วันอังคาร, พฤษภาคม 26, 2569

เอกสารที่ยื่นต่อหน่วยงานรัฐบาลเมื่อเร็วๆ นี้เปิดเผยว่า ในช่วงสามเดือนแรกของปีนี้ มีการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นหลายพันรายการในนามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (ดูหมือนยุคนี้ ทรัมป์ มีแต่ทำให้คนรวยรวยขึ้น รวมทั้งตัวเค้าเองด้วย)

 
https://www.facebook.com/reel/1007819905258715
.....

เอกสารที่ยื่นต่อหน่วยงานรัฐบาลเมื่อเร็วๆ นี้เปิดเผยว่า ในช่วงสามเดือนแรกของปีนี้ มีการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นหลายพันรายการในนามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

รายงานทางการเงินที่ยื่นต่อสำนักงานจริยธรรมรัฐบาลสหรัฐฯ (Office of Government Ethics หรือ OGE) เมื่อกลางเดือนพฤษภาคม 2026 ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเอกสารความยาวกว่า 100 หน้า (แบบฟอร์ม 278-T) เปิดเผยว่า มีการทำธุรกรรมซื้อขายหลักทรัพย์ในบัญชีสินทรัพย์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมทั้งสิ้น 3,642 รายการ ในช่วงไตรมาสแรก (มกราคม–มีนาคม) ของปีนี้

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกจับตามองอย่างมาก เนื่องจากปริมาณการซื้อขายที่สูงและการเลือกสมุดบัญชีหุ้นที่เชื่อมโยงกับนโยบายของรัฐบาล

รายละเอียดสำคัญจากเอกสาร

  • มูลค่าและปริมาณการซื้อขาย: คิดเป็นเฉลี่ยประมาณ 40 ถึง 60 รายการต่อวันทำการ โดยมีการประเมินว่ามูลค่าการซื้อขายสะสมรวมทั้งหมดอยู่ระหว่าง 220 ล้านถึง 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • กลุ่มหุ้นเป้าหมาย: ธุรกรรมส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ (กลุ่ม Magnificent Seven) เช่น Nvidia, Microsoft, Amazon และ Meta รวมถึงสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง Goldman Sachs และ JPMorgan Chase
  • ขนาดของธุรกรรม: แม้ว่าจะมีรายการใหญ่ๆ ระดับหลายล้านดอลลาร์ (เช่น การเทขายหุ้น Meta, Amazon และ Microsoft เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์) แต่ธุรกรรมมากกว่า 70% เป็นการซื้อขายย่อยในวงเงินระหว่าง 1,001 ถึง 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคล้ายกับการปรับพอร์ตตามดัชนีตลาดหุ้นทั่วไป
ประเด็นข้อถกเถียงด้านจริยธรรม

การซื้อขายหุ้นในลักษณะนี้ถือเป็นการแหวกแนวปฏิบัติเดิมของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในอดีต นับตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ที่มักจะโอนสินทรัพย์ส่วนตัวไปให้ "กองทุนทรัสต์ตาบอด" (Qualified Blind Trust) บริหาร หรือหันไปลงทุนในกองทุนรวมทั่วไปเพื่อหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน

แต่องค์กรตรวจสอบด้านจริยธรรมได้ตั้งข้อสังเกตว่า ช่วงเวลาในการซื้อขายหุ้นบางตัวมีความประจวบเหมาะกับทิศทางนโยบายและมาตรการของรัฐบาลอย่างน่าสงสัย เช่น:

  • หุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์: พอร์ตของทรัมป์มีการเข้าซื้อหุ้น Nvidia และ AMD ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่กระทรวงพาณิชย์อนุมัติให้บริษัทเหล่านี้สามารถขายชิปประมวลผลขั้นสูงให้แก่ลูกค้าในประเทศจีนได้ นอกจากนี้ ซีอีโอของ Apple และ Nvidia ยังได้ร่วมคณะเดินทางไปเยือนประเทศจีนกับประธานาธิบดีในเวลาต่อมาด้วย
  • สัญญาจ้างของรัฐบาล: มีรายงานการเข้าซื้อหุ้นของบริษัท Palantir Technologies และ Axon Enterprise ก่อนที่หน่วยงานของรัฐ (เช่น กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ และ ICE) จะประกาศทำสัญญาสั่งซื้อบริการและอุปกรณ์มูลค่ามหาศาลในเวลาต่อมาไม่กี่สัปดาห์
  • ยาและเวชภัณฑ์: มีการเข้าซื้อหุ้นของบริษัท Eli Lilly ในช่วงที่หน่วยงานรัฐบาลกลางกำลังดำเนินนโยบายขยายการเข้าถึงยาลดน้ำหนัก ซึ่งส่งผลดีต่อผลประกอบการของบริษัทโดยตรง
คำชี้แจงจากทรัมป์ออร์กาไนเซชัน

โฆษกของกลุ่มธุรกิจทรัมป์ออร์กาไนเซชัน (Trump Organization) และทีมที่ปรึกษาทางการเงินระบุว่า การทำธุรกรรมทั้งหมดเป็นไปตามกฎหมาย STOCK Act (กฎหมายห้ามบุคลากรภาครัฐใช้ข้อมูลภายในเพื่อประโยชน์ส่วนตน) อย่างถูกต้อง

ทางทีมงานย้ำว่า พอร์ตการลงทุนนี้บริหารจัดการโดย สถาบันการเงินภายนอกที่เป็นอิสระ (Third-party financial institutions) ซึ่งมีอำนาจสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจลงทุนแต่เพียงผู้เดียว โดยที่ตัวประธานาธิบดี ครอบครัว หรือตัวแทนขององค์กร ไม่ได้มีส่วนร่วมในการสั่งการ เลือก หรืออนุมัติการซื้อขายใดๆ และไม่ได้รับแจ้งข้อมูลการซื้อขายล่วงหน้าแต่อย่างใด นักวิเคราะห์บางส่วนระบุเพิ่มเติมว่า รูปแบบการซื้อขายที่มีปริมาณมากและกระจายตัวในหุ้นหลายร้อยบริษัทนั้น มีลักษณะคล้ายกับการตั้งโปรแกรมลงทุนอัตโนมัติเพื่อล้อไปกับดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ (Market Indexes) มากกว่าการจงใจเลือกเก็งกำไรในหุ้นรายตัว