
CALL - เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ
7 hours ago
·
ระบอบสีน้ำเงินมีอยู่จริง

.
ก่อนที่พรรคภูมิใจไทยจะขึ้นสู่จุดสูงสุดทางอำนาจ พรรค "สีน้ำเงิน" เคยเป็นเพียงพรรคขนาดกลาง ที่มีจุดแข็งจากความเป็น 'ท้องถิ่นนิยม' หรือ ‘ภูมิภาคนิยม’ เนื่องจากเป็นการรวมตัวของกลุ่มการเมืองบ้านใหญ่ หรือกลุ่มผู้มีอิทธิพลทางการเมืองท้องถิ่น
.
ต่อมา เมื่อมีรัฐธรรมนูญ ปี 2560 พรรคภูมิใจไทยก็เติบโตขึ้นจากกติกาการเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียว จนทำให้ภูมิใจไทยกลายเป็นพรรคตัวแปรในการจัดตั้งรัฐบาล และพรรคภูมิใจไทยก็พยายามปรับตัวจากพรรคบ้านใหญ่มาเป็นพรรคอนุรักษ์นิยมหน้าใหม่ โดยหันมาชูเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองพร้อมกับมุ่งเน้นนโยบายของพรรคมากกว่าการชูตัวบุคคลในสนามการเลือกตั้ง
.
ในการเลือกตั้ง ปี 2562 หนึ่งในนโยบายที่เป็นที่จดจำของพรรคสีน้ำเงินคือ การปลดล็อคกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด แต่ต่อมาในช่วงการเลือกตั้ง ปี 2566 พรรคภูมิใจไทยเริ่มขายความเป็น ‘สีน้ำเงิน’ มากขึ้น ผ่านการชูประเด็นความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่นเดียวกับในปี 2559 พรรคภูมิใจไทยยังพยายามหาเสียงผ่านอุดมการณ์ชาตินิยม เน้นท่าทีแข็งกร้าวกับปัญหาชายแดน รวมถึงชูเรื่องการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ จนได้รับเลือกเป็นพรรคอันดับหนึ่งท่ามกลางข้อครหาถึงความผิดปกติและความไม่โปร่งใสในการเลือกตั้ง
.
อย่างไรก็ดี จุดเปลี่ยนสำคัญทางอำนาจของพรรคภูมิใจไทย คือ การเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เมื่อปี 2567 ซึ่งพบข้อมูลว่า กลุ่มผู้ที่ได้รับเลือกเป็น สว. เกินครึ่งหนึ่ง มีความเชื่อมโยงในเชิงพื้นที่และสายสัมพันธ์กับพรรคภูมิใจไทย จนมีการตั้งฉายาให้ สว.กลุ่มนี้ว่า "สว.สีน้ำเงิน" และ สว.กลุ่มดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการถูกสอบสวนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า มีการโกงการเลือกหรือไม่ เนื่องจากมีหลักฐานเป็นพยานบุคคลและหลักฐานเส้นทางการเงินที่มาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
.
การได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อปี 2569 ทำให้พรรคภูมิใจไทยเริ่มวางฐานอำนาจของตัวเองให้มั่นคง เริ่มตั้งแต่การวางบุคคลที่ไว้วางใจเข้าไปดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เพราะทุกพรรคการเมืองรู้ดีว่า การไม่ได้ครองเก้าอี้ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติจะส่งผลต่อการกำกับทิศทางการเมืองในสภาเป็นอย่างมาก เพราะผู้ที่จะกำราบฝ่ายค้านได้อยู่หมัดที่สุด คือ ตำแหน่งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร
.
ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่มาของการส่ง ‘โสภณ ซารัมย์’ สส.บุรีรัมย์ 7 สมัย และลูกน้องคนสนิทของ เนวิน ชิดชอบ ‘ครูใหญ่’ แห่งพรรคภูมิใจไทย มาดำรงตำแหน่งเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในขณะเดียวกัน ก็ส่ง มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี 4 สมัย ซึ่งมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับพรรคภูมิใจไทยและครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย มานั่งเก้าอี้รองประธานสภาฯ ซึ่ง มัลลิกา เป็นหนึ่งในมืออภิปรายในสภาของพรรคภูมิใจไทยมาก่อน
.
ภายหลังการครองเก้าอี้ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ พรรคภูมิใจไทยก็ก้าวไปคว้าเก้าอี้ประมุขฝ่ายบริหาร หรือ เก้าอี้นายกรัฐมนตรี ต่อทันที ภายใต้เสียงเห็นชอบจาก สส. ถึง 293 เสียง ทำให้ ‘อนุทิน ชาญวีรกุล’ กลับมาเป็นนายกฯ ของประเทศไทยอีกหนึ่งสมัยได้สำเร็จ และทำให้พรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลชุดแรกของรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ที่ครองเก้าอี้ทั้งประมุขฝ่ายบริหาร และประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติไม่ว่าจะเป็นสภาล่าง หรือ สภาบน ที่มี ‘มงคล สุระสัจจะ’ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ และอดีตอธิบดีกรมการปกครอง เป็นประธาน
.
การได้รับเสียงสนับสนุนจาก สส. อย่างน้อย 293 เสียง ทำให้ฐานที่มั่นของรัฐบาลในสภาค่อนข้างมั่นคง ประกอบกับเสียงของพรรครัฐบาลในอันดับหนึ่งและอันดับสอง ก็มีมากกว่ากึ่งหนึ่งของสภา (250 เสียง) ทำให้โอกาสที่พรรคฝ่ายค้านจะใช้กลไกอย่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อหวังลงมติเป็นไปไม่ได้ในทางคณิตศาสตร์ทางการเมือง
.
ยิ่งไปกว่านั้น การที่พรรคสีน้ำเงินมีสายสัมพันธ์กับกลุ่ม สว.สีน้ำเงิน ทำให้กลุ่มสีน้ำเงินสามารถแผ่กิ่งก้านเข้าไปในองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างง่ายดายด้วยระบบการคัดเลือกภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี 2560 ทำให้ สว.กินรวบ ตำแหน่งในองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญได้ง่ายยิ่งกว่ายุคใดทางการเมือง
.
ข้อมูลจาก iLaw ระบุว่า กลุ่ม สว.สีน้ำเงิน จะมีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2567 ถึง 2572 ซึ่งในระยะเวลานี้ สว.สีน้ำเงิน จะต้องให้ความเห็นชอบกรรมการองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อย่างน้อย 33 ตำแหน่ง จากทั้งหมด 42 ตำแหน่ง ได้แก่
.
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สว.สีน้ำเงิน จะเลือกได้ 7 จาก 9 คน และให้ความเห็นชอบไปแล้ว 1 ตำแหน่งในสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิด้านราชการ คือ สราวุธ ทรงศิวิไล อดีตอธิบดีกรมทางหลวงและอดีตประธานรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.).
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สว. 67 เลือกได้ 5 จาก 9 คนและให้ความเห็นชอบไปแล้ว 4 ตำแหน่ง ได้แก่
ประภาศ คงเอียด อดีตอธิบดีกรมธนารักษ์
เพียรศักดิ์ สมบัติทอง อดีตอธิบดีอัยการ ภาค 2
สุชาติ สุนทรีเกษม อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา
มนูภาณ ยศธแสนย์ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลฎีกา.
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สว. 67 เลือกได้ 5 จาก 7 ตำแหน่ง และให้ความเห็นชอบไปแล้ว 4 ตำแหน่งได้แก่
ณรงค์ กลั่นวารินทร์ อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา
ณรงค์ รักร้อย อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี
อนันต์ สุวรรณรัตน์ อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
จิรุตม์ วิศาลจิตร อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางบก.
คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) สว. 67 เลือกได้ 6 จาก 7 ตำแหน่ง และให้ความเห็นชอบไปแล้ว 4 ตำแหน่ง ได้แก่
เกล็ดนที มโนสันต์ อดีตรองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน
พรพิมล นิลทจันทร์ อดีตรองเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
ยุทธพงษ์ อภิรัตนรังสี ข้าราชการบำนาญสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
เฉลิมพล เพ็ญสูตร อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ.
ส่วนอีก 2 องค์กร ที่ สว.67 ยังไม่ได้ให้ความเห็นชอบ ได้แก่ ผู้ตรวจการแผ่นดินทั้ง 3 ตำแหน่ง และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ทั้ง 7 ตำแหน่ง
.
จะเห็นได้ว่า รัฐบาลสีน้ำเงินและรัฐสภาสีน้ำเงินที่มีเครือข่ายอยู่ในองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ คือ รัฐบาลที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมเคยมีภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี 2560 โดยรัฐบาลชุดนี้จะกลายเป็นรัฐบาลที่ตรวจสอบทางการเมืองได้ยาก เพราะกลไกที่ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลล้วนอยู่ในกำมือของฝ่ายสีน้ำเงินไปเกือบหมด
.
อย่างไรก็ดี ความท้าทายสำคัญของกลุ่มการเมืองสีน้ำเงิน คือ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะเป็นฉันทามติของประชาชนผ่านการออกเสียงประชามติแล้วว่า ต้องการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อแทนที่รัฐธรรมนูญ ปี 2560 ซึ่งเป็นกติกาที่พรรคภูมิใจไทยเป็นฝ่ายได้ประโยชน์สูงสุด
.
ดังนั้น พรรคภูมิใจไทยต้องทำให้การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ยังคงดำเนินไปในทิศทางที่พรรคจะได้ประโยชน์สูงสุดอยู่ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยมีอำนาจเพียงพอที่จะกำกับทิศทางได้ เนื่องจากครองเสียงข้างมากทั้งในสภาบนและสภาล่าง ทำให้พรรคที่จัดการกับเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ที่ต้องอาศัยเสียงข้างมากไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของรัฐสภา (350 เสียง) และเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของ สว. (67 เสียง) ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีพรรคภูมิใจไทยแค่เพียงพรรคเดียว
.
แต่การจะปูทางอำนาจให้ตัวเองผ่านการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสุดท้ายแล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระสาม จะต้องฝ่าด่านเสียงเห็นชอบจากพรรคการเมืองที่ไม่มีสมาชิกเป็นคณะรัฐมนตรี ประธานสภา หรือ รองประธานสภา ให้ได้ ดังนั้น หากพรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคกล้าธรรม ยังคงจับมือกันแน่นไม่ปล่อยให้ฝ่ายสีน้ำเงินกินรวบแต่เพียงฝ่ายเดียว แผนของภูมิใจไทยก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ
.
ไม่นับรวมอีกว่า การจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่จะต้องผ่านเสียงเห็นชอบจากประชาชนผ่านการออกเสียงประชามติด้วยเช่นกัน หากดึงดังเสนอจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่แบบที่ฝ่ายสีน้ำเงินกินรวบทางอำนาจ ประชาชนยังสามารถจะใช้คูหาประชามติสั่งสอนรัฐบาลจนสั่นคลอนความชอบธรรมทางการเมืองได้ในที่สุด
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1476994734470583&set=a.466938998809500
เท่าทีจำได้ ไม่เคยเลือก จะพูดอะไร มีสามัญสำนึกด้วย...อิฉันอายแทน pic.twitter.com/b9O1c45VOM
— อีกหนึ่ง ทัศนคติ (@paichewee65779) May 25, 2026
ทนไม่ไหวแล้ว! "นันทนา" ป้อง "เท้ง" พูดถูก "ระบอบสีน้ำเงิน" ลั่นไม่เห็นผิดจากข้อเท็จจริงตรงไหน ฝากถึง สว.สีน้ำเงินไม่มีใครทำลายเกียรติภูมิได้นอกจากทำตัวเอง จี้หยุดฟ้องปิดปาก-ฉุดรั้งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่#เรื่องเล่าเช้านี้ #ครอบครัวข่าว3 #กรรมกรข่าวคุยนอกจอ #ระบอบสีน้ำเงิน #สว pic.twitter.com/kC0oFOLhal
— เรื่องเล่าเช้านี้ (@MorningNewsTV3) May 26, 2026