ขณะที่นายกฯ กำลังระเริงกับสกิล ‘ชิวหาระรัว’ กระดกลิ้นชื่นชมความเป็น ‘นักเลง’ ของรัฐมนตรีในทีม แล้วบิดว่าผู้มีอิทธิพล “เป็นที่พึ่งพิงของคนได้” เจาะจงที่ สุชาติ ชมกลิ่น “เป็นคนใช้ได้” แต่บางทีพูดผิดเวลาไปนิดหน่อยเท่านั้น
หรือกรณีผู้นำฝ่ายค้านติงองคมนตรีขึ้นไปนั่งแท่นสูงลิบ เรียงหน้าทั้งคณะ ๙ คนว่าราชการกำกับการประชุมปัญหาภัยแล้ง นั่นเกินรัฐธรรมนูญไปหน่อยนะ ก็มีการศอกกลับว่า โฮ้ย พวกเขาทำอย่างนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ โน่นแล้ว
มีนักข่าวชงถาม “แสดงความเห็นแบบนี้จะสุ่มเสี่ยงกระทบข้อกฎหมายมั้ย” หัวหน้าเท้ง พรรคประชาชนตอบเด็ดเดี่ยว “การเข้ามาทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนฯ ถ้าเห็นอะไรไม่ถูกต้องก็มีหน้าที่ส่งเสียงเรียกร้อง ถึงแม้ตัวเองจะมีความเสี่ยง
แต่การเอาความเสี่ยงของตัวเองมาปิดปากตัวเองไม่ให้พูด น่าจะทำให้ประชาชนผิดหวังในการทำหน้าที่ของเรา” แล้วบอกด้วยว่า ก็รู้ละทำกันมาตั้งแต่ปี ๖๐ ซึ่งตอนนั้นยุค คสช.ที่อาจไม่ได้ใส่ใจอะไรกับหลักการประชาธิปไตย ทั้งที่มีกษัตริย์เป็นประมุข
“แต่อนุทินไม่เข้าใจนี่ถือว่าล้มเหลว ถ้าอะไรที่มันผิดอยู่แล้วมาตั้งแต่อดีตก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะทำต่อไป” อืม เขาพูดอย่างซื่อตรงกับหน้าที่การงาน ไม่ได้ ‘ปากหวานก้นเปรี้ยว’ อย่างหัวหน้ารัฐบาล แล้วเรื่องซื่อตรงกับงาน มันก็มีให้เห็นตลอด
เมื่อวาน สส.สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์ ออกมาทวงถามถึงคดีฮั้วประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม “รัฐมนตรีทราบเรื่องนี้หรือยัง ตอนนี้มีคดีอาญา ม.๑๕๗ ปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติโดยมิชอบ” อยู่ที่ศาลอาญาคดีทุจริตกลาง ตามหลักปฏิบัติต้องสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่
“จึงต้องทวงถามจากท่านนายก ตามหลัก ‘ปิดชื่อถือพฤติกรรม’ ว่ารัฐมนตรีจะกล้าทำโดยไม่สนว่าเด็กใครหรือไม่” เพราะส่วนต่างระหว่างการเปิดประมูลครั้งแรกกับครั้งที่สองซึ่งลงเอย มากกว่ากันเกือบ ๗ หมื่นล้าน เป็นค่าเสียหายเพราะเจ้าหน้าที่เปลี่ยนเงื่อนไขก่อนยื่นซอง
อีกเรื่อง ฉลองการทำงานนัดแรกของกรรมาธิการติดตามงบประมาณ ที่มี รักชนก ศรีนอก เป็นประธาน พบว่าในงบฯ ปี ๖๙ นั้น กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม “มีเงินเพื่ออุดหนุนให้ไปทำโครงการต่างๆ สูงถึง ๗,๙๐๖.๘๒ ล้านบาท”
เงินก้อนนี้ “ไม่ได้อยู่ในการพิจารณาอนุมัติโดยสำนักงบประมาณหรือรัฐบาลโดยตรง ไม่ได้ผ่านสภาใดๆ ทั้ง สส.และ สว. เพราะเป็นเงินตาม พ.ร.บ.เฉพาะของหน่วยงานตนเอง” เรียกกันว่า ‘เงินนอกงบประมาณ’ ที่บางครั้ง “มากกว่า ‘งบประมาณแผ่นดิน’ ด้วยซ้ำ”
ยิ่งกว่านั้น การอนุมัติเงิน “ไม่จำเป็นต้องผ่าน ครม.เลยแม้แต่น้อย” เพียงแค่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งสำหรับเคาะเท่านั้น ทั้งที่มูลค่าเกิน ๑ พันล้านบาท อย่างเช่นโครงการ “ทำ Generative AI ให้คนไทย ๕ ล้านคนใช้ฟรี ๑ ปี” มูลค่า ๑,๖๐๐ ล้านบาท
(https://x.com/NatapholTo/status/2057453044493922371, https://x.com/PPLEThai/status/2057413731462812125 และ https://www.matichon.co.th/politics/news_5727913)
