วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 28, 2569

ท่ามกลางกระแสความกังวลของชาวไทย ต่อกรณีที่ข้อมูลจากกล้องวงจรปิดในประเทศ อาจถูกเก็บไว้ในคลาวด์ของบริษัทต่างชาติ คุณสุขสดชื่น สุขสมจิตร (Thai PBS) สำรวจระบบของจีนในการติดตามและสอดแนมชาวต่างชาติจนทำให้การหลบซ่อนตัวแทบเป็นไปไม่ได้







https://x.com/ThaiPBS/status/2059670059212324963

ประเด็นที่คุณสุขสดชื่น สุขสมจิตร ได้สำรวจและรายงานผ่านรายการ ทันโลก กับ Thai PBS ได้ชี้ให้เห็นถึงความก้าวหน้าของระบบสอดแนมในประเทศจีน ซึ่งทำให้การติดตามและหลบซ่อนตัวในปัจจุบันแทบจะเป็นไปไม่ได้ [1]
สรุปประเด็นหลักของระบบการติดตามและสอดแนมในจีนมีดังนี้:

  • เครือข่ายกล้องวงจรปิดครอบคลุม (Mass Surveillance): จีนมีเครือข่ายกล้องวงจรปิดและเทคโนโลยีจดจำใบหน้าที่หนาแน่นที่สุดในโลก ทำให้ทุกการเคลื่อนไหวถูกบันทึกและวิเคราะห์แบบเรียลไทม์
  • การเชื่อมโยงข้อมูลแบบเบ็ดเสร็จ (Data Integration): ข้อมูลใบหน้า พฤติกรรมการใช้จ่าย ประวัติการเดินทาง และข้อมูลโทรศัพท์มือถือ จะถูกรวบรวมเข้าสู่ศูนย์กลางและผูกติดกับตัวบุคคล
  • การตรวจสอบชาวต่างชาติ: ระบบไม่ได้จำกัดแค่คนในประเทศ แต่ยังใช้ติดตามนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ หรือชาวต่างชาติที่เดินทางเข้า-ออกตั้งแต่จุดตรวจคนเข้าเมือง ไปจนถึงการเดินทางภายในประเทศด้วยระบบ AI ที่แม่นยำ
  • การควบคุมเบ็ดเสร็จ: การใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์พฤติกรรม ทำให้การหลบเลี่ยงสายตาของทางการจีนทำได้ยากมากในปัจจุบัน
การสำรวจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล และความกังวลของสังคมไทยที่ว่า หากข้อมูลจากกล้องวงจรปิดในประเทศไทยถูกส่งต่อไปยังเซิร์ฟเวอร์ (Cloud) ของบริษัทต่างชาติ อาจมีความเสี่ยงที่ข้อมูลจะถูกนำไปใช้ในลักษณะเดียวกันหรือนำไปสู่การละเมิดสิทธิส่วนบุคคลในอนาคต
.....

ระบอบสอดแนมจีน (ข้อมูลเพิ่มเติม)

ระบอบสอดแนมของจีน เป็นหนึ่งในเครือข่ายการควบคุมและติดตามประชากรที่ใหญ่ที่สุดและล้ำสมัยที่สุดในโลก โดยรัฐบาลปักกิ่งได้ผสมผสานอำนาจทางการเมืองเข้ากับเทคโนโลยีล้ำยุคเพื่อสร้างระบบที่สามารถจับตา ควบคุม และวิเคราะห์พฤติกรรมของพลเมืองได้อย่างเบ็ดเสร็จ

หากสรุปโครงสร้างและกลไกสำคัญของระบบนี้ จะแบ่งออกเป็นแกนหลัก ๆ ดังนี้:

1. โครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายกล้องวงจรปิด

จีนสร้างเครือข่ายสอดแนมทางกายภาพที่หนาแน่นที่สุดในโลกผ่านโครงการหลักสองโครงการ:

  • โครงการ Skynet (天网): เครือข่ายกล้องวงจรปิดในเขตเมืองที่เชื่อมต่อกับระบบ AI ปัจจุบันมีกล้องหลายร้อยล้านตัวทั่วประเทศ สามารถระบุอัตลักษณ์บุคคล ยานพาหนะ และพฤติกรรมได้แบบเรียลไทม์
  • โครงการ Sharp Eyes (雪亮工程): การขยายระบบสอดแนมเข้าสู่พื้นที่ชนบท โดยการเชื่อมต่อกล้องในหมู่บ้านเข้ากับศูนย์ควบคุมส่วนกลาง และอนุญาตให้เจ้าหน้าที่หรืออาสาสมัครในท้องถิ่นร่วมสอดส่องผ่านโทรทัศน์หรือสมาร์ทโฟนของตนเอง
2. เทคโนโลยีที่ใช้ในการควบคุม (Deep Tech Surveillance)

เทคโนโลยีที่จีนใช้ไม่ได้มีเพียงแค่การบันทึกภาพธรรมดา แต่ทำงานร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data):
  • ระบบจดจำใบหน้าและท่าทาง (Facial & Gait Recognition): สามารถระบุตัวตนบุคคลได้แม้จะสวมหน้ากากอนามัย หรือเดินหันหลัง โดยวิเคราะห์จากลักษณะการเดินและโครงสร้างร่างกาย
  • การเก็บข้อมูลทางชีวมิติ (Biometric Data): มีการเก็บรวบรวมข้อมูล DNA, ลายนิ้วมือ, ม่านตา และตัวอย่างเสียงของประชากรในวงกว้าง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งทางชาติพันธุ์และศาสนา เช่น ซินเจียง (Xinjiang) และทิเบต
  • ระบบตรวจสอบข้อมูลดิจิทัล (Integrated Joint Operations Platform - IJOP): ในบางพื้นที่ เช่น ซินเจียง มีการใช้ระบบ AI รวบรวมข้อมูลจากทุกมิติ ทั้งประวัติการเงิน การใช้แอปพลิเคชัน การใช้พลังงานไฟฟ้า และความสัมพันธ์ทางสังคม เพื่อประเมินความจงรักภักดีและ "ความเสี่ยง" ของบุคคลต่อความมั่นคงของรัฐ
3. กำแพงเมืองจีนกฎหมายและการควบคุมโลกไซเบอร์
  • The Great Firewall: ระบบเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตที่ปิดกั้นแพลตฟอร์มต่างชาติ (เช่น Google, YouTube, Meta, X) และควบคุมเนื้อหาภายในประเทศอย่างเข้มงวด
  • แอปพลิเคชันสารพัดประโยชน์ (Super Apps): แอปอย่าง WeChat และ Alipay กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แต่ในขณะเดียวกัน ข้อมูลการแชท การจับจ่ายซื้อของ และพิกัด GPS ทั้งหมดก็ถูกเชื่อมโยงและพร้อมที่จะถูกตรวจสอบโดยหน่วยงานรัฐบาลหากจำเป็น
4. ระบบสินเชื่อสังคม (Social Credit System)

แม้ว่าในทางปฏิบัติระบบนี้จะยังไม่ได้ถูกรวมศูนย์เป็นคะแนนเดียวสำหรับทุกคนทั่วประเทศอย่างที่ภาพยนตร์ไซไฟมักนำเสนอ แต่รัฐบาลจีนได้ใช้กลไกการ "ให้รางวัลและลงโทษ" นี้ในหลายภาคส่วน:
  • บุคคลที่กระทำความผิด (รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล หรือแม้แต่การเดินข้ามถนนในที่ห้ามข้าม) อาจถูกขึ้น "บัญชีดำ" (Blacklist)
  • ผลกระทบของการติดบัญชีดำรวมถึง การถูกห้ามซื้อตั๋วรถไฟความเร็วสูงหรือตั๋วเครื่องบิน, การจำกัดสิทธิ์ไม่ให้บุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนชั้นนำ หรือการถูกจำกัดโอกาสในการทำงานในหน่วยงานรัฐ
เป้าหมายสูงสุดของระบอบนี้คืออะไร?

นักวิเคราะห์ด้านภูมิรัฐศาสตร์และสิทธิมนุษยชนมองว่า ระบอบสอดแนมของจีนไม่ได้มีไว้เพื่อ "ปราบปรามอาชญากรรมทั่วไป" เท่านั้น แต่มีเป้าหมายหลัก 3 ประการ:

  1. ความมั่นคงของพรรคคอมมิวนิสต์ (Regime Survival): สกัดกั้นการรวมกลุ่ม การประท้วง หรือการเคลื่อนไหวทางการเมืองก่อนที่จะเกิดขึ้น (Preventive Policing)
  2. วิศวกรรมสังคม (Social Engineering): หล่อหลอมพฤติกรรมของประชาชนให้เป็นไปในทิศทางที่รัฐต้องการผ่านการควบคุมและกดดันทางสังคม
  3. การส่งออกเทคโนโลยี (Digital Authoritarianism): ปัจจุบันจีนเริ่มส่งออกโมเดลและเทคโนโลยีสอดแนมเหล่านี้ให้กับรัฐบาลอำนาจนิยมอื่น ๆ ทั่วโลก ซึ่งกลายเป็นประเด็นขัดแย้งหลักในเวทีการเมืองระหว่างประเทศและสิทธิมนุษยชนในปัจจุบัน