วันเสาร์, พฤษภาคม 30, 2569

โพสต์ที่พูดถึง บุ้งและกลุ่มทะลุวัง อย่างโปรพวกเธอ จนกล้าเรียกพวกเธอว่า #วีรสตรีแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน ได้เลย


Punsak Srithep
May 17, 2024
·
#พรี่แทร๊ดซี่รำพึง
.
หลังการอดอาหารเรียกร้องสิทธิการประกันตัวให้กับผู้ต้องขังทางการเมืองจนถึงแก่เสียชีวิต นอกจากเสียงสะใจ ไม่แยแส สมน้ำหน้า ฯลฯ ซึ่งในที่นี้จะไม่กล่าวถึง ยังมีเสียงที่นับว่าเป็นเอกฉันท์เฉพาะวงสัมพันธ์ของผม คือส่วนใหญ่เห็นอกเห็นใจ แต่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการและแนวทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มทะลุวัง โดยเฉพาะตัวของผู้เสียชีวิตเอง บุ้ง เนติพร เสน่ห์สังคม
.
ตัวผมเองเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของทุกกลุ่มมาเงียบ ๆ มาโดยตลอด แต่ละกลุ่มกิจกรรมก็มีคาแร็คเตอร์ของตัวเอง ชื่นชม #ทะลุแก๊ซ ที่แมร่งโคตรกล้าหาญบ้าบอ #ทะลุฟ้า ที่พร้อมแหวกกฏเกณฑ์แบบมีอารมณ์ขันกำกับ และ #ทะลุวัง ที่ผมคิดว่าโคตรแหลมคม โดยเฉพาะกิจกรรมง่าย ๆ อย่างการสำรวจความคิดเห็น ซึ่งในสังคมไทยรู้สึกเป็นเรื่องปรกติ และเฉยเมยกับโพลล์นั่น โพลล์นี่ แต่กับโพลล์ของทะลุวัง สังคมถึงกับเดือดเพราะตั้งคำถามโดยตรงไปที่ความรู้สึกของผู้คนกับสถาบันกษัตริย์ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้มันก็เหมือนกับเพลง #รอ ที่สุเทพ วงศ์กำแหงร้องไว้ตอนหนึ่งว่า ".. น้ำหยดลงหิน ทุกวันหินมันยังกร่อน.." นี่แมร่งเซาะกร่อนบ่อนทำลายชัด ๆ
.
คำถามง่าย ๆ แค่ว่าคุณรู้สึกเดือดร้อนไหมกับการปิดถนนของขบวนเสด็จฯ และคำถามอื่น ๆ ที่ตามมาทำให้เวลาทะลุวังไปใช้สถานที่เอกชนที่ไหนก็มักจะมีการปะทะ อย่างต่ำก็มีปากเสียง จนภาพติดตามองไปว่าทะลุวังคือพวกหิวตีน ทั้งที่จริงแล้วทางกลุ่มไม่เคยเปิดประเด็นทะเลาะวิวาทก่อน ในช่วงแรก ๆ ของกิจกรรมนี้พวกเธอมีแต่ผู้หญิงด้วยซ้ำ จนกระทั่งเพื่อน ๆ ผู้ชายจากกลุ่มอื่น เช่น ทะลุแก๊ซ อาสามาเป็นการ์ดร่วมทีมด้วย ภาพการปะทะจึงยิ่งเด่นชัดขึ้น (ตรงนี้ไม่ได้กล่าวหาทะลุแก๊ซ แต่ภาพเวลาผู้ชายยื้อแย่งกับ รปภ ของแต่ละแห่ง มันขับเน้นภาพนั้นออกมา)
.
แต่แน่ล่ะพวกเธอไปใช้สถานที่เอกชนกับประเด็นล่อแหลม ถ้าเจ้าของสถานที่ปล่อยจอย ข้อหาสมรู้ร่วมคิดก็จะลอยมาถึงตัวได้ง่าย เรียกว่าพวกเธอเขย่าสังคมจนตัวสั่น ทั้งสั่นเพราะโกรธ หรือสั่นเพราะสะใจก็ว่ากันไป
.
ถ้าเราจบแค่กิจกรรมสำรวจความคิดเห็นของทะลุวัง เราจะพบว่านี่เป็นการเคลื่อนไหวที่ต้นทุนต่ำ แต่เกิด impact กับสังคมสูงมาก ๆ ซึ่งแมร่งเป็นสุดยอดการเคลื่อนไหวที่นักกิจกรรมอยากทำให้เกิดมาก ๆ (เชื่อพรี่ฯ ๆ จบพลศึกษา ๆ เรื่องการเคลื่อนไหวโดยเฉพาะ)
.
แล้วการไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของทะลุวัง โดยเฉพาะตัวบุ้งมาจากไหน ผมคิดว่ามันน่าจะเริ่มระอุมาจากการอดอาหารของตะวันและแบม การเคลื่อนไหวของหยก ส่วนกรณีการกล่าวหาของอดีตสมาชิกทั้งการใช้อำนาจครอบงำ และความโปร่งใสในการใช้เงินที่มาจากการบริจาค ผมขอแขวนไว้ก่อนเพราะมันเป็นเรื่องภายในของกลุ่มเอง ส่วนเรื่องที่มีพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง ในที่นี้คือ พรรคก้าวไกล อันนี้ผมว่าแมร่งตลก แค่เพียงสมาชิกพรรคฯอาสาเป็นนายประกัน สนับสนุนข้อเรียกร้องเพราะมันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน กลับหยิบยกเรื่องเล็กเรื่องน้อยมากล่าวหากันเสียนี่กระไร
.
การอดอาหารของตะวันและแบม สร้างความสั่นสะเทือนในวงการนักเคลื่อนไหวมากที่สุด คนที่ไม่เห็นด้วยส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เฉยเสียแต่ออกมาคัดค้าน ห้ามปราม คนที่ไม่ได้ออกมาคัดค้านอาจจะเพราะเห็นว่าเป็นสิทธิในเนื้อตัวของนักเคลื่อนไหวที่ต้องรับผิดชอบตัวเองกลายเป็นพวกให้ท้าย ถูกเรียกร้องให้รับผิดชอบหากมีการเสียชีวิต ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้ห้ามปรามอะไรได้แต่ #อิหยังวะ กูไปให้ท้ายพวกเธอตั้งแต่เมื่อไหร่
.
ช่วงหนึ่ง ทะลุวังได้มาใช้พื้นที่ลานอากง หน้าศาลฎีการ่วมกับพลเมืองโต้กลับ เพื่อเป็นพื้นที่อดอาหารของตะวันกับแบม เพื่อเรียกร้องสิทธิการประกันตัวของเพื่อนผู้ต้องขังทางการเมือง พลเมืองโต้กลับ ซึ่งดีแต่ยืนเฉย ๆ ก็ไม่ได้ว่าอะไร ไม่มีค่อนขอดเรื่องแย่งซีน หิวแสงอะไรทั้งนั้น (ทั้ง ๆ ที่พวกเราชอบและชำนาญเรื่องค่อนขอดคนอื่น) เพราะลานอากงเป็นพื้นที่สาธารณะ ใครจะทำอะไรก็ทำไปหากไม่ไปทำร้ายคนอื่น ตอนนั้นพลเมืองโต้กลับถูกตำรวจเจ้าของท้องที่กดดันอย่างหนักให้เจรจาให้ทะลุวังหยุดกิจกรรม ขณะที่เรายืนยันว่าเป็นการทำกิจกรรมคนละกลุ่มบนสถานที่เดียวกันเท่านั้น จนบุ้งระแคะระคายว่าเรามีปัญหาเลยทำการจดแจ้งชุมนุมสาธารณะกับทางท้องที่ในนามทะลุวังต่างหากเรื่องนี้จึงยุติ
.
เกร็ดที่ได้ทราบภายหลัง คือ ตะวันและแบมต้องมีการตรวจเลือด และอื่น ๆ ตลอดเวลา แน่ล่ะไม่มีโรงพยาบาล หรือแพทย์คนไหนกล้าออกหน้ากับคดีที่ถูกจับตามองแบบนี้ คุณป้ามหาภัยของเราเลยต้องวิ่งเต้นหาหมอ หาพยาบาลมาทำการนี้ เธอเล่าว่ากว่าพยาบาลจะหาเส้นเพื่อเจาะเลือดทั้งคู่ได้ก็ต้องเจาะแล้วเจาะอีก พอเจาะได้แล้วกว่าเลือดจะเต็มหลอดก็นานแสนนาน ของเหลวอื่น ๆ อย่างปัสสาวะไม่ต้องพูดถึง เพราะกะปริบกะปรอยเหลือเกิน แล้วก็ต้อง follow up ทุกวัน เจาะทุกวัน แมร่งเอ๋ย แล้วเหตุการณ์ก็ลุล่วงแบบที่เราทราบกัน
.
อีกเหตุการณ์หนึ่ง คือ การเคลื่อนไหวของหยก กรณีเรียกร้องสิทธิทางการศึกษา กับการแต่งกายแบบไปรเวท ที่ทำให้หลายคนรู้สึกว่าบุ้งอยู่เบื้องหลัง ให้ท้ายก็ว่า แน่ล่ะตอนนั้นบุ้งคือผู้อุปการะหยก การไม่ห้ามปรามหยก ก็คือการให้ท้ายอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ต่างกับพลเมืองโต้กลับที่เฉย ๆ กับการที่ตะวันและแบมมาอดอาหารที่ลานอากงแหละมั้ง แต่ในรายละเอียดของการเรียกร้องสิทธิการศึกษากลับแทบไม่มีใครตั้งคำถามกับสถานศึกษาที่จะต้องจัดการศึกษาให้ผู้เรียนตามสิทธิเลย ทั้ง ๆ ที่ได้จ่ายค่าบำรุงการศึกษาไปแล้วด้วย (ไม่ต่างอะไรกับเราสั่งของออนไลน์ โอนเงินแล้วแต่ของไม่มายังไงยังงั้น) เรื่องสำคัญแบบนี้กลับถูกกลบด้วยประเด็นง่าย ๆ ว่าแล้วมึงทำไมไม่ใส่ชุดนักเรียน ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ #นักเรียนเลว ยกประเด็นเรื่องชุดนักเรียนมาเอ็ดดูเขตสังคม จนส่วนใหญ่คล้อยตามมีการทดลองนู่นนี่นั่นด้วยความสมัครใจในหลายพื้นที่ แต่ทุกอย่างถูกกลบด้วยภาพหยกปีนรั้วโรงเรียน ซึ่งมีแต่เด็กเหี้ยเท่านั้นแหละที่ปีนรั้วโรงเรียน โดยลืมบริบทไปว่าน้องมันปีนเข้าไปมันอยากเรียน ไม่ใช่พวกมึงสมัยเรียนที่ปีนออกมา ไอ้สึส
.
ผมก็เป็นคนหนึ่ง
ที่เฝ้าดูแต่ไม่เคยออกมาคัดค้านวิธีการเคลื่อนไหวของทะลุวังเลย ทะลุแก๊ซก็ไม่ ทะลุฟ้ายิ่งเชียร์อัพด้วย เพราะอยากเห็นไอ้ไผ่ติดคุกอีก เพราะถ้าเอาแนวทางการเคลื่อนไหวมาศึกษาวรรณกรรมเปรียบเทียบกัน เราควรเชียร์ทะลุวัง บอกทะลุฟ้าให้สนุกได้แต่มึงเบา ๆ กันหน่อย แล้วขอร้องให้ทะลุแก๊ซกลับบ้านเถอะลูกต่างหาก ทำไมมันกลับตาลปัตรกันไปหมด
.
โชคดีของผม
ที่ในช่วงหนึ่งมีทีมนักวิชาการทำการศึกษาวิจัยเรื่องการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างสันติวิธี ทีมงานตระเวณสัมภาษณ์นักกิจกรรมกลุ่มต่าง ๆ จนแล้วเสร็จจึงจัดให้มี focus group ให้ตัวแทนแต่ละกลุ่มได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทะลุวังมีบุ้งกับตะวัน ที่อาการดีขึ้นจากการอดอาหารมาร่วมแลกเปลี่ยน ทำให้ผมเห็นตัวตนของทะลุวังและตัวบุคคลมากขึ้น
.
เธอทั้งคู่
ยืนยันว่าการเคลื่อนไหวของทะลุวังออกแบบวางแผนมาดีแล้วเพื่อให้สังคมได้คิดจากการสำรวจความคิดเห็นต่อสถาบันกษัตริย์ ส่วนท่าทีของพวกเธอไม่เคยระรานใครมีแต่โดนขัดขวางและทำร้ายก่อน เลยต้องป้องกันตัว และทั้งคู่ต่างยืนยันว่าไม่สนว่าสังคมจะมองทะลุวังอย่างไร เพราะพวกเธอไม่ได้อยากให้ใครมารักมาชอบ (ไม่อยากเป็นนางฟ้าประชาธิปไตยว่างั้นเถอะ - ผมแซะเองพวกเธอไม่ได้กล่าว) และพวกเธอตระหนักดีว่าวิธีการของพวกเธอต้องแลกกับอะไรบ้าง พวกเธอต้องโดนอะไรบ้าง เธอรับมันได้และจะไม่เรียกร้องความเห็นใจจากใครเลย
.
ครับ
ผมโปรทะลุวัง และกล้าเรียกพวกเธอว่า #วีรสตรีแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน ได้เลย
ขอแสดงความเคารพมา ณ ที่นี้
.
หมายเหตุ อยากให้ดูครับ
.
ข่าว3มิติ 14 พฤษภาคม 2567 l นายกฯ สั่งพิสูจน์ปม บุ้ง เสียชีวิต
ในข่าวนำเสนอ "เส้นทางของบุ้ง" นาทีที่ 20:20 เป็นต้นไป
https://youtu.be/et5J3DLXu-Y?si=gLUj46NO5ocAvAGV
.
ข่าว3มิติ 15 พฤษภาคม 2567 l กรมราชทัณฑ์แถลงข่าวการเสียชีวิตของบุ้ง ตอบไม่ชัดถึงขั้นตอนการช่วยชีวิต
.
สัมภาษณ์บุ้ง ทำไมต้องอดอาหาร
(อยากให้ดูตอนนี้มากที่สุด บุ้งให้สัมภาษณ์ฐปณีย์ เอียดศรีไชย - หน้าเฟซบุ๊คส่วนตัวของเธอก็เขียนถึงเหตุการณ์นี้) อธิบายแนวทางและคาแร็คเตอร์ของตัวเธอเองและทะลุวังได้ดีมาก
นาทีที่ 11:10 เป็นต้นไป
https://youtu.be/3qwe06tz1Q8?si=Qyt1JWEtETtEwShy

(ภาพจากมิตร ขออภัยไม่ทราบที่มา)
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1186044802389974&set=a.131051334555998

.....
เพิ่มเติมจาก Gemini

กลุ่ม ทะลุ วัง

กลุ่มทะลุวัง (Thaluwang) เป็นกลุ่มนักกิจกรรมทางการเมืองรุ่นใหม่ของไทยที่มีบทบาทโดดเด่นและถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในช่วงปี พ.ศ. 2565 เป็นต้นมา โดยขับเคลื่อนข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ การยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และสิทธิในกระบวนการยุติธรรม

อัตลักษณ์และการเคลื่อนไหวของกลุ่มมีประเด็นสำคัญ ดังนี้:

1. แนวทางการเคลื่อนไหวที่เป็นเอกลักษณ์

การทำโพลสำรวจความเห็น: สิ่งที่ทำให้กลุ่มทะลุวังเป็นที่รู้จักในวงกว้างคือการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในพื้นที่สาธารณะ (เช่น ห้างสรรพสินค้า หรือรถไฟฟ้า) โดยชวนให้ประชาชนนำสติกเกอร์ไปแปะเพื่อแสดงความเห็นในประเด็นที่แหลมคม เช่น "คุณคิดว่าขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่?" หรือประเด็นเรื่องการยกเลิกมาตรา 112


รูปแบบที่ดุดันและตรงไปตรงมา: ต่างจากบางกลุ่มที่เน้นการปราศรัยหรือเสวนาวิชาการ ทะลุวังมักเน้นการเผชิญหน้า (Confrontational) และการใช้มาตรการเชิงสัญลักษณ์ที่ท้าทายเพื่อกระตุ้นให้เกิดความสนใจและการตั้งคำถามในสังคม

2. แกนนำและสมาชิกที่เป็นที่รู้จัก

"บุ้ง" เนติพร เสน่ห์สังคม: แกนนำและผู้สนับสนุนหลักของกลุ่ม ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในการขับเคลื่อนและดูแลสมาชิกในกลุ่ม บุ้งเสียชีวิตในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2567 ระหว่างการคุมขังและอดอาหารเพื่อประท้วงเรียกร้องสิทธิการประกันตัวให้ผู้ต้องขังคดีการเมือง ซึ่งเหตุการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนและความสะเทือนใจให้กับสังคมอย่างมาก

"ตะวัน" ทานตะวัน ตัวตุลานนท์: นักกิจกรรมหญิงรุ่นใหม่ที่มีบทบาทนำในการทำโพลและกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์หลายครั้ง รวมถึงการอดอาหารประท้วงร่วมกับ "แบม" อรวรรณ ภู่พงษ์ ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2566

"สายน้ำ" และสมาชิกเยาวชนคนอื่นๆ: กลุ่มนี้มักมีเยาวชนและผู้เยาว์เข้าร่วมขับเคลื่อน ซึ่งทำให้เกิดข้อถกเถียงในสังคมเกี่ยวกับสิทธิเด็กและการคุ้มครองเยาวชนในพื้นที่การเมือง

3. คดีความและข้อถกเถียงในสังคม

การถูกดำเนินคดี: สมาชิกกลุ่มทะลุวังส่วนใหญ่ถูกดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างหนัก โดยเฉพาะมาตรา 112, มาตรา 116 (ยุยงปลุกปั่น) รวมถึงข้อหาละเมิดอำนาจศาล และบุกรุกสถานที่ราชการ

มุมมองของสังคม: * ฝ่ายที่สนับสนุน: มองว่าพวกเขาเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความกล้าหาญ ท้าทายเพดานทางการเมือง และชี้ให้เห็นถึงปัญหาในกระบวนการยุติธรรมและการจำกัดสิทธิเสรีภาพ

ฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์: มองว่าแนวทางการทำกิจกรรมบางครั้งมีความก้าวร้าว เกินขอบเขต และอาจสร้างความขัดแย้งในสังคมมากกว่าการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย
...
ความกล้าหาญและตรงไปตรงมาของกลุ่ม

มิติเรื่อง "ความกล้าหาญและความตรงไปตรงมา" ของกลุ่มทะลุวัง ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้กลุ่มนี้มีอัตลักษณ์เด่นชัดที่สุด และเป็นจุดที่ถูกนำมาถกเถียงอย่างเข้มข้นในสังคมไทย โดยสามารถมองและตีความแง่มุมนี้ได้จากหลายมุมมองครับ:

1. ในมุมมองของผู้สนับสนุน: การพังเพดานและพูดความจริงที่สังคมเลี่ยง

สำหรับผู้ที่เห็นด้วยหรือเข้าใจแนวทางของกลุ่ม มองว่าความกล้าหาญของทะลุวังคือ "การพูดในสิ่งที่สังคมรู้แต่ไม่มีใครกล้าพูดเสียงดัง" * การท้าทายวัฒนธรรมอำนาจนิยม: ในสังคมไทยที่มีโครงสร้างอำนาจที่ซับซ้อนและมีเรื่องต้องห้ามมากมาย การที่เยาวชนกลุ่มนี้เดินเข้าหาประเด็นที่แหลมคมที่สุด (เช่น เรื่องงบประมาณสถาบันฯ หรือผลกระทบจากขบวนเสด็จ) ถือเป็นการทลายกำแพงความกลัว

ความตรงไปตรงมาที่ไม่ประนีประนอม: พวกเขาไม่ใช้ภาษากฎหมายที่ซับซ้อน หรือภาษาการทูตที่ต้องตีความ แต่ใช้คำถามง่ายๆ ตรงๆ ผ่านโพลสติกเกอร์ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจและมีส่วนร่วมได้ทันที

การเอาชีวิตและอิสรภาพเข้าแลก: การอดอาหารประท้วงของตะวัน-แบม หรือการต่อสู้ของบุ้ง เนติพร จนถึงวาระสุดท้ายในเรือนจำ ถูกมองว่าเป็นรูปแบบสูงสุดของความใจเด็ดและความซื่อตรงต่ออุดมการณ์ โดยยอมสละความสุขส่วนตัวเพื่อชี้ให้เห็นถึงปัญหาในกระบวนการยุติธรรม

2. ในมุมมองของนักยุทธศาสตร์การเมือง: ขีดจำกัดของการเผชิญหน้า

ในหมู่นักวิชาการหรือนักเคลื่อนไหวสายสันติวิธีบางส่วน มองความตรงไปตรงมานี้ด้วยความห่วงใยในเชิงยุทธศาสตร์:

การสร้างแรงต้านมากกว่าแรงร่วม: การเคลื่อนไหวที่ดุดันและเผชิญหน้า (Confrontational) ในบางกิจกรรม เช่น การไปกดดันตามพรรคการเมืองหรือหน่วยงานราชการ ถูกวิจารณ์ว่าอาจทำให้มวลชนแนวร่วมที่เป็น "คนตรงกลาง" หรือฝ่ายเสรีนิยมสายปฏิรูปสายกลางรู้สึกอึดอัด และเลือกที่จะถอยห่างออกไป

การตกเป็นเป้าของนิติสงคราม: ความตรงไปตรงมาแบบไม่มีกันชนทางกฎหมาย ทำให้รัฐสามารถใช้กลไกทางกฎหมาย (เช่น ม.112 หรือ ม.116) จัดการได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง ส่งผลให้แกนนำต้องติดคุกหรือสูญเสียทรัพยากรในการต่อสู้คดี จนยากจะรักษาความต่อเนื่องของขบวนการ

3. ในมุมมองของฝ่ายอนุรักษ์นิยม: ความก้าวร้าวและการละเมิดกติกา

สำหรับฝ่ายรอยัลลิสต์หรือผู้ที่ต้องการเห็นความสงบเรียบร้อย มองว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่ใช่ความกล้าหาญ แต่เป็น "ความก้าวร้าวรุนแรง":

การละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น: มองว่าการทำกิจกรรมในพื้นที่สาธารณะหรือการแสดงออกบางอย่าง เป็นการรบกวนความสงบสุข บังคับให้คนเลือกข้าง หรือเป็นการแสดงออกที่ขาดความเคารพต่อวัฒนธรรมและสถาบันหลักของชาติ

การถูกมองว่ามีวาระซ่อนเร้น: ฝ่ายตรงข้ามมักตั้งข้อสงสัยว่า ความตรงไปตรงมาของเด็กๆ อาจถูกชี้นำหรือใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองโดยกลุ่มการเมืองอื่นที่อยู่เบื้องหลัง