วันอังคาร, พฤษภาคม 26, 2569

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อยากให้ ประเทศต่างๆ รวมถึงซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ อียิปต์ ตุรกี และปากีสถาน ควรลงนามในข้อตกลงอับราฮัม และฟื้นฟูความสัมพันธ์กับอิสราเอล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่กว้างขึ้นเพื่อยุติสงครามกับอิหร่าน ข้อตกลงนี้มีความเป็นมาอย่างไร และ จะเป็นจริงได้แค่ไหน







https://x.com/AJEnglish/status/2058958210250199484
.....

จากมุมมองและบทวิเคราะห์ของ คิมเบอร์ลี ฮัลเก็ตต์ (Kimberley Halkett) ผู้สื่อข่าวของอัลจาซีรา (Al Jazeera) ประจำทำเนียบขาว สามารถสรุปและอธิบายเจตนา รวมถึงความเป็นไปได้ของข้อเสนอจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ดังนี้ครับ:

1. เป้าหมายสูงสุด: "ความตกลงครั้งใหญ่" (The Grand Bargain)

ข้อเสนอของทรัมป์ไม่ใช่แค่การขยายพันธมิตรธรรมดา แต่เป็นการพยายามสร้าง สถาปัตยกรรมความมั่นคงใหม่ในตะวันออกกลาง โดยใช้ข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) เป็นฐาน แล้วดึงประเทศมหาอำนาจระดับภูมิภาคอย่างซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถานเข้ามา เพื่อบีบให้เกิดการยุติความขัดแย้งกับอิหร่านจากตำแหน่งที่สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปรียบ

2. ความท้าทายในมุมมองของแต่ละประเทศ

ฮัลเก็ตต์สะท้อนว่า การจะดึงประเทศเหล่านี้มาร่วมโต๊ะไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากแต่ละประเทศมีเงื่อนไขและจุดยืนที่ซับซ้อน:

  • ซาอุดีอาระเบีย: แม้จะเคยมีแนวโน้มที่ดี แต่ริยาดมุ่งมั่นชัดเจนว่าจะ ไม่มีการปรับความสัมพันธ์กับอิสราเอลอย่างเป็นทางการ หากไม่มีการตั้งรัฐปาเลสไตน์ที่แยกเป็นอิสระ ซึ่งจุดนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลอิสราเอลชุดปัจจุบันยังปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง
  • ตุรกี: ภายใต้การนำของประธานาธิบดีตัยยิบ แอร์โดอัน ตุรกีวางตัวเป็นผู้สนับสนุนหลักของกลุ่มฮามาสและวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลอย่างรุนแรง การจะให้ตุรกีหันมาเซ็นสัญญาจับมือกับอิสราเอลในเวลานี้จึงเป็นไปได้ยากมากในทางแต่งงานการเมือง
  • กาตาร์: ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างฮามาสและอิสราเอลมาตลอด การเลือกข้างอย่างสุดตัวอาจทำให้กาตาร์สูญเสียบทบาท "ทูตคนกลาง" ที่เป็นจุดแข็งของตนเองไป
  • ปากีสถาน: เป็นประเทศมุสลิมสายไหมที่มีประชากรจำนวนมาก และมีจุดยืนต่อต้านการรับรองสถานะของอิสราเอลมาอย่างยาวนานเพื่อความมั่นคงภายในประเทศและคะแนนนิยมทางการเมือง
3. นัยยะทางการเมืองและการทูตแบบ "ทรัมป์"

การวิเคราะห์ระบุว่านี่คือกลยุทธ์สไตล์ "Art of the Deal" ของทรัมป์:

การกดดันด้วยมติมหาชนและการสร้างกรอบเจรจาใหม่: ทรัมป์มักจะโยนข้อเสนอขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ลงมาก่อน เพื่อสร้างแรงกดดันต่อคู่เจรจา และเปลี่ยนจุดสนใจจากการสู้รบในสมรภูมิ มาเป็นการแข่งขันในพื้นที่การทูตแทน

โดยสรุป: แม้ว่าข้อเสนอชิ้นนี้จะฟังดูเป็นแผนการสร้างสันติภาพที่ยิ่งใหญ่ แต่ในทางปฏิบัติ (ตามการวิเคราะห์ของอัลจาซีรา) ถือว่ามีอุปสรรคขวางกั้นอยู่มหาศาล เพราะตราบใดที่ "ประเด็นปาเลสไตน์" ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ประเทศมุสลิมชั้นนำเหล่านี้ก็ยากที่จะยอมแลกต้นทุนทางการเมืองเพื่อร่วมลงนามในข้อตกลงดังกล่าว

ความเป็นมาของ ข้อตกลงอับราฮัม

ข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) คือชุดข้อตกลงทางการทูตครั้งประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในปี 2020 (พ.ศ. 2563) เพื่อ ปรับความสัมพันธ์ทางการทูตให้เป็นปกติ (Normalization) ระหว่าง อิสราเอล กับ กลุ่มประเทศอาหรับ/มุสลิม โดยมีสหรัฐอเมริกาภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (ในสมัยแรก) เป็นผู้ไกล่เกลี่ยและผลักดัน

ข้อตกลงนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของภูมิภาคตะวันออกกลางในรอบกว่า 25 ปี นับตั้งแต่ที่อิสราเอลเคยทำสนธิสัญญาสันติภาพกับอียิปต์ (ปี 1979) และจอร์แดน (ปี 1994)

ความเป็นมาและเบื้องหลังที่นำไปสู่ข้อตกลงนี้ สามารถแบ่งออกเป็นประเด็นสำคัญได้ดังนี้:

1. ที่มาของชื่อ "อับราฮัม"

เหตุผลที่ใช้ชื่อว่า "อับราฮัม" เนื่องจาก "ศาสดาอับราฮัม" (หรือนบีอิบราฮิมในศาสนาอิสลาม) เป็นบุคคลสำคัญที่เป็นต้นกำเนิดและรากเหง้าของ 3 ศาสนาเอกเทวนิยมหลักของโลก ได้แก่ ศาสนาฮิว (ยิว), ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม การใช้ชื่อนี้จึงเป็นสัญลักษณ์เชิงวัฒนธรรมเพื่อสื่อถึงการหันหน้าเข้าหากันของพี่น้องที่มีบรรพบุรุษร่วมกัน และเพื่อลดทอนความขัดแย้งทางศาสนา

2. ลำดับเหตุการณ์และประเทศที่ร่วมลงนาม

กระบวนการนี้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2020 ณ ทำเนียบขาว สหรัฐอเมริกา โดยมีการลงนามร่วมกันระหว่าง:
  1. อิสราเอล
  2. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) (ประเทศแรกในกลุ่มอ่าวเปอร์เซียที่ยอมรับอิสราเอล)
  3. บาห์เรน
ต่อมาในเวลาไล่เลี่ยกัน มีอีก 2 ประเทศที่เข้าร่วมลงนามในกรอบข้อตกลงนี้:
  • ซูดาน (ลงนามตุลาคม 2020)
  • โมร็อกโก (ลงนามธันวาคม 2020)
3. ปัจจัยและแรงจูงใจเบื้องหลัง (ทำไมถึงเกิดขึ้น?)

การฉีกตำราการทูตตะวันออกกลางแบบเดิมๆ นี้ เกิดจากผลประโยชน์ร่วมกันของ 3 ฝ่ายหลัก:

  • การคานอำนาจกับ "อิหร่าน" (Shared Threat): นี่คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด ทั้งอิสราเอลและกลุ่มประเทศอาหรับนิกายสุหนี่ (เช่น UAE และบาห์เรน) ต่างมองว่า อิหร่าน (นิกายชีอะฮ์) และกลุ่มตัวแทน (Proxies) เป็นภัยคุกคามร่วมกัน ความกลัวต่อการขยายอิทธิพลและโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ทำให้ศัตรูเก่าอย่างอิสราเอลและชาติอาหรับหันมาจับมือกันในทางความมั่นคงและการทหาร
  • กลยุทธ์ "Outside-In" ของสหรัฐฯ: ในอดีต โลกมองว่า "ชาติอาหรับจะจับมือกับอิสราเอลได้ ก็ต่อเมื่อปัญหาปาเลสไตน์ได้รับการแก้ไขแล้วเท่านั้น" แต่รัฐบาลทรัมป์เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ โดยมองว่าควรให้ชาติอาหรับรอบนอกหันมาคืนดีกับอิสราเอลก่อน (Outside) แล้วค่อยใช้พลังนั้นมากดดันให้เกิดสันติภาพกับปาเลสไตน์ทีหลัง (In)
  • ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี: สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรนต้องการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง ระบบความปลอดภัย และนวัตกรรมทางการแพทย์/การเกษตรของอิสราเอล ขณะเดียวกันอิสราเอลก็ได้เปิดประตูการค้าและการลงทุนสู่ตลาดน้ำมันอันมั่งคั่งของอ่าวเปอร์เซีย
  • สิ่งแลกเปลี่ยนจากสหรัฐฯ (Quid Pro Quo): สหรัฐฯ มอบข้อเสนอจูงใจให้ประเทศที่ยอมลงนาม เช่น ยอมขายเครื่องบินรบ F-35 ให้ UAE, ยอมถอดชื่อซูดานออกจากบัญชีรายชื่อรัฐที่สนับสนุนการก่อการร้าย และยอมรับอำนาจบริหารของโมร็อกโกเหนือดินแดนเวสเทิร์นสะฮารา
4. ข้อจำกัดและข้อวิพากษ์วิจารณ์

แม้ข้อตกลงอับราฮัมจะถูกยกย่องว่าเป็นความสำเร็จทางการทูตครั้งใหญ่ แต่มันก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในอีกมุมหนึ่ง:
  • ชาวปาเลสไตน์มองว่าถูกหักหลัง: ทางการปาเลสไตน์มองว่า ข้อตกลงนี้เป็นการ "แทงข้างหลัง" เพราะชาติอาหรับยอมสละจุดยืนเดิมที่เคยสัญญาไว้ว่าจะไม่ยอมรับอิสราเอลตราบใดที่ชาวปาเลสไตน์ยังไม่ได้รัฐเอกราช
  • ไม่ใช่สัญญาสันติภาพที่แท้จริง: นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่านี่เป็นเพียง "ข้อตกลงสถาปนาความสัมพันธ์" เนื่องจากประเทศอย่าง UAE, บาห์เรน หรือโมร็อกโก ไม่เคยทำสงครามสู้รบโดยตรงกับอิสราเอลอยู่แล้ว การเซ็นสัญญาจึงเหมือนเป็นการเปิดเผยความสัมพันธ์ที่แอบดำเนินอยู่ใต้ดินให้ขึ้นมาบนดินมากกว่า
บทบาทของข้อตกลงอับราฮัมในปัจจุบัน (ปี 2026)

แม้ว่าตะวันออกกลางจะเผชิญกับคลื่นความขัดแย้งรุนแรงรอบใหม่ในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ตัวข้อตกลงอับราฮัมก็ยังคงอยู่ และกลายมาเป็น เครื่องมือหลัก ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้ในการพยายามกดดันให้ชาติมหาอำนาจอื่นๆ ในภูมิภาค (เช่น ซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์) ต้องก้าวเข้ามาลงนามร่วมกัน เพื่อสร้างระบบความมั่นคงใหม่และยุติความขัดแย้งวงกว้างในตะวันออกกลาง ณ เวลานี้





ปฏิกิริยาระดับภูมิภาคในวงกว้างต่อข้อตกลงอับราฮัม

ปฏิกิริยาต่อข้อตกลงอับราฮัมในตะวันออกกลางโดยรวมนั้นแตกต่างกันอย่างมาก แบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายที่ยึดหลักปฏิบัติอย่างเป็นทางการในระดับรัฐ และฝ่ายที่ประณามอย่างกว้างขวางในสาธารณชน แม้ว่ารัฐบาลผู้ลงนามยังคงรักษาความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจอย่างเงียบๆ แต่ความสูญเสียอย่างมหาศาลจากความขัดแย้งในฉนวนกาซาได้ทำให้การขยายความสัมพันธ์ต่อไปหยุดชะงัก และทำให้ความชอบธรรมของข้อตกลงในวงกว้างลดลงอย่างมาก

หลักปฏิบัติในระดับรัฐ (ผู้ลงนาม)

  • สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรน: ทั้งสองประเทศยังคงรักษาความสัมพันธ์ทางการทูตและเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการกับอิสราเอล โดยมองว่ากรอบการปรับความสัมพันธ์เป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ระยะยาว อย่างไรก็ตาม หลังสงครามในฉนวนกาซา พวกเขาได้เปลี่ยนจุดสนใจจากการบูรณาการอย่างเปิดเผยและโดดเด่น ไปสู่การประสานงานด้านความมั่นคงและการค้าที่เน้นรัฐเป็นศูนย์กลางอย่างเงียบๆ
  • ซาอุดีอาระเบีย: การปรับความสัมพันธ์ระหว่างซาอุดีอาระเบียและอิสราเอลที่คาดหวังไว้สูงต้องหยุดชะงักลงหลังจากเกิดความขัดแย้งในฉนวนกาซา ริยาดยังคงให้ความสำคัญกับการลดความตึงเครียดในภูมิภาค แม้กระทั่งพยายามปรับความสัมพันธ์ของตนเองกับอิหร่านเพื่อให้มั่นใจในเสถียรภาพภายในประเทศ
  • โมร็อกโกและซูดาน: แม้จะมีความขัดแย้งภายในอย่างมากและเสียงประท้วงจากประชาชนจำนวนมาก โมร็อกโกก็ยังคงรักษาช่องทางการทูตกับอิสราเอลไว้ ในขณะที่ซูดานยังคงนิ่งเฉยเนื่องจากความขัดแย้งภายในประเทศที่ยังคงดำเนินอยู่
เสียงประท้วงและการต่อต้านจากประชาชน

  • การปฏิเสธอย่างกว้างขวาง: การปรับความสัมพันธ์กับอิสราเอลยังคงไม่เป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่ประชาชนทั่วไปในประเทศที่ลงนามและทั่วโลกอาหรับ ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ที่ดำเนินอยู่ได้จุดประกายความโกรธแค้นในภูมิภาคอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดความแตกแยกอย่างชัดเจนระหว่างรัฐบาลและประชาชน
  • ผลกระทบทางการทูต: ผลกระทบทางการทูตในวงกว้างของสงครามกาซาหลังเดือนตุลาคม 2023 ได้ก่อให้เกิดรอยร้าวครั้งใหญ่ในความเป็นเอกภาพของตะวันออกกลาง โดยประเทศต่างๆ เช่น ตุรกี ได้เรียกตัวเอกอัครราชทูตกลับและตัดความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ
แกนแห่งการต่อต้านและคู่แข่งในภูมิภาค
  • อิหร่าน: สาธารณรัฐอิสลามได้ใช้ความไม่พอใจในภูมิภาคที่กว้างขึ้นเพื่อเสริมสร้างสถานะของตนเอง ด้วยการวางตำแหน่งตัวเองเป็นรัฐหลักที่ท้าทายทั้งอิสราเอลและกรอบการเจรจาทางการทูตที่นำโดยสหรัฐฯ อย่างเปิดเผย อิหร่านจึงได้รับอิทธิพลทั้งในด้านความนิยมและภูมิรัฐศาสตร์อย่างมากทั่วทั้งภูมิภาค
  • ชาวปาเลสไตน์: ผู้นำปาเลสไตน์และนักเคลื่อนไหวจำนวนมากได้ประณามข้อตกลงดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยมองว่าเป็นการทรยศต่ออุดมการณ์การก่อตั้งรัฐของตนและเป็นการสูญเสียอำนาจต่อรองทางการเมืองอย่างมาก
ภูมิรัฐศาสตร์ตะวันตก
  • มุมมองของสหรัฐฯ: จากมุมมองของอเมริกา ข้อตกลงดังกล่าวมีจุดประสงค์ดั้งเดิมเพื่อสร้างดุลอำนาจในระดับภูมิภาคที่เป็นเอกภาพเพื่อต่อต้านอิหร่าน แม้ว่าสถาบันตะวันออกกลางจะระบุถึงประโยชน์ที่ปรับขนาดได้ของข้อตกลงเหล่านี้ในการต่อต้านการก่อการร้ายและการไม่แพร่กระจายอาวุธ แต่การปะทุของสงครามระดับภูมิภาคที่ยืดเยื้อได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการทูตไปอย่างสิ้นเชิง