ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม P-move ·
5 hours ago
·
“พีมูฟ” กับ12 ปีรัฐประหาร จาก “ทวงคืนผืนป่า” ถึง “ลบโฉนดชุมชน” มรดกอำนาจ คสช.คงยังกดทับหัวใจสิทธิชุมชนของคนจนๆ
รัฐธรรมนูญ 2560 ยังไม่ถูกแก้ ขณะที่ “คทช.” เดินหน้ารวมศูนย์อำนาจเหนือที่ดิน นี่หาใช่เพียงปัญหาที่ดิน แต่คือการปฏิเสธการมีตัวตนของประชาชน
ครบรอบ 12 ปีรัฐประหาร 2557 ไม่เพียงทิ้งมรดกทางการเมืองอย่างรัฐธรรมนูญ 2560 หากยังทิ้งรอยบาดแผลและคราบน้ำตาต่อขบวนการประชาชน โดยเฉพาะการต่อสู้เรื่องสิทธิในที่ดินของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ พีมูฟ ที่ต้องเผชิญการคุกคามหลังนโยบาย “ทวงคืนผืนป่า” ในยุค คสช.ที่เปลี่ยนชาวบ้านให้กลายเป็นผู้บุกรุกในผืนดินที่พวกเขาอยู่อาศัยมาหลายชั่วอายุคน ก่อนที่ความหวังอย่าง “โฉนดชุมชน” จะถูกปิดฉากลงด้วยมติ ครม.ปี 2569
“12 ปีรัฐประหาร มรดกอำนาจที่ยังไม่สิ้นสุด”
วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ครบรอบ 12 ปีการรัฐประหาร พ.ศ. 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เหตุการณ์วันนั้นไม่เพียงโค่นล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้ง แต่ยังเปลี่ยนทิศทางโครงสร้างอำนาจครั้งใหญ่
รัฐธรรมนูญ 2550 ถูกฉีกทิ้ง สภาที่มาจากประชาชนถูกแทนที่ด้วยสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งแต่งตั้งโดย คสช.ก่อนจะนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าออกแบบมาเพื่อสืบทอดอำนาจ
แต่ภายใต้เงาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อีกหนึ่งมรดกสำคัญที่เกิดขึ้นพร้อมกัน คือการเปลี่ยนแนวทางจัดการทรัพยากรและที่ดินของประเทศ ผ่านนโยบาย “ทวงคืนผืนป่า” ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของขบวนการประชาชนที่ต่อสู้เรื่องสิทธิในที่ดินทั่วประเทศ
“เมื่อ ทวงคืนผืนป่า กลายเป็นสงครามกับคนจน”
หลังรัฐประหารไม่นาน คสช.ออกคำสั่ง 64/2557 และเดินหน้านโยบายทวงคืนผืนป่า อย่างเข้มข้น ภายใต้คำอธิบายเรื่องการจัดระเบียบทรัพยากรธรรมชาติและแก้ปัญหานายทุนรุกป่า แต่ในความเป็นจริง ผู้ที่ได้รับผลกระทบจำนวนมากกลับเป็นชาวบ้าน คนจนเมือง เกษตรกรรายย่อย รวมถึงชาวเล และกลุ่มชาติพันธุ์ พวกเขาคือ ชุมชนดั้งเดิมที่อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่มาก่อนการประกาศเขตป่า
“หลายชุมชนถูกดำเนินคดี
หลายครอบครัวถูกบังคับให้ออกจากพื้นที่”
สำหรับ “พีมูฟ” หรือขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม การเคลื่อนไหวหลังปี 2557 เต็มไปด้วยแรงกดดัน การเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อปักหลักชุมนุมเรียกร้องสิทธิต้องเผชิญด่านตรวจ การติดตาม และการคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ภาครัฐอ้างการอนุรักษ์ แต่ชาวบ้านจำนวนมากกลับรู้สึกว่า ตนเองกำลังถูกผลักให้กลายเป็นผู้บุกรุก ในแผ่นดินที่ใช้ชีวิตมาตลอดทั้งชีวิต
“จาก “โฉนดชุมชน” สู่ “คทช.” ความต่างที่ไม่ใช่แค่เทคนิค”
ก่อนรัฐประหาร แนวคิดโฉนดชุมชนเคยเป็นความหวังสำคัญของขบวนการประชาชน เพราะเป็นแนวทางจัดการที่ดินที่ยอมรับสิทธิของชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกัน
โฉนดชุมชนไม่ได้มองที่ดินเป็นเพียงเอกสารสิทธิรายบุคคล แต่คือการกระจายอำนาจให้คนในพื้นที่ร่วมกำหนดอนาคตของตัวเอง
แต่หลังปี 2557 แนวทางดังกล่าวถูกแทนที่ด้วย “คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ” หรือ “คทช.” แม้รัฐจะอธิบายว่า คทช.เป็นกลไกแก้ปัญหาที่ดินเช่นเดียวกัน แต่สำหรับเครือข่ายประชาชน ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ ใครเป็นเจ้าของอำนาจ เพราะในระบบ คทช. อำนาจยังถูกรวมศูนย์อยู่ที่รัฐส่วนกลาง ขณะที่ชุมชนมีสถานะเพียงผู้ขอใช้ประโยชน์ชั่วคราว ไม่ใช่ผู้กำหนดอนาคตของพื้นที่ตนเอง
นี่จึงไม่ใช่เพียงความต่างทางกฎหมายหรือเทคนิคการจัดการที่ดิน แต่คือความต่างทางอุดมการณ์ระหว่าง “สิทธิชุมชน” กับ “อำนาจรัฐรวมศูนย์”
วันที่ความหวังถูกลบออกจากระบบ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กระบวนการโฉนดชุมชนค่อย ๆ ถูกทำให้หยุดชะงัก หลายพื้นที่ถูกดึงเรื่อง หลายชุมชนไม่เคยได้รับการรับรองจริง
กระทั่งวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 คณะรัฐมนตรี มีมติยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยโฉนดชุมชน และเพียง 2 วันต่อมา การยกเลิกดังกล่าวถูกประกาศในราชกิจจานุเบกษา
รัฐบาลให้เหตุผลว่า ระเบียบดังกล่าวซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่แล้ว
แต่สำหรับเครือข่ายประชาชน สิ่งที่ถูกยกเลิกไม่ใช่เพียงระเบียบราชการฉบับหนึ่ง หากคือพื้นที่ทางการเมือง ที่ประชาชนใช้ต่อรองเรื่องสิทธิในที่ดินมายาวนาน
สำหรับรัฐ มันอาจเป็นเพียงเอกสารไม่กี่หน้า แต่สำหรับชาวบ้านจำนวนมาก มันคือการลบความหวัง ลบอนาคต และลบการมีตัวตนของผู้คนที่ต่อสู้มาตลอดชีวิต
“รัฐธรรมนูญ 2560 กับโครงสร้างอำนาจที่ยังปิดทางประชาชน”
ในวาระครบรอบ 12 ปีรัฐประหาร คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า ประเทศไทยจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ แต่คือ ประเทศนี้จะยอมรับหรือไม่ว่า “ประชาชน” ต้องมีสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง ทั้งทางการเมืองและทางทรัพยากร
เพราะตลอด 12 ปีที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้เพียงสร้างโครงสร้างสืบทอดอำนาจทางการเมือง แต่ยังรองรับระบบราชการรวมศูนย์ที่ทำให้เสียงของชุมชนอ่อนแอลงเรื่อย ๆ
แม้ประชาชนกว่า 21 ล้านเสียงในการทำประชามติปี 2569 จะเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่กระบวนการกลับหยุดชะงัก ท่ามกลางข้อวิจารณ์ว่ารัฐบาลกำลังปกป้องมรดกชิ้นสุดท้ายของคณะรัฐประหาร เช่นเดียวกับกรณีโฉนดชุมชน ที่ถูกลบหายไปจากระบบอย่างเงียบงัน
“คนจนจะต้องมานอนหน้าทำเนียบอีกกี่คืน”
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาพชาวบ้านจากต่างจังหวัดปักหลักชุมนุมริมถนนหน้าทำเนียบรัฐบาลกลายเป็นภาพซ้ำๆ วนๆ คงหลีกหนีไม่พ้น ที่พวกเขาต้องเดินทางมาเรียกร้องสิ่งเดิม ๆ เพื่อมาทวงสิทธิ์ ในสิทธิที่ดิน สิทธิในการอยู่อาศัย ทวงคืนความเป็นธรรม ทวงคืนสิทธิในการมีชีวิต อย่างมีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์
“อีกสักกี่ครั้งต้องมานอนข้างถนน อีกกี่คืนต้องใช้ชีวิตแลกกับคำว่า “สิทธิ” และอีกนานแค่ไหน ก่อนที่รัฐจะยอมรับเสียทีว่า พวกเขาก็เป็นเจ้าของประเทศนี้เช่นเดียวกัน”
เรื่อง : ศรายุทธ ฤทธิพิณ
ภาพประกอบ : จากพื้นที่ชุมชนโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ (สมาชิกเครือข่ายปฎิรูปที่ดินภาคอีสาน) ช่วงที่ทหารสนธิกำลังป่าไม้ ฝ่ายปกครอง เข้ามาปิดป้ายไล้รื้อชุมชน
5 hours ago
·
“พีมูฟ” กับ12 ปีรัฐประหาร จาก “ทวงคืนผืนป่า” ถึง “ลบโฉนดชุมชน” มรดกอำนาจ คสช.คงยังกดทับหัวใจสิทธิชุมชนของคนจนๆรัฐธรรมนูญ 2560 ยังไม่ถูกแก้ ขณะที่ “คทช.” เดินหน้ารวมศูนย์อำนาจเหนือที่ดิน นี่หาใช่เพียงปัญหาที่ดิน แต่คือการปฏิเสธการมีตัวตนของประชาชน
ครบรอบ 12 ปีรัฐประหาร 2557 ไม่เพียงทิ้งมรดกทางการเมืองอย่างรัฐธรรมนูญ 2560 หากยังทิ้งรอยบาดแผลและคราบน้ำตาต่อขบวนการประชาชน โดยเฉพาะการต่อสู้เรื่องสิทธิในที่ดินของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ พีมูฟ ที่ต้องเผชิญการคุกคามหลังนโยบาย “ทวงคืนผืนป่า” ในยุค คสช.ที่เปลี่ยนชาวบ้านให้กลายเป็นผู้บุกรุกในผืนดินที่พวกเขาอยู่อาศัยมาหลายชั่วอายุคน ก่อนที่ความหวังอย่าง “โฉนดชุมชน” จะถูกปิดฉากลงด้วยมติ ครม.ปี 2569
“12 ปีรัฐประหาร มรดกอำนาจที่ยังไม่สิ้นสุด”วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ครบรอบ 12 ปีการรัฐประหาร พ.ศ. 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เหตุการณ์วันนั้นไม่เพียงโค่นล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้ง แต่ยังเปลี่ยนทิศทางโครงสร้างอำนาจครั้งใหญ่
รัฐธรรมนูญ 2550 ถูกฉีกทิ้ง สภาที่มาจากประชาชนถูกแทนที่ด้วยสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งแต่งตั้งโดย คสช.ก่อนจะนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าออกแบบมาเพื่อสืบทอดอำนาจ
แต่ภายใต้เงาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อีกหนึ่งมรดกสำคัญที่เกิดขึ้นพร้อมกัน คือการเปลี่ยนแนวทางจัดการทรัพยากรและที่ดินของประเทศ ผ่านนโยบาย “ทวงคืนผืนป่า” ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของขบวนการประชาชนที่ต่อสู้เรื่องสิทธิในที่ดินทั่วประเทศ
“เมื่อ ทวงคืนผืนป่า กลายเป็นสงครามกับคนจน”หลังรัฐประหารไม่นาน คสช.ออกคำสั่ง 64/2557 และเดินหน้านโยบายทวงคืนผืนป่า อย่างเข้มข้น ภายใต้คำอธิบายเรื่องการจัดระเบียบทรัพยากรธรรมชาติและแก้ปัญหานายทุนรุกป่า แต่ในความเป็นจริง ผู้ที่ได้รับผลกระทบจำนวนมากกลับเป็นชาวบ้าน คนจนเมือง เกษตรกรรายย่อย รวมถึงชาวเล และกลุ่มชาติพันธุ์ พวกเขาคือ ชุมชนดั้งเดิมที่อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่มาก่อนการประกาศเขตป่า
“หลายชุมชนถูกดำเนินคดีหลายครอบครัวถูกบังคับให้ออกจากพื้นที่”
สำหรับ “พีมูฟ” หรือขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม การเคลื่อนไหวหลังปี 2557 เต็มไปด้วยแรงกดดัน การเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อปักหลักชุมนุมเรียกร้องสิทธิต้องเผชิญด่านตรวจ การติดตาม และการคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ภาครัฐอ้างการอนุรักษ์ แต่ชาวบ้านจำนวนมากกลับรู้สึกว่า ตนเองกำลังถูกผลักให้กลายเป็นผู้บุกรุก ในแผ่นดินที่ใช้ชีวิตมาตลอดทั้งชีวิต
“จาก “โฉนดชุมชน” สู่ “คทช.” ความต่างที่ไม่ใช่แค่เทคนิค”ก่อนรัฐประหาร แนวคิดโฉนดชุมชนเคยเป็นความหวังสำคัญของขบวนการประชาชน เพราะเป็นแนวทางจัดการที่ดินที่ยอมรับสิทธิของชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกัน
โฉนดชุมชนไม่ได้มองที่ดินเป็นเพียงเอกสารสิทธิรายบุคคล แต่คือการกระจายอำนาจให้คนในพื้นที่ร่วมกำหนดอนาคตของตัวเอง
แต่หลังปี 2557 แนวทางดังกล่าวถูกแทนที่ด้วย “คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ” หรือ “คทช.” แม้รัฐจะอธิบายว่า คทช.เป็นกลไกแก้ปัญหาที่ดินเช่นเดียวกัน แต่สำหรับเครือข่ายประชาชน ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ ใครเป็นเจ้าของอำนาจ เพราะในระบบ คทช. อำนาจยังถูกรวมศูนย์อยู่ที่รัฐส่วนกลาง ขณะที่ชุมชนมีสถานะเพียงผู้ขอใช้ประโยชน์ชั่วคราว ไม่ใช่ผู้กำหนดอนาคตของพื้นที่ตนเอง
นี่จึงไม่ใช่เพียงความต่างทางกฎหมายหรือเทคนิคการจัดการที่ดิน แต่คือความต่างทางอุดมการณ์ระหว่าง “สิทธิชุมชน” กับ “อำนาจรัฐรวมศูนย์”
วันที่ความหวังถูกลบออกจากระบบตลอดหลายปีที่ผ่านมา กระบวนการโฉนดชุมชนค่อย ๆ ถูกทำให้หยุดชะงัก หลายพื้นที่ถูกดึงเรื่อง หลายชุมชนไม่เคยได้รับการรับรองจริง
กระทั่งวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 คณะรัฐมนตรี มีมติยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยโฉนดชุมชน และเพียง 2 วันต่อมา การยกเลิกดังกล่าวถูกประกาศในราชกิจจานุเบกษา
รัฐบาลให้เหตุผลว่า ระเบียบดังกล่าวซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่แล้ว
แต่สำหรับเครือข่ายประชาชน สิ่งที่ถูกยกเลิกไม่ใช่เพียงระเบียบราชการฉบับหนึ่ง หากคือพื้นที่ทางการเมือง ที่ประชาชนใช้ต่อรองเรื่องสิทธิในที่ดินมายาวนาน
สำหรับรัฐ มันอาจเป็นเพียงเอกสารไม่กี่หน้า แต่สำหรับชาวบ้านจำนวนมาก มันคือการลบความหวัง ลบอนาคต และลบการมีตัวตนของผู้คนที่ต่อสู้มาตลอดชีวิต
“รัฐธรรมนูญ 2560 กับโครงสร้างอำนาจที่ยังปิดทางประชาชน”ในวาระครบรอบ 12 ปีรัฐประหาร คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า ประเทศไทยจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ แต่คือ ประเทศนี้จะยอมรับหรือไม่ว่า “ประชาชน” ต้องมีสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง ทั้งทางการเมืองและทางทรัพยากร
เพราะตลอด 12 ปีที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้เพียงสร้างโครงสร้างสืบทอดอำนาจทางการเมือง แต่ยังรองรับระบบราชการรวมศูนย์ที่ทำให้เสียงของชุมชนอ่อนแอลงเรื่อย ๆ
แม้ประชาชนกว่า 21 ล้านเสียงในการทำประชามติปี 2569 จะเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่กระบวนการกลับหยุดชะงัก ท่ามกลางข้อวิจารณ์ว่ารัฐบาลกำลังปกป้องมรดกชิ้นสุดท้ายของคณะรัฐประหาร เช่นเดียวกับกรณีโฉนดชุมชน ที่ถูกลบหายไปจากระบบอย่างเงียบงัน
“คนจนจะต้องมานอนหน้าทำเนียบอีกกี่คืน”ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาพชาวบ้านจากต่างจังหวัดปักหลักชุมนุมริมถนนหน้าทำเนียบรัฐบาลกลายเป็นภาพซ้ำๆ วนๆ คงหลีกหนีไม่พ้น ที่พวกเขาต้องเดินทางมาเรียกร้องสิ่งเดิม ๆ เพื่อมาทวงสิทธิ์ ในสิทธิที่ดิน สิทธิในการอยู่อาศัย ทวงคืนความเป็นธรรม ทวงคืนสิทธิในการมีชีวิต อย่างมีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์
“อีกสักกี่ครั้งต้องมานอนข้างถนน อีกกี่คืนต้องใช้ชีวิตแลกกับคำว่า “สิทธิ” และอีกนานแค่ไหน ก่อนที่รัฐจะยอมรับเสียทีว่า พวกเขาก็เป็นเจ้าของประเทศนี้เช่นเดียวกัน”
เรื่อง : ศรายุทธ ฤทธิพิณ
ภาพประกอบ : จากพื้นที่ชุมชนโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ (สมาชิกเครือข่ายปฎิรูปที่ดินภาคอีสาน) ช่วงที่ทหารสนธิกำลังป่าไม้ ฝ่ายปกครอง เข้ามาปิดป้ายไล้รื้อชุมชน