วันศุกร์, พฤษภาคม 22, 2569

บทความวิเคราะห์จาก Foreign Policy ทำไมยูเครนและรัสเซียเริ่มไม่พอใจกับความพยายามของวอชิงตันในการไกล่เกลี่ยยุติสงคราม ส่งผลให้ทั้งสองประเทศต้องมองหาทางออกที่นอกเหนือจากสหรัฐฯ


https://foreignpolicy.com/2026/05/20/ukraine-russia-war-negotiations-trump-europe/

บทวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศฉบับวันที่ 20 พฤษภาคม 2026 โดยแซม สโคฟ เรื่อง "ยูเครนและรัสเซียเริ่มไม่พอใจกับการเจรจาของสหรัฐฯ" เน้นย้ำถึงทางตันที่เพิ่มขึ้นในความพยายามของวอชิงตันในการไกล่เกลี่ยยุติสงคราม แม้จะมีการผลักดันทางการทูตอย่างเข้มข้น แต่ทั้งมอสโกและเคียฟต่างรู้สึกไม่พอใจกับสหรัฐฯ ในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยมากขึ้นเรื่อยๆ และกำลังมองหาทางเลือกอื่นๆ อย่างแข็งขัน

ต่อไปนี้คือรายละเอียดของประเด็นหลัก จุดที่ติดขัด และการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ที่ระบุไว้ในบทความ:

1. บทบาทการไกล่เกลี่ยของสหรัฐฯ ที่เริ่มจางหายไป

แรงผลักดันที่ลดลง: พลังเริ่มต้นที่อยู่รอบๆ รูปแบบการไกล่เกลี่ยที่สหรัฐฯ เป็นผู้ริเริ่ม เช่น การประชุมไตรภาคีครั้งแรกๆ ในอาบูดาบี และการประชุมสุดยอดที่เข้มข้นในเจนีวาในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ได้หยุดชะงักลงแล้ว แม้ว่าวอชิงตันจะประสบความสำเร็จในการผลักดันให้มีการหยุดยิงชั่วคราวในช่วงสั้นๆ ระหว่างวันที่ 9-11 พฤษภาคม (ซึ่งส่งผลให้มีการแลกเปลี่ยนนักโทษ 205 คนในวันที่ 15 พฤษภาคม) แต่โครงสร้างทางการเมืองที่กว้างขึ้นเพื่อสันติภาพได้พังทลายลงไปแล้ว

ความไม่ลงรอยกันของ "ข้อตกลงแองเคอเรจ": เจ้าหน้าที่รัสเซีย โดยเฉพาะรัฐมนตรีต่างประเทศ เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ ได้กล่าวหาอย่างเปิดเผยว่ารัฐบาลทรัมป์กำลังถอยหลังจากการเจรจาเบื้องต้นที่ตกลงกันอย่างหลวมๆ ในระหว่างการประชุมสุดยอดรัสเซีย-สหรัฐฯ ปี 2025 (ที่เรียกว่า "จิตวิญญาณแห่งแองเคอเรจ") มอสโกเชื่อว่าสหรัฐฯ กำลังพยายามบีบคั้นให้ยูเครนยอมรับข้อเสนอที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในสมรภูมิรบปัจจุบัน

ความไม่ไว้วางใจของเคียฟ: ยูเครนมองว่ารูปแบบการเจรจาของสหรัฐฯ เป็นแบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์มากเกินไป และเกรงว่าวอชิงตันจะยอมเสียสละบูรณภาพดินแดนของยูเครนเพื่อชัยชนะทางการทูตอย่างรวดเร็วก่อนถึงกำหนดเส้นตายของสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายน 2026

2. ข้อบกพร่องหลักในข้อเสนอของสหรัฐฯ

บทความนี้เน้นย้ำถึงข้อเสนอเฉพาะของสหรัฐฯ ที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่พอใจ:

เขตกันชนดอนบาส: สหรัฐฯ เสนอแผนการจัดตั้งเขตกันชนปลอดอาวุธและตลาดเสรีในพื้นที่ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของจังหวัดโดเนตสก์ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซีย ทั้งสองฝ่ายต่างปฏิเสธข้อเสนอนี้: เคียฟมองว่าเป็นการเปิดทางให้ความขัดแย้งที่หยุดชะงักและเป็นการละเมิดอธิปไตย ขณะที่มอสโกมองว่าเป็นเขตปกครองตนเองของชาติตะวันตกที่สร้างขึ้นอย่างไม่เป็นธรรมชาติอยู่หน้าพรมแดนของตน

ความล้มเหลวของกลยุทธ์ "แครอทและไม้เรียว": รัฐบาลพยายามใช้มาตรการทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล เช่น การเสนอยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่เข้มงวด และแม้กระทั่งการเสนอโครงการร่วมทุนเชิงพาณิชย์มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์กับรัสเซีย อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์เหล่านี้ล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการลดท่าทีการเจรจาที่แข็งกร้าวของวลาดิมีร์ ปูติน เกี่ยวกับการจัดแนวทางการเมืองและการทหารของยูเครน

3. สิ่งรบกวนทางภูมิรัฐศาสตร์และการหันไปหาประเทศมหาอำนาจระดับกลาง

เงาของอิหร่าน: ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การต่อรองทางการทูตของสหรัฐฯ ในยุโรปลดลง คือการที่วอชิงตันเข้าไปพัวพันอย่างลึกซึ้งในตะวันออกกลาง ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน และวิกฤตความมั่นคงทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซที่เกิดขึ้น ได้เบี่ยงเบนทรัพยากรและพลังงานทางการทูตของทำเนียบขาวออกจากเวทียุโรป

การประเมินทางเลือกอื่น: เมื่อตระหนักว่าวอชิงตันไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะเป็นตัวกลางในการเจรจาข้อตกลงที่ตอบสนองความต้องการพื้นฐานในการอยู่รอดของพวกเขา ทั้งยูเครนและรัสเซียจึงเปลี่ยนจุดสนใจไปสู่ผู้มีอำนาจระดับโลกรายอื่น ๆ เคียฟกำลังพึ่งพา "โครงสร้างทางกฎหมายและการทูตแบบกระจายอำนาจ" ของพันธมิตรยุโรปและศาลระหว่างประเทศอย่างหนัก เพื่อรักษาอำนาจต่อรองในระยะยาว ในขณะเดียวกัน ทั้งสองประเทศต่างมองหาประเทศมหาอำนาจระดับกลางที่กำลังเติบโตและช่องทางการทูตที่ไม่ใช่ตะวันตก (เช่น ปักกิ่ง) เพื่อปกป้องเป้าหมายด้านการค้า ความมั่นคง และดินแดนของตน

สรุป: การวิเคราะห์ของสโกฟแสดงให้เห็นภาพนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่มุ่งเน้นแต่ผลประโยชน์ส่วนตัวกำลังเผชิญกับทางตัน โดยการปฏิบัติต่อสงครามที่มีอุดมการณ์และเป้าหมายที่สำคัญยิ่งราวกับเป็นข้อตกลงทางธุรกิจที่จะต้องยุติภายในกำหนดเวลา วอชิงตันได้ทำให้ทั้งฝ่ายรุกรานและฝ่ายป้องกันรู้สึกผิดหวังไปพร้อมๆ กัน ส่งผลให้ทั้งสองประเทศต้องมองหาทางออกที่นอกเหนือจากสหรัฐฯ