US President Donald Trump says countries including Saudi Arabia, Qatar, Egypt, Turkiye and Pakistan should sign the Abraham Accords and normalise ties with Israel as part of a wider deal to end war with Iran.
— Al Jazeera English (@AJEnglish) May 25, 2026
Al Jazeera’s Kimberly Halkett explains. pic.twitter.com/3SwgzhpllI
https://x.com/AJEnglish/status/2058958210250199484
.....
จากมุมมองและบทวิเคราะห์ของ คิมเบอร์ลี ฮัลเก็ตต์ (Kimberley Halkett) ผู้สื่อข่าวของอัลจาซีรา (Al Jazeera) ประจำทำเนียบขาว สามารถสรุปและอธิบายเจตนา รวมถึงความเป็นไปได้ของข้อเสนอจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ดังนี้ครับ:
1. เป้าหมายสูงสุด: "ความตกลงครั้งใหญ่" (The Grand Bargain)
ข้อเสนอของทรัมป์ไม่ใช่แค่การขยายพันธมิตรธรรมดา แต่เป็นการพยายามสร้าง สถาปัตยกรรมความมั่นคงใหม่ในตะวันออกกลาง โดยใช้ข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) เป็นฐาน แล้วดึงประเทศมหาอำนาจระดับภูมิภาคอย่างซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถานเข้ามา เพื่อบีบให้เกิดการยุติความขัดแย้งกับอิหร่านจากตำแหน่งที่สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปรียบ
2. ความท้าทายในมุมมองของแต่ละประเทศ
ฮัลเก็ตต์สะท้อนว่า การจะดึงประเทศเหล่านี้มาร่วมโต๊ะไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากแต่ละประเทศมีเงื่อนไขและจุดยืนที่ซับซ้อน:
- ซาอุดีอาระเบีย: แม้จะเคยมีแนวโน้มที่ดี แต่ริยาดมุ่งมั่นชัดเจนว่าจะ ไม่มีการปรับความสัมพันธ์กับอิสราเอลอย่างเป็นทางการ หากไม่มีการตั้งรัฐปาเลสไตน์ที่แยกเป็นอิสระ ซึ่งจุดนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลอิสราเอลชุดปัจจุบันยังปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง
- ตุรกี: ภายใต้การนำของประธานาธิบดีตัยยิบ แอร์โดอัน ตุรกีวางตัวเป็นผู้สนับสนุนหลักของกลุ่มฮามาสและวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลอย่างรุนแรง การจะให้ตุรกีหันมาเซ็นสัญญาจับมือกับอิสราเอลในเวลานี้จึงเป็นไปได้ยากมากในทางแต่งงานการเมือง
- กาตาร์: ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างฮามาสและอิสราเอลมาตลอด การเลือกข้างอย่างสุดตัวอาจทำให้กาตาร์สูญเสียบทบาท "ทูตคนกลาง" ที่เป็นจุดแข็งของตนเองไป
- ปากีสถาน: เป็นประเทศมุสลิมสายไหมที่มีประชากรจำนวนมาก และมีจุดยืนต่อต้านการรับรองสถานะของอิสราเอลมาอย่างยาวนานเพื่อความมั่นคงภายในประเทศและคะแนนนิยมทางการเมือง
การวิเคราะห์ระบุว่านี่คือกลยุทธ์สไตล์ "Art of the Deal" ของทรัมป์:
การกดดันด้วยมติมหาชนและการสร้างกรอบเจรจาใหม่: ทรัมป์มักจะโยนข้อเสนอขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ลงมาก่อน เพื่อสร้างแรงกดดันต่อคู่เจรจา และเปลี่ยนจุดสนใจจากการสู้รบในสมรภูมิ มาเป็นการแข่งขันในพื้นที่การทูตแทน
โดยสรุป: แม้ว่าข้อเสนอชิ้นนี้จะฟังดูเป็นแผนการสร้างสันติภาพที่ยิ่งใหญ่ แต่ในทางปฏิบัติ (ตามการวิเคราะห์ของอัลจาซีรา) ถือว่ามีอุปสรรคขวางกั้นอยู่มหาศาล เพราะตราบใดที่ "ประเด็นปาเลสไตน์" ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ประเทศมุสลิมชั้นนำเหล่านี้ก็ยากที่จะยอมแลกต้นทุนทางการเมืองเพื่อร่วมลงนามในข้อตกลงดังกล่าว
ความเป็นมาของ ข้อตกลงอับราฮัม
ข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) คือชุดข้อตกลงทางการทูตครั้งประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในปี 2020 (พ.ศ. 2563) เพื่อ ปรับความสัมพันธ์ทางการทูตให้เป็นปกติ (Normalization) ระหว่าง อิสราเอล กับ กลุ่มประเทศอาหรับ/มุสลิม โดยมีสหรัฐอเมริกาภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (ในสมัยแรก) เป็นผู้ไกล่เกลี่ยและผลักดัน
ข้อตกลงนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของภูมิภาคตะวันออกกลางในรอบกว่า 25 ปี นับตั้งแต่ที่อิสราเอลเคยทำสนธิสัญญาสันติภาพกับอียิปต์ (ปี 1979) และจอร์แดน (ปี 1994)
ความเป็นมาและเบื้องหลังที่นำไปสู่ข้อตกลงนี้ สามารถแบ่งออกเป็นประเด็นสำคัญได้ดังนี้:
1. ที่มาของชื่อ "อับราฮัม"
เหตุผลที่ใช้ชื่อว่า "อับราฮัม" เนื่องจาก "ศาสดาอับราฮัม" (หรือนบีอิบราฮิมในศาสนาอิสลาม) เป็นบุคคลสำคัญที่เป็นต้นกำเนิดและรากเหง้าของ 3 ศาสนาเอกเทวนิยมหลักของโลก ได้แก่ ศาสนาฮิว (ยิว), ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม การใช้ชื่อนี้จึงเป็นสัญลักษณ์เชิงวัฒนธรรมเพื่อสื่อถึงการหันหน้าเข้าหากันของพี่น้องที่มีบรรพบุรุษร่วมกัน และเพื่อลดทอนความขัดแย้งทางศาสนา
2. ลำดับเหตุการณ์และประเทศที่ร่วมลงนาม
กระบวนการนี้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2020 ณ ทำเนียบขาว สหรัฐอเมริกา โดยมีการลงนามร่วมกันระหว่าง:
- อิสราเอล
- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) (ประเทศแรกในกลุ่มอ่าวเปอร์เซียที่ยอมรับอิสราเอล)
- บาห์เรน
- ซูดาน (ลงนามตุลาคม 2020)
- โมร็อกโก (ลงนามธันวาคม 2020)
การฉีกตำราการทูตตะวันออกกลางแบบเดิมๆ นี้ เกิดจากผลประโยชน์ร่วมกันของ 3 ฝ่ายหลัก:
- การคานอำนาจกับ "อิหร่าน" (Shared Threat): นี่คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด ทั้งอิสราเอลและกลุ่มประเทศอาหรับนิกายสุหนี่ (เช่น UAE และบาห์เรน) ต่างมองว่า อิหร่าน (นิกายชีอะฮ์) และกลุ่มตัวแทน (Proxies) เป็นภัยคุกคามร่วมกัน ความกลัวต่อการขยายอิทธิพลและโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ทำให้ศัตรูเก่าอย่างอิสราเอลและชาติอาหรับหันมาจับมือกันในทางความมั่นคงและการทหาร
- กลยุทธ์ "Outside-In" ของสหรัฐฯ: ในอดีต โลกมองว่า "ชาติอาหรับจะจับมือกับอิสราเอลได้ ก็ต่อเมื่อปัญหาปาเลสไตน์ได้รับการแก้ไขแล้วเท่านั้น" แต่รัฐบาลทรัมป์เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ โดยมองว่าควรให้ชาติอาหรับรอบนอกหันมาคืนดีกับอิสราเอลก่อน (Outside) แล้วค่อยใช้พลังนั้นมากดดันให้เกิดสันติภาพกับปาเลสไตน์ทีหลัง (In)
- ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี: สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรนต้องการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง ระบบความปลอดภัย และนวัตกรรมทางการแพทย์/การเกษตรของอิสราเอล ขณะเดียวกันอิสราเอลก็ได้เปิดประตูการค้าและการลงทุนสู่ตลาดน้ำมันอันมั่งคั่งของอ่าวเปอร์เซีย
- สิ่งแลกเปลี่ยนจากสหรัฐฯ (Quid Pro Quo): สหรัฐฯ มอบข้อเสนอจูงใจให้ประเทศที่ยอมลงนาม เช่น ยอมขายเครื่องบินรบ F-35 ให้ UAE, ยอมถอดชื่อซูดานออกจากบัญชีรายชื่อรัฐที่สนับสนุนการก่อการร้าย และยอมรับอำนาจบริหารของโมร็อกโกเหนือดินแดนเวสเทิร์นสะฮารา
แม้ข้อตกลงอับราฮัมจะถูกยกย่องว่าเป็นความสำเร็จทางการทูตครั้งใหญ่ แต่มันก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในอีกมุมหนึ่ง:
- ชาวปาเลสไตน์มองว่าถูกหักหลัง: ทางการปาเลสไตน์มองว่า ข้อตกลงนี้เป็นการ "แทงข้างหลัง" เพราะชาติอาหรับยอมสละจุดยืนเดิมที่เคยสัญญาไว้ว่าจะไม่ยอมรับอิสราเอลตราบใดที่ชาวปาเลสไตน์ยังไม่ได้รัฐเอกราช
- ไม่ใช่สัญญาสันติภาพที่แท้จริง: นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่านี่เป็นเพียง "ข้อตกลงสถาปนาความสัมพันธ์" เนื่องจากประเทศอย่าง UAE, บาห์เรน หรือโมร็อกโก ไม่เคยทำสงครามสู้รบโดยตรงกับอิสราเอลอยู่แล้ว การเซ็นสัญญาจึงเหมือนเป็นการเปิดเผยความสัมพันธ์ที่แอบดำเนินอยู่ใต้ดินให้ขึ้นมาบนดินมากกว่า
แม้ว่าตะวันออกกลางจะเผชิญกับคลื่นความขัดแย้งรุนแรงรอบใหม่ในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ตัวข้อตกลงอับราฮัมก็ยังคงอยู่ และกลายมาเป็น เครื่องมือหลัก ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้ในการพยายามกดดันให้ชาติมหาอำนาจอื่นๆ ในภูมิภาค (เช่น ซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์) ต้องก้าวเข้ามาลงนามร่วมกัน เพื่อสร้างระบบความมั่นคงใหม่และยุติความขัดแย้งวงกว้างในตะวันออกกลาง ณ เวลานี้
TRUMP JUST PUBLISHED THE EXACT LIST OF COUNTRIES REQUIRED TO JOIN THE ABRAHAM ACCORDS AS THE PRICE OF ANY IRAN PEACE DEAL
— 🇺🇸 Ronald Carter (@USronaldcarter) May 25, 2026
Not a suggestion. Not a request. MANDATORY. SIMULTANEOUS. NAMED NATIONS. Country by country.
🇸🇦 Saudi Arabia → sign Abraham Accords → normalize with… pic.twitter.com/oUbPugBAlD
ปฏิกิริยาระดับภูมิภาคในวงกว้างต่อข้อตกลงอับราฮัม
ปฏิกิริยาต่อข้อตกลงอับราฮัมในตะวันออกกลางโดยรวมนั้นแตกต่างกันอย่างมาก แบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายที่ยึดหลักปฏิบัติอย่างเป็นทางการในระดับรัฐ และฝ่ายที่ประณามอย่างกว้างขวางในสาธารณชน แม้ว่ารัฐบาลผู้ลงนามยังคงรักษาความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจอย่างเงียบๆ แต่ความสูญเสียอย่างมหาศาลจากความขัดแย้งในฉนวนกาซาได้ทำให้การขยายความสัมพันธ์ต่อไปหยุดชะงัก และทำให้ความชอบธรรมของข้อตกลงในวงกว้างลดลงอย่างมาก
หลักปฏิบัติในระดับรัฐ (ผู้ลงนาม)
- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรน: ทั้งสองประเทศยังคงรักษาความสัมพันธ์ทางการทูตและเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการกับอิสราเอล โดยมองว่ากรอบการปรับความสัมพันธ์เป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ระยะยาว อย่างไรก็ตาม หลังสงครามในฉนวนกาซา พวกเขาได้เปลี่ยนจุดสนใจจากการบูรณาการอย่างเปิดเผยและโดดเด่น ไปสู่การประสานงานด้านความมั่นคงและการค้าที่เน้นรัฐเป็นศูนย์กลางอย่างเงียบๆ
- ซาอุดีอาระเบีย: การปรับความสัมพันธ์ระหว่างซาอุดีอาระเบียและอิสราเอลที่คาดหวังไว้สูงต้องหยุดชะงักลงหลังจากเกิดความขัดแย้งในฉนวนกาซา ริยาดยังคงให้ความสำคัญกับการลดความตึงเครียดในภูมิภาค แม้กระทั่งพยายามปรับความสัมพันธ์ของตนเองกับอิหร่านเพื่อให้มั่นใจในเสถียรภาพภายในประเทศ
- โมร็อกโกและซูดาน: แม้จะมีความขัดแย้งภายในอย่างมากและเสียงประท้วงจากประชาชนจำนวนมาก โมร็อกโกก็ยังคงรักษาช่องทางการทูตกับอิสราเอลไว้ ในขณะที่ซูดานยังคงนิ่งเฉยเนื่องจากความขัดแย้งภายในประเทศที่ยังคงดำเนินอยู่
- การปฏิเสธอย่างกว้างขวาง: การปรับความสัมพันธ์กับอิสราเอลยังคงไม่เป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่ประชาชนทั่วไปในประเทศที่ลงนามและทั่วโลกอาหรับ ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ที่ดำเนินอยู่ได้จุดประกายความโกรธแค้นในภูมิภาคอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดความแตกแยกอย่างชัดเจนระหว่างรัฐบาลและประชาชน
- ผลกระทบทางการทูต: ผลกระทบทางการทูตในวงกว้างของสงครามกาซาหลังเดือนตุลาคม 2023 ได้ก่อให้เกิดรอยร้าวครั้งใหญ่ในความเป็นเอกภาพของตะวันออกกลาง โดยประเทศต่างๆ เช่น ตุรกี ได้เรียกตัวเอกอัครราชทูตกลับและตัดความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ
- อิหร่าน: สาธารณรัฐอิสลามได้ใช้ความไม่พอใจในภูมิภาคที่กว้างขึ้นเพื่อเสริมสร้างสถานะของตนเอง ด้วยการวางตำแหน่งตัวเองเป็นรัฐหลักที่ท้าทายทั้งอิสราเอลและกรอบการเจรจาทางการทูตที่นำโดยสหรัฐฯ อย่างเปิดเผย อิหร่านจึงได้รับอิทธิพลทั้งในด้านความนิยมและภูมิรัฐศาสตร์อย่างมากทั่วทั้งภูมิภาค
- ชาวปาเลสไตน์: ผู้นำปาเลสไตน์และนักเคลื่อนไหวจำนวนมากได้ประณามข้อตกลงดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยมองว่าเป็นการทรยศต่ออุดมการณ์การก่อตั้งรัฐของตนและเป็นการสูญเสียอำนาจต่อรองทางการเมืองอย่างมาก
- มุมมองของสหรัฐฯ: จากมุมมองของอเมริกา ข้อตกลงดังกล่าวมีจุดประสงค์ดั้งเดิมเพื่อสร้างดุลอำนาจในระดับภูมิภาคที่เป็นเอกภาพเพื่อต่อต้านอิหร่าน แม้ว่าสถาบันตะวันออกกลางจะระบุถึงประโยชน์ที่ปรับขนาดได้ของข้อตกลงเหล่านี้ในการต่อต้านการก่อการร้ายและการไม่แพร่กระจายอาวุธ แต่การปะทุของสงครามระดับภูมิภาคที่ยืดเยื้อได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการทูตไปอย่างสิ้นเชิง