วันอาทิตย์, กันยายน 06, 2569

21 ปีผ่านไปของสนธิ ลิ้มทองกุล กลับมาทวงคืนประเทศไทยแต่จะไม่ “สู้เพื่อในหลวง” แล้ว

https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/28489528180687317

Thanapol Eawsakul 
18 hours ago
·
21 ปีผ่านไปของสนธิ ลิ้มทองกุล
กลับมาทวงคืนประเทศไทยแต่จะไม่ “สู้เพื่อในหลวง” แล้ว
……
ฟังรายการคุณสนธิ ลิ้มทองกุลที่อธิบายการแถลงข่าวในวันที่ในวันจันทร์ที่ 7 กันยายนเวลา 10 โมงที่บ้านพระอาทิตย์
อันนี้น่าสนใจ
ลั่นกลองรบ! 7 ก.ย.นี้
https://www.facebook.com/reel/2312530129151105
สนธิบอกว่านี่จะเป็นสถานที่เดิมเมื่อ 21 ปีที่แล้วที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวคุณสนธิ ลิ้มทองกุลการล้มระบอบทักษิณ
คลิปนี้ได้เอารูปเก่า ที่มีการสกรีนเสื้อ “เราจะสู้เพื่อในหลวง” มาประกอบด้วย
แต่น่าสนใจในการแถลงข่าวครั้งนี้ไม่ว่าในคลิปนี้และคลิปก่อนหน้า
สนธิพูดถึงเรื่องปัญหาการคอรัปชั่นของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ลากยาวหลายสิบปัญหา รวมทั้งปัญหาของการปล่อยให้ทุนเทาต่างชาติต่างชาติไม่ว่า
จีนเทา
พม่าเทา
อินเดียเทา
รัสเซียเทา
และที่ร้ายแรงสุดคือ ยิวเทา เข้ามายึดของประเทศ
ผมว่านี่น่าจะเป็นประเด็นหลัก ของสนธิ ลิ้มทองกุลการเคลื่อนไหวครั้งนี้
แต่ที่น่าสนใจตลอดการพูดของสนธิ ลิ้มทองกุลก็คือย้ำว่านี่จะเป้ฯการสุ้เพื่อทวงคืนประเทศไทย แต่ไม่มีการพูดถึงสถาบันกษัตริย์ที่จะต้องดูแลรักษาหรืออะไรเลย
ถ้าจะวิเคราะห์คือเมื่อ 21 ปีที่แล้ว สู้กับ ระบอบทักษิณ นั้นอธิบายได้ง่ายว่า ระบอบทักษิณคุกคามสถาบันฯอย่างไร
(และทั้งหมดอยู่ในรัชสมัยในหลวงรัชกาลที่ 9)
แต่ปัจจุบันคือสู้กับ “ระบอบสีน้ำเงิน” โดยมีอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นหัวหน้าของขบวนการอนุรักษ์นิยมไทย (โดยมีเนวิน ชิดชอบ คอยกำกับ)
นั้นจะบอกว่า ระบอบนี้คุกคามคุกคามสถาบันฯ อย่างไร ก็กะไรอยู่
ถ้าจะสรุปสั้น ๆ
สนธิเวอร์ชัน 2548
คือเวอร์ชั่นทวงคืนประเทศไทยและสู้เพื่อในหลวง
ส่วนสนธิเวอร์ชั่น 2569
ทวงคืนประเทศไทยล้วน ๆ โดยไม่มีประเด็นสถาบันกษัตริย์ เข้ามาเกี่ยวข้องเลย




.....


.....

ปรากฏการณ์ "สมาพันธพรรคบ้านใหญ่สีน้ำเงิน" เข้าควบคุมหรือขยายอิทธิพลเหนือกลไกรัฐราชการ (Bureaucratic State) จนเกิดแรงต้านจาก "เครือข่ายขวาพันลึก" (Deep State) และ "ชนชั้นกระฎุมพีนอกราชการ" (Non-bureaucratic Bourgeoisie / Urban Middle Class) สามารถวิเคราะห์ผ่านมิติรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์การเมืองไทยได้ดังนี้:

1. สมการอำนาจใหม่: การผงาดของบ้านใหญ่สีน้ำเงิน

สถาปนาอำนาจผ่านกลไกรัฐ: สมาพันธพรรคบ้านใหญ่สีน้ำเงินมิได้โตจากการสร้างกระแสอุดมการณ์ แต่เติบโตจากการกินลึกในกลไกบริหาร ราชการส่วนภูมิภาค และการปกครองท้องถิ่น (กระทรวงมหาดไทย/องคาพยพความมั่นคงเดิม)

การเปลี่ยนมือของทรัพยากร: เมื่อขั้วบ้านใหญ่เข้าควบคุมทรัพยากรรัฐ รัฐวิสาหกิจ และการจัดซื้อจัดจ้าง โครงข่ายผลประโยชน์ (Patronage Network) แบบดั้งเดิมที่เคยมั่งคั่งในยุคขวาพันลึกผูกขาด จึงถูกจัดสรรใหม่ไปสู่สายการเมืองเครือข่ายภูธร

2. สาเหตุความไม่พอใจของ "ขวาพันลึก"

สูญเสียการควบคุมกลไกความมั่นคงและงบประมาณ: ขวาพันลึกมองว่ากลุ่มบ้านใหญ่ใช้การเมืองจากการเลือกตั้งและอำนาจบริหารเข้ามา "เจาะไข่แดง" พื้นที่อำนาจที่เคยเป็นเอกสิทธิ์ของสถาบันราชการข้าราชการประจำ

ความระแวงเรื่องความจงรักภักดีและอุดมการณ์: แม้บ้านใหญ่สีน้ำเงินจะแสดงจุดยืนปกป้องสถาบันฯ แต่ในสายตาขวาพันลึก ตัวจริงของบ้านใหญ่คือ "นักการเมืองพาณิชย์นิยม" (Transactional Politicians) ที่พร้อมเปลี่ยนสีหรือแลกเปลี่ยนจุดยืนเพื่อผลประโยชน์มากกว่าอุดมการณ์อนุรักษนิยมบริสุทธิ์

3. ปฏิกิริยาของ "กระฎุมพีนอกราชการ" (ชนชั้นกลางและทุนเอกชน)

วิกฤตความไว้วางใจในธรรมาภิบาล: ชนชั้นกลางเมืองและกลุ่มทุนนอกระบบราชการรู้สึกว่า รัฐราชการภายใต้การนำของบ้านใหญ่เน้นการปันผลประโยชน์ทางนโยบาย (Rent-seeking) การฮั้วประมูล และระบบอุปถัมภ์ท้องถิ่น ซึ่งบั่นทอนประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจและกฎหมาย

แรงกดดันจากค่าครองชีพและโครงสร้าง: ชนชั้นกระฎุมพีรู้สึกถูกแซนวิช—ข้างบนถูกผูกขาดโดยทุนใหญ่/ขวาพันลึก ข้างล่างและระดับภูมิภาคถูกควบคุมโดยบ้านใหญ่สีน้ำเงิน ทำให้โอกาสการเติบโตทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมถูกบีบแคบลง