568 กฎเกณฑ์ของ BOI ที่มองว่า Data Center เป็น "ธุรกิจที่อยากดึงดูดให้มาลงทุน" มันก็อาจจะล้าสมัยไปแล้วเช่นกัน
ผมคิดว่าตัวเลขของ Data Center ที่ขอสิทธิประโยชน์จาก BOI ในปี 68-69 มันเพิ่มขึ้นเยอะในระดับที่ว่า ประเทศไทยนั่งอยู่เฉยๆ ก็มีต่างชาติเข้ามาขอเปิด Data Center แล้ว ไม่จำเป็นต้องให้สิทธิประโยชน์อะไรเพิ่มอีกแล้ว กลไกตลาดมันทำงานของมันแล้ว (จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เช่น บางชาติหนีการกีดกันของ Donald Trump มาอยู่แถวนี้แทน)
สิ่งที่ประเทศไทยควรทำตอนนี้เลยคือ หยุดให้สิทธิประโยชน์ของ BOI ได้แล้ว แต่ควรทำกลับกัน คือ ถ้าบริษัทไหนอยากมาเปิด Data Center ในไทย ก็ควรต้องเสนอสิทธิประโยชน์กลับให้ไทยแทน (เช่น จ้างงานท้องถิ่นเยอะกว่า ช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมให้ชุมชน) แล้วไทยสามารถเลือกข้อเสนอที่ดีที่สุดได้ตามใจชอบ
หมดยุคที่เราต้องไปง้อเขา เขาต่างหากที่ต้องง้อเรา
ผมคิดว่ากรอบคิด 3 ข้อข้างต้น จะช่วยให้เรามองธุรกิจ Data Center แบบ realistic คือมองตามความเป็นจริง ไม่ได้มองว่ามันเป็นผู้ร้าย ไม่ได้มองว่าเป็นพระเอกขี่ม้าขาว แต่มองว่ามันคือพื้นฐานที่ต้องมีสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่ ควบคุมผลกระทบตามสมควร และไม่ต้องไปยื่นสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้อีกแล้ว
หลังจากนั้นเราจะได้เถียงกันน้อยลง หากทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันว่าธรรมชาติของธุรกิจ Data Center เป็นอย่างไร
สุดท้ายผมมีเรื่องอยากฝากไว้ข้อเดียว...
นั่นคือ...
ชาวนนทบุรีอย่าลืมออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งนายก อบจ วันที่ 20 กันยายน
อย่าลืมกาเดชรัต เบอร์ 4 จากพรรคประชาชนครับ
https://www.facebook.com/photo/?fbid=122122581669123449&set=a.122096740167123449
.....
(ขอเพิ่มเติม)
กรอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย (How to Decide?)
หากรัฐบาลหรือสังคมจะสร้างกรอบในการตัดสินใจ สามารถใช้ 4 ตัวชี้วัดสำคัญ (Decision Matrix) ต่อไปนี้ในการคัดกรอง:
1. ประสิทธิภาพการใช้พลังงานสะอาด (Green Energy & PUE Standard)
เกณฑ์: ไม่รับ Data Center ที่ใช้ไฟฟ้าจากก๊าซหรือถ่านหินเป็นหลัก ผู้ลงทุนต้องนำมาซึ่งสัญญาซื้อขายพลังงานสะอาด (PPA) หรือสร้างพลังงานหมุนเวียนใช้เอง
ตัวชี้วัด: ต้องกำหนดค่า PUE (Power Usage Effectiveness) ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน (เช่น ไม่เกิน 1.3 - 1.4) และสนับสนุนเทคโนโลยี Direct-to-Chip Cooling ที่ใช้น้ำน้อย
2. การประเมินผลกระทบต่อแหล่งน้ำท้องถิ่น (Water Stress Assessment)
เกณฑ์: ห้ามตั้งในพื้นที่ที่มีวิกฤตภัยแล้งหรือพื้นที่เกษตรกรรมสำคัญ
ตัวชี้วัด: ต้องใช้ระบบระบายความร้อนแบบวงปิด (Closed-loop) หรือใช้น้ำรีไซเคิลเท่านั้น ห้ามดึงน้ำใต้ดินหรือน้ำประปาสาธารณะในปริมาณที่กระทบชุมชน
3. คุณค่าต่อเศรษฐกิจต่อหน่วยพลังงาน (Value per MW Output)
เกณฑ์: ไม่ควรรับเฉพาะ "Data Storage Center" (ที่ทำหน้าที่แค่ฝากเก็บข้อมูลเฉยๆ) แต่ควรมุ่งเป้าไปที่ AI Infrastructure & Edge Computing ที่มีการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหรือเอกชนไทยในการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer)
4. โครงสร้างราคาไฟฟ้าและภาษี (Tax & Tariff Structure)
เกณฑ์: ต้องไม่ให้สิทธิประโยชน์ภาษีจนรัฐเสียประโยชน์ และต้องจัดทำระบบราคาไฟฟ้าเฉพาะกลุ่ม (Green Tariff) เพื่อไม่ให้ภาระต้นทุนพลังงานหมุนเวียนตกไปอยู่ในค่า FT ของประชาชนทั่วไป
ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องปฏิเสธการเป็น Hub ของ Data Center แต่ต้องเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้ให้สัมปทานทรัพยากรราคาถูก" ไปเป็น "ผู้กำหนดมาตรฐานสีเขียว" เพื่อให้การตั้ง Data Center เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจดิจิทัล โดยไม่ทิ้งภาระค่าไฟและสิ่งแวดล้อมไว้ให้คนในประเทศ
กรอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย (How to Decide?)
หากรัฐบาลหรือสังคมจะสร้างกรอบในการตัดสินใจ สามารถใช้ 4 ตัวชี้วัดสำคัญ (Decision Matrix) ต่อไปนี้ในการคัดกรอง:
1. ประสิทธิภาพการใช้พลังงานสะอาด (Green Energy & PUE Standard)
เกณฑ์: ไม่รับ Data Center ที่ใช้ไฟฟ้าจากก๊าซหรือถ่านหินเป็นหลัก ผู้ลงทุนต้องนำมาซึ่งสัญญาซื้อขายพลังงานสะอาด (PPA) หรือสร้างพลังงานหมุนเวียนใช้เอง
ตัวชี้วัด: ต้องกำหนดค่า PUE (Power Usage Effectiveness) ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน (เช่น ไม่เกิน 1.3 - 1.4) และสนับสนุนเทคโนโลยี Direct-to-Chip Cooling ที่ใช้น้ำน้อย
2. การประเมินผลกระทบต่อแหล่งน้ำท้องถิ่น (Water Stress Assessment)
เกณฑ์: ห้ามตั้งในพื้นที่ที่มีวิกฤตภัยแล้งหรือพื้นที่เกษตรกรรมสำคัญ
ตัวชี้วัด: ต้องใช้ระบบระบายความร้อนแบบวงปิด (Closed-loop) หรือใช้น้ำรีไซเคิลเท่านั้น ห้ามดึงน้ำใต้ดินหรือน้ำประปาสาธารณะในปริมาณที่กระทบชุมชน
3. คุณค่าต่อเศรษฐกิจต่อหน่วยพลังงาน (Value per MW Output)
เกณฑ์: ไม่ควรรับเฉพาะ "Data Storage Center" (ที่ทำหน้าที่แค่ฝากเก็บข้อมูลเฉยๆ) แต่ควรมุ่งเป้าไปที่ AI Infrastructure & Edge Computing ที่มีการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหรือเอกชนไทยในการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer)
4. โครงสร้างราคาไฟฟ้าและภาษี (Tax & Tariff Structure)
เกณฑ์: ต้องไม่ให้สิทธิประโยชน์ภาษีจนรัฐเสียประโยชน์ และต้องจัดทำระบบราคาไฟฟ้าเฉพาะกลุ่ม (Green Tariff) เพื่อไม่ให้ภาระต้นทุนพลังงานหมุนเวียนตกไปอยู่ในค่า FT ของประชาชนทั่วไป
ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องปฏิเสธการเป็น Hub ของ Data Center แต่ต้องเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้ให้สัมปทานทรัพยากรราคาถูก" ไปเป็น "ผู้กำหนดมาตรฐานสีเขียว" เพื่อให้การตั้ง Data Center เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจดิจิทัล โดยไม่ทิ้งภาระค่าไฟและสิ่งแวดล้อมไว้ให้คนในประเทศ