วันอังคาร, พฤษภาคม 26, 2569

จาก "คนละครึ่ง" สู่ "ไทยช่วยไทย พลัส 60/40" บทเรียนจากงานวิจัย


Athiphat Muthitacharoen
15 hours ago
·
วันนี้เป็นวันแรกที่โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เปิดลงทะเบียน

ผมคิดว่า “ไทยช่วยไทย พลัส” มีโอกาสช่วยประคองเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังซื้อยังอ่อนแรง และธุรกิจรายย่อยจำนวนมากยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

แต่ในอีกด้านหนึ่ง เราก็ต้องยอมรับว่า “กระสุนทางการคลัง” ของไทยเหลือน้อยลงเรื่อย ๆ และนี่อาจเป็นหนึ่งในการกู้ขนาดใหญ่ครั้งสุดท้ายที่รัฐยังพอมีพื้นที่ทำได้โดยไม่กระทบความเชื่อมั่นทางการคลังมากเกินไป

ดังนั้นทุกบาทที่ใช้ควรถูกออกแบบบนฐานของ “หลักฐานเชิงประจักษ์” มากกว่าความรู้สึก

ในฐานะผู้เสียภาษี ผมอยากชวนทุกคนย้อนดูบทเรียนจาก “คนละครึ่ง” รอบก่อน ๆ ว่าเงินไปไหน ใครได้ประโยชน์ และอะไร work / ไม่ work

จากงานวิจัยที่ใช้ข้อมูล e-payment และข้อมูลจาก food-delivery platform เราพบข้อสังเกตสำคัญ 4 เรื่อง
.
.
1. คนละครึ่ง “ช่วยร้านค้า” ได้จริง โดยเฉพาะร้านเล็ก

ร้านที่เข้าร่วมโครงการมียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 50% และที่น่าสนใจคือ ยอดขาย “นอกโครงการ” ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

กลไกสำคัญไม่ใช่แค่คนซื้อเยอะขึ้นต่อครั้ง แต่คือ “ร้านได้ลูกค้าใหม่”
บนแพลตฟอร์ม delivery ร้านที่เข้าร่วมมีจำนวนลูกค้าไม่ซ้ำเพิ่มขึ้นถึง 176%

สะท้อนว่าโครงการลักษณะนี้ช่วยเปิดตลาดให้ร้านเล็ก และสร้าง customer discovery ได้จริง

ที่สำคัญ ผลบางส่วนยังอยู่ต่อหลังจบโครงการ โดยเฉพาะร้านเล็กที่ได้ลูกค้าประจำเพิ่มขึ้น
.
.
2. แต่เงินช่วยเหลือ “กระจุกตัว” สูงมาก

แม้ร้านเล็กจำนวนมากได้ประโยชน์ แต่เมื่อดูการกระจายตัวของเงินสนับสนุน ภาพกลับซับซ้อนขึ้นมาก

ร้าน Top 5% ได้เงินสนับสนุนรวมกันถึง 41% ของงบทั้งหมด

ร้านกลุ่มนี้มักเป็นร้านที่
• มีฐานลูกค้าเดิมอยู่แล้ว
• คุ้นกับ e-payment
• และเข้าร่วมโครงการแทบทุก phase

แปลว่า แม้นโยบายจะช่วย SMEs จริง แต่เม็ดเงินรัฐส่วนหนึ่งก็ไหลไปกระจุกในร้านขนาดใหญ่กว่าที่หลายคนคิด

นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญของ “ไทยช่วยไทย พลัส” รอบใหม่ว่า จะออกแบบอย่างไรให้เงินไปถึง “ร้านเล็กที่แท้จริง” มากขึ้น เช่น ควรมีเพดาน subsidy ต่อร้านหรือไม่ เพื่อไม่ให้รัฐอุดหนุนร้านใหญ่ซ้ำ ๆ มากเกินไป
.
.
3. คนละครึ่งช่วย “ร้านค้า” มากกว่าช่วย “การบริโภคใหม่”

อันนี้เป็น insight สำคัญมากในเชิงกระตุ้นเศรษฐกิจ งานวิจัยพบปรากฏการณ์ crowd out ค่อนข้างชัด

นั่นคือ การบริโภคส่วนสำคัญเป็นการ “ย้ายที่ซื้อ” จากร้านที่ไม่ได้เข้าร่วม มายังร้านที่เข้าร่วม มากกว่าจะเป็นการเพิ่มการใช้จ่ายใหม่ทั้งหมด

ค่าประสิทธิผลต่อการใช้จ่าย (MPC) อยู่ราว 0.4 แปลว่า รัฐอุดหนุน 1 บาท เกิดการใช้จ่ายใหม่จริงประมาณ 40 สตางค์

ยิ่งไทยช่วยไทย พลัส รอบนี้เพิ่มสัดส่วนการอุดหนุนจากรัฐเป็น 60% ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่โครงการจะทำหน้าที่ “ประคองกำลังซื้อ” มากกว่า “สร้างการใช้จ่ายใหม่”

ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด เพราะในภาวะที่เศรษฐกิจอ่อนแรง การช่วยพยุงรายได้และสภาพคล่องของครัวเรือนก็มีความสำคัญ

แต่รัฐควรสื่อสารให้ชัดว่า เป้าหมายหลักของนโยบายคืออะไร กำลังต้องการ “เยียวยา” หรือ “เร่งเศรษฐกิจ”

เพราะสองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน และต้องใช้เครื่องมือที่ต่างกัน

ถ้าต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจจริง โจทย์สำคัญไม่ใช่แค่ “ช่วยเยอะขึ้น”
แต่คือ “ออกแบบอย่างไรให้เกิดการใช้จ่ายใหม่เพิ่มขึ้นจริง” มากกว่าเพียงการย้ายที่ซื้อหรือดึงการใช้จ่ายในอนาคตมาใช้ก่อน
.
.
4. ถึงเวลาต้องมอง “การดึงร้านค้าเข้าระบบ” เป็นเป้าหมายหลัก

หลายปีที่ผ่านมา เรากังวลกันมากว่า ร้านค้าจะไม่เข้าร่วมโครงการเพราะกลัวต้องเสียภาษี

แต่ข้อมูลจากงานวิจัยพบว่า ร้านที่ออกจากระบบเพราะความกังวลนี้มีเพียงราว 6%

ขณะเดียวกัน จากงานวิจัยเรื่อง VAT ธุรกิจขนาดเล็กราว 40% เลือกเข้า VAT ด้วยความสมัครใจ แม้รายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์บังคับ 1.8 ล้าน

แปลว่า ธุรกิจจำนวนมาก “พร้อมเข้าระบบ” ถ้าการอยู่ในระบบมันคุ้มค่า และต้นทุน compliance ไม่สูงเกินไป

ดังนั้น ถ้ารัฐจะใช้เงินจำนวนมากกับไทยช่วยไทย พลัส ก็ควรใช้โอกาสนี้ สร้างแรงจูงใจให้ร้านค้า
• เข้าสู่ระบบภาษี
• ใช้ e-payment
• และสร้าง digital footprint ทางธุรกิจ

ไม่ใช่เพียงกระตุ้นระยะสั้นแล้วจบไป
.
.
สรุปภาพใหญ่

วันนี้รัฐมีเงินกู้แล้ว คำถามสำคัญคือ “จะใช้อย่างไรให้คุ้มค่า”

แน่นอนว่า คนละครึ่งเป็น policy ที่ประชาชนคุ้นเคย และประสบความสำเร็จทางการเมืองสูงมาก

แต่ความ popular ไม่ได้แปลว่าเป็นมาตรการที่ดีที่สุดเสมอไป

โจทย์สำคัญของ “ไทยช่วยไทย พลัส” จึงไม่ใช่แค่ คนจะชอบไหม แต่คือ เราจะออกแบบนโยบายอย่างไรให้
• ช่วยร้านเล็กได้จริง
• ลดการกระจุกตัวของเงินช่วยเหลือ
• กระตุ้นเศรษฐกิจได้คุ้มค่ากว่าเดิม
• และช่วยพาธุรกิจเข้าสู่ระบบอย่างยั่งยืน

ขอเป็นกำลังใจให้กระทรวงการคลังกับภารกิจสำคัญครั้งนี้ครับ

ศ. ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ
คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ

อ้างอิง
Muthitacharoen, A., Wanichthaworn, W., & Burong, T. (2021). VAT threshold and small business behavior: evidence from Thai tax returns. International Tax and Public Finance, 28(5), 1242-1275.

Muthitacharoen, A. (2024). Digital fiscal stimulus and SMEs: difference-in-differences evidence from Thailand’s half-and-half program. Applied Economics Letters.

Muthitacharoen, A. (2024). Using a no-minimum 50: 50 co-pay to stimulate consumption: evidence from Thailand’s digital fiscal stimulus. Applied Economics Letters.

Lertmethaphat, N., Wasi, N., Muthitacharoen, A., & Poonpolkul, P. (2025). มองผู้ประกอบการรายย่อยนอกระบบผ่านโครงการ “คนละครึ่ง” (aBRIDGEd No. 15/2025). PIER.

ป.ล. Link งานวิจัยอยู่ใน comment ครับ