
https://www.facebook.com/sorrayuth9115/posts/1621017256051874
สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว
15 hours ago
·
‘พรรคประชาชน’ จี้ ชะลอโครงการ TH-AI Passport หลังพบความบังเอิญ ‘บริษัทชนะประมูล’ วางราคากลางเอง ชนะเอง แถมยังชนะโครงการโมโตจีพี ที่บุรีรัมย์ด้วย ลั่น อะไรจะบังเอิญขนาดนั้น กินรวบทุกโครงการหลายพันล้านของกระทรวงภูมิใจไทย ถาม ‘ไชยชนก’ รู้มาก่อนหรือไม่ ด้าน ‘รมต.ดีอี’ แจงยิบกระบวนการทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ช้าไปด้วยซ้ำ พร้อมรับการตรวจสอบ ลั่น ใครได้งานไม่สน แต่ต้องทำตามนโยบาย หากทำไม่ได้ เจอต้องจัดการ
วันที่ 28 พ.ย.69 นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้สดเรื่องโครงการ TH-AI Passport มูลค่าโครงการ 1.6 พันล้านบาท ถามนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส)
นายภาวุธ กล่าวว่า ขณะนี้โครงการอยู่ภายใต้กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ กองทุนดีอี ซึ่งเป็นกองทุนที่จะเพิ่มขีดความสามารถให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจโดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ โดยกองทุนดังกล่าวได้รับเงินจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ปีละประมาณ 2 พันล้านบาท ซึ่งในปี 2568 มีการจัดทำโครงการดังกล่าวขึ้นมา เพื่อแจก AI แบบโปรพิเศษให้คนไทยใช้ฟรี 5 ล้านคน ถามว่าทำไมต้อง 5 ล้านคน ก็เพราะนำตัวเลขประชาชน 3 ล้านคน หารกับ 1.5 พันล้านบาท จึงได้มา 5 ล้านคน จะเห็นได้ว่าโครงการดังกล่าว ไม่ได้มาจากความต้องการจริงของประเทศไทยเลย
นายภาวุธ กล่าวว่า การของบประมาณโครงการนี้ ถูกขอโดย กสทช.เอง ทั้งที่กสทช.เป็นเลขาธิการของคณะกรรมการกองทุนนี้ เหมือนตั้งเอง ชงเอง และตบเอง ตรงนี้เป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบใช่หรือไม่
จึงอยากถามว่า ในฐานะที่นายไชยชนกเป็นประธานคณะกรรมการกองทุนนี้ รวมถึงรับผิดชอบกองทุนนี้โดยตรงเอง คิดว่าการทำลักษณะนี้เหมาะสมหรือไม่ ทำไมจึงปล่อยผ่าน และตัวเลข 5 ล้านคนนั้น ไม่สะท้อนกับความเป็นจริงเลย
นายภาวุธ กล่าวต่อว่า ตนไม่ปฏิเสธว่า AI สำคัญ แต่จำเป็นต้องเร่งขนาดนี้ด้วยหรือ ถึงขนาดต้องเอาเงินของกองทุนที่ยังจะมีอีกหลายโครงการดีๆ เพราะโครงการนี้ใช้งบประมาณเกือบ 1.6 พันล้านบาท หรือประมาณ 60-70% ของเงินกองทุนที่มีอยู่ หากรออีกนิด เพื่อที่จะใช้งบประมาณของเงินประมาณในปีถัดไป ก็น่าจะได้
โครงการนี้มีความประหลาดมากมาย เพราะนอกจากจะเป็นโครงการที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์กองทุนแล้ว ยังเป็นโครงการที่อนุมัติเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วย อีกทั้งโครงการดังกล่าวยังใช้เวลาตั้งแต่ประกวดราคา แล้วให้คนอื่นเสนอเอกสารเข้ามา ซึ่งตั้งแต่ที่เปิดประกวดราคา จนถึงวันที่ยื่นเข้ามาใช้เวลาเพียงแค่ 34 วันเท่านั้น ทั้งที่ปกติใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน ทำให้น่าตั้งข้อสงสัยว่า บริษัทที่ส่งข้อมูลเข้ามานั้น มีส่วนรู้เห็น วางแผนไว้ก่อน หรือรู้มาก่อนว่าจะมีโครงการนี้หรือไม่
นอกจากนี้ ยังมีความบังเอิญหลายอย่างในโครงการดังกล่าวด้วย เช่น กลุ่มบริษัทที่เข้ามาประมูล เป็นกลุ่มบริษัทที่เข้ามาวางราคากลางไว้ จากนั้นก็เริ่มมีการเสนอราคากันเอง มีการล็อกสเปกไว้ในทีโออาร์ สุดท้ายก็ชนะการประมูล แต่ที่น่าตกใจคือ ราคาที่ชนะการประมูลต่ำกว่าราคากลางที่ตั้งไว้ 1.5%
นายภาวุธ กล่าวด้วยว่า ความบังเอิญที่สอง เราอาจะเรียกว่าล็อกสเปกไว้เลยก็ได้ เพราะมีการลงโฆษณาในร้านสะดวกซื้อ ทั้งที่มีช่องทางอื่นมากมาย ที่สำคัญคือ หนึ่งในกิจการร่วมค้าที่ประมูลงานนี้ได้ไปคือ กลุ่มทุนของเจ้าของสิทธิ์หน้าจอในร้านสะดวกซื้อรายนั้น
บังเอิญที่สาม ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีการพูดถึงการประมูล Big Data แพลตฟอร์มคลังหน่วยกิตของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม รวมถึงยังมีระบบดิจิทัลของกระทรวงศึกษาธิการ ราคาเป็นหมื่นล้าน แต่ที่น่าตกใจคือ บริษัทที่มาทำราคากลางของโปรเจกต์ทั้งหมด เป็น 3 บริษัทเดียวกันที่ทำโครงการ TH-AI Passport
“คือเป็นความบังเอิญที่ 3 บริษัทนี้ สามารถไปวางราคากลางให้กับโครงการระดับหลายพันล้านที่กระทรวงที่พรรคภูมิใจไทยบริหารอยู่ ถือเป็นความเป๊ะ ราวกับเป็นแก๊งเดียวกัน
บังเอิญที่สี่คือ กลุ่มบริษัทที่ชนะโครงการนี้ ยังได้ชนะโครงการโมโตจีพีที่ จ.บุรีรัมย์ด้วย อะไรจะบังเอิญขนาดนั้น ว่ากลุ่มบริษัทเหล่านี้สามารถรับงานทุกอย่าง รวมถึงรับงานโมโตจีพีได้อีกด้วย
ฉะนั้น ความบังเอิญมันช่างเป๊ะพอดี ฉะนัั้น สิ่งที่เราน่าตั้งคำถามคือกลุ่มบริษัทเหล่านี้ จะมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนขาประจำที่ได้รับงานในกระทรวงที่ท่านบริหารมาโดยตลอดหรือไม่ ดังนั้น โครงการ TH-AI Passport เป็นโครงการที่มีความผิดปกติ และมีความบังเอิญเต็มไปหมด ซึ่งคนที่ชนะโครงการเป็นโครงข่ายกินรวบหน้าเดิมๆ และเกี่ยวข้องกับพรรคท่านมาโดยตลอด คำถามคือ ท่านรู้มาก่อนหรือไม่ และปล่อยให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นในกระทรวงของท่านได้อย่างไร”
นายภาวุธ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตนเชื่อว่าคนไทยใช้ AI ไม่ถึง 5 ล้านคน ฉะนั้น เราไม่จำเป็นต้องเสียเงินถึง 1.5 พันล้านบาทซื้อมาเก็บไว้ หากเราใช้ไป 2 ล้านคนแล้วค่อยไปซื้อเพิ่มก็ได้ แล้วทำไมในการซื้อครั้งนี้ ต้องซื้อผ่านบริษัทตัวกลางด้วย ทำไมไม่ซื้อตรงไปที่บริษัทเลย เพราะจะสามารถต่อรองและได้สิทธิประโยชน์ ดังนั้น เมื่อเราซื้อผ่านตัวกลางคำถามคือแล้วสิทธิประโยชน์ที่เราควรจะได้รับ ส่วนต่างที่ต้องเสียให้ตัวกลาง มันจำเป็นหรือไม่ที่ต้องเสียให้กับตัวกลางตรงนั้น
อีกทั้งวันนี้ของฟรีก็มีเต็มไปหมด เพราะการแข่งขัน AI มันสูง ทั้งหมดนี้คือความเสียหายมากกว่า 1.6 พันล้านบาทของกองทุนดีอี
อีกทั้ง เมื่อพบช่องโหว่ และประชาชนสงสัย ควรชะลอการเปิดลงทะเบียนในเดือนมิถุนายนเพื่อให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) หรือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบการประมูล เพื่อไม่ให้มีผลประโยชน์ทับซ้อน
ด้านนายไชยชนก รมว.ดีอี ชี้แจงว่า ตนคิดว่าเรื่องการพัฒนา AI เป็นเรื่องที่เราเห็นตรงกันว่าเป็นเรื่องสำคัญ จำเป็น และเร่งด่วน ซึ่งที่ถามว่าทำไมจึงต้องใช้เงินกองทุน เพราะตอนรัฐบาลอนุทิน 1 เราเข้ามาปฏิบัติหน้าที่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ไม่ทันงบประมาณประจำปีแล้ว จึงมีความจำเป็นต้องหาแนวทางอื่นในการทำโครงการดีๆ และเป็นเรื่องจำเป็น หากเราอยากตามเทรนด์โลกทัน และอยากให้ประเทศไทยไม่ตกกลุ่มของการมีเวิร์คฟอร์ส (Workforce) ที่เล็กลงในอนาคตข้างหน้า หากเราต้องการเพิ่มผลผลิตของประเทศไทย ตนเห็นสิ่งที่กองทุนทำ และการใช้เงินของกองทุนก็เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนแน่นอนตามมาตรา 23 ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ดีอี และการใช้จ่ายเงินของ กสทช. ก็เป็นไปตามมาตรา 26 (3) เช่นเดียวกัน
นายไชยชนก กล่าวว่า โครงการดังกล่าวไม่ได้เป็นแค่การแจก AI โปร และฟรีเท่านั้น แต่นโยบายที่ตนให้หน่วยงานไปคือการพัฒนา AI รวมถึงระบบ Ecosystem AI และตัว AI Passport ไม่ได้มีแค่โมเดลระดับโปรหลากหลายโมเดลที่ให้คน 5 ล้านคนใช้ฟรีเพียงอย่างเดียว แต่จะมีคอร์สเรียนให้ประชาชนที่เข้ามาใช้สิทธิได้ศึกษาและพัฒนาสกิล ซึ่งมีหลักสูตรที่ถูกสร้างขึ้นมา ร่วมกับกลุ่มบริษัทชั้นนำของโลก
นายไชยชนก กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่อง 5 ล้านคนอย่างน้อยต้องได้ใช้ AI โปรหรือเทียบเท่าหรือสูงกว่า ฟรีเป็นเวลา 1 ปี พร้อม Learn to Earn Model ตามที่ตนให้นโยบายไป
สำหรับประเด็นคำถามเรื่องทีโออาร์ ที่นายภาวุธบอกว่ามีข้อสังเกตและความบังเอิญหลายอย่างนั้น ตนได้ให้หน่วยงานมาชี้แจง และเมื่อมีประเด็นถกเถียงกันในสังคม ก็ได้ให้ทีมงานติดตามสถานการณ์เพื่อรวบรวมประเด็น
ประเด็นที่นายภาวุธบอกว่า กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างใช้เวลาเพียงแค่ 34 วัน ไม่ใช่เรื่องจริง เพราะกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมีการประกาศจริงๆ เริ่มตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา หลังจากนั้นมีการทำประชาพิจารณ์ทีโออาร์ ระหว่างวันที่ 15-22 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยทีโออาร์มีทั้งหมด 33 หน้า
ส่วนที่เกี่ยวข้องกับประชาสัมพันธ์มี 2 หน้าเต็ม แต่ที่นายภาวุธพูดมานั้นเป็นเพียงแค่ 2 หมวด หลังจากนั้น จึงเข้ามาสู่กระบวนการที่นายภาวุธพูดถึงว่าใช้เวลา 34 วัน นั่นคือส่วนของการยื่นข้อเสนอโครงการ ฉะนั้น กระบวนการทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เราใช้เวลา 5 เดือน
นายไชยชนก กล่าวด้วยว่า สำหรับคำถามที่นายภาวุธถามว่า จำเป็นเร่งด่วนขนาดนั้นเลยหรือ ตนเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วน เพราะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และสมัยเป็นรัฐบาลอนุทิน 1 นั้น ย้ำว่า ตนพยายามหาทุกทางเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึง AI แบบโปรได้ เพื่อลดความจำเป็น และเพิ่ม AI Literacy เพิ่มศักยภาพในการใช้งานของบุคลากรชาวไทย ซึ่งถือว่ายังเร็วไม่พอด้วยซ้ำ เป้าหมายของฝ่ายบริหารคือ การยกระดับให้ประชาชนเข้าถึง AI ระดับโปรได้
ทั้งนี้ การประสานงานบริษัท AI พบว่า ไม่สามารถทำโครงการร่วมกับรัฐได้โดยตรง และหากเกิดสมมติว่าประสานงานได้โดยตรง จำเป็นต้องใช้แพลตฟอร์มของบริษัทเอไอ นั้นเท่านั้น ทำให้ข้อมูลถูกเก็บไปประมวลผลที่ต่างประเทศ แต่ไม่สามารถนำมาพัฒนาการเรียนรู้พัฒนาบุคลากรของประเทศไทยได้ จึงไม่ตอบโจทย์ นอกจากนั้นแล้ว จะไม่สามารถกำหนดทิศทาง ปกป้องข้อมูลและอธิปไตยของประเทศไทยได้ เพราะเข้ามาสู่ระบบของไทย ซึ่งไม่ใช่การทำโครงการร่วมกัน
“ที่บอกว่ามี AI ฟรีอยู่แล้ว ทำไมต้องจ่ายเงิน หากอยากเป็นรัฐมนตรีดีอี ผมไม่คิดว่าต้องมาอธิบายคำว่า ฟรี กับ โปร มีศักยภาพและผลิตผลที่แตกต่างกันขนาดไหน ที่บอกว่ามีความไม่ชอบเต็มไปหมด แต่ผมเป็นผู้กำหนดนโยบาย ผมดูว่าตรงกับนโยบายและเป้าหมายของรัฐบาลหรือไม่ และคุ้มค่ากับงบประมาณแผ่นดินหรือไม่ โครงการที่ทำเฉลี่ย 27 บาทต่อหัวต่อเดือน และมี เลินนิ่ง โมเดล จึงถูกกว่าสิงคโปร์กว่า 20 เท่า หากที่มองว่ายังมีช่องโหว่ ขอให้ดำเนินการ หากผมคิดจะโกง ผมจะทำให้ถูกและทั่วถึงกับประชาชนได้หรือไม่ ใครได้รับงานในโครงการดังกล่าวไม่เป็นประเด็น และเรื่องของผม เพราะผมมอบนโยบายให้ประชาชนได้ประโยชน์ ใครประมูลผ่าน ใครรับงานต้องทำตามนโยบาย หากทำไม่ได้ ผมต้องจัดการ ดังนั้น ใครได้ ผมไม่สน”
‘พรรคประชาชน’ จี้ ชะลอโครงการ TH-AI Passport หลังพบความบังเอิญ ‘บริษัทชนะประมูล’ วางราคากลางเอง ชนะเอง แถมยังชนะโครงการโมโตจีพี ที่บุรีรัมย์ด้วย ลั่น อะไรจะบังเอิญขนาดนั้น กินรวบทุกโครงการหลายพันล้านของกระทรวงภูมิใจไทย ถาม ‘ไชยชนก’ รู้มาก่อนหรือไม่ ด้าน ‘รมต.ดีอี’ แจงยิบกระบวนการทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ช้าไปด้วยซ้ำ พร้อมรับการตรวจสอบ ลั่น ใครได้งานไม่สน แต่ต้องทำตามนโยบาย หากทำไม่ได้ เจอต้องจัดการ
วันที่ 28 พ.ย.69 นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้สดเรื่องโครงการ TH-AI Passport มูลค่าโครงการ 1.6 พันล้านบาท ถามนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส)
นายภาวุธ กล่าวว่า ขณะนี้โครงการอยู่ภายใต้กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ กองทุนดีอี ซึ่งเป็นกองทุนที่จะเพิ่มขีดความสามารถให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจโดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ โดยกองทุนดังกล่าวได้รับเงินจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ปีละประมาณ 2 พันล้านบาท ซึ่งในปี 2568 มีการจัดทำโครงการดังกล่าวขึ้นมา เพื่อแจก AI แบบโปรพิเศษให้คนไทยใช้ฟรี 5 ล้านคน ถามว่าทำไมต้อง 5 ล้านคน ก็เพราะนำตัวเลขประชาชน 3 ล้านคน หารกับ 1.5 พันล้านบาท จึงได้มา 5 ล้านคน จะเห็นได้ว่าโครงการดังกล่าว ไม่ได้มาจากความต้องการจริงของประเทศไทยเลย
นายภาวุธ กล่าวว่า การของบประมาณโครงการนี้ ถูกขอโดย กสทช.เอง ทั้งที่กสทช.เป็นเลขาธิการของคณะกรรมการกองทุนนี้ เหมือนตั้งเอง ชงเอง และตบเอง ตรงนี้เป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบใช่หรือไม่
จึงอยากถามว่า ในฐานะที่นายไชยชนกเป็นประธานคณะกรรมการกองทุนนี้ รวมถึงรับผิดชอบกองทุนนี้โดยตรงเอง คิดว่าการทำลักษณะนี้เหมาะสมหรือไม่ ทำไมจึงปล่อยผ่าน และตัวเลข 5 ล้านคนนั้น ไม่สะท้อนกับความเป็นจริงเลย
นายภาวุธ กล่าวต่อว่า ตนไม่ปฏิเสธว่า AI สำคัญ แต่จำเป็นต้องเร่งขนาดนี้ด้วยหรือ ถึงขนาดต้องเอาเงินของกองทุนที่ยังจะมีอีกหลายโครงการดีๆ เพราะโครงการนี้ใช้งบประมาณเกือบ 1.6 พันล้านบาท หรือประมาณ 60-70% ของเงินกองทุนที่มีอยู่ หากรออีกนิด เพื่อที่จะใช้งบประมาณของเงินประมาณในปีถัดไป ก็น่าจะได้
โครงการนี้มีความประหลาดมากมาย เพราะนอกจากจะเป็นโครงการที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์กองทุนแล้ว ยังเป็นโครงการที่อนุมัติเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วย อีกทั้งโครงการดังกล่าวยังใช้เวลาตั้งแต่ประกวดราคา แล้วให้คนอื่นเสนอเอกสารเข้ามา ซึ่งตั้งแต่ที่เปิดประกวดราคา จนถึงวันที่ยื่นเข้ามาใช้เวลาเพียงแค่ 34 วันเท่านั้น ทั้งที่ปกติใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน ทำให้น่าตั้งข้อสงสัยว่า บริษัทที่ส่งข้อมูลเข้ามานั้น มีส่วนรู้เห็น วางแผนไว้ก่อน หรือรู้มาก่อนว่าจะมีโครงการนี้หรือไม่
นอกจากนี้ ยังมีความบังเอิญหลายอย่างในโครงการดังกล่าวด้วย เช่น กลุ่มบริษัทที่เข้ามาประมูล เป็นกลุ่มบริษัทที่เข้ามาวางราคากลางไว้ จากนั้นก็เริ่มมีการเสนอราคากันเอง มีการล็อกสเปกไว้ในทีโออาร์ สุดท้ายก็ชนะการประมูล แต่ที่น่าตกใจคือ ราคาที่ชนะการประมูลต่ำกว่าราคากลางที่ตั้งไว้ 1.5%
นายภาวุธ กล่าวด้วยว่า ความบังเอิญที่สอง เราอาจะเรียกว่าล็อกสเปกไว้เลยก็ได้ เพราะมีการลงโฆษณาในร้านสะดวกซื้อ ทั้งที่มีช่องทางอื่นมากมาย ที่สำคัญคือ หนึ่งในกิจการร่วมค้าที่ประมูลงานนี้ได้ไปคือ กลุ่มทุนของเจ้าของสิทธิ์หน้าจอในร้านสะดวกซื้อรายนั้น
บังเอิญที่สาม ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีการพูดถึงการประมูล Big Data แพลตฟอร์มคลังหน่วยกิตของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม รวมถึงยังมีระบบดิจิทัลของกระทรวงศึกษาธิการ ราคาเป็นหมื่นล้าน แต่ที่น่าตกใจคือ บริษัทที่มาทำราคากลางของโปรเจกต์ทั้งหมด เป็น 3 บริษัทเดียวกันที่ทำโครงการ TH-AI Passport
“คือเป็นความบังเอิญที่ 3 บริษัทนี้ สามารถไปวางราคากลางให้กับโครงการระดับหลายพันล้านที่กระทรวงที่พรรคภูมิใจไทยบริหารอยู่ ถือเป็นความเป๊ะ ราวกับเป็นแก๊งเดียวกัน
บังเอิญที่สี่คือ กลุ่มบริษัทที่ชนะโครงการนี้ ยังได้ชนะโครงการโมโตจีพีที่ จ.บุรีรัมย์ด้วย อะไรจะบังเอิญขนาดนั้น ว่ากลุ่มบริษัทเหล่านี้สามารถรับงานทุกอย่าง รวมถึงรับงานโมโตจีพีได้อีกด้วย
ฉะนั้น ความบังเอิญมันช่างเป๊ะพอดี ฉะนัั้น สิ่งที่เราน่าตั้งคำถามคือกลุ่มบริษัทเหล่านี้ จะมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนขาประจำที่ได้รับงานในกระทรวงที่ท่านบริหารมาโดยตลอดหรือไม่ ดังนั้น โครงการ TH-AI Passport เป็นโครงการที่มีความผิดปกติ และมีความบังเอิญเต็มไปหมด ซึ่งคนที่ชนะโครงการเป็นโครงข่ายกินรวบหน้าเดิมๆ และเกี่ยวข้องกับพรรคท่านมาโดยตลอด คำถามคือ ท่านรู้มาก่อนหรือไม่ และปล่อยให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นในกระทรวงของท่านได้อย่างไร”
นายภาวุธ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตนเชื่อว่าคนไทยใช้ AI ไม่ถึง 5 ล้านคน ฉะนั้น เราไม่จำเป็นต้องเสียเงินถึง 1.5 พันล้านบาทซื้อมาเก็บไว้ หากเราใช้ไป 2 ล้านคนแล้วค่อยไปซื้อเพิ่มก็ได้ แล้วทำไมในการซื้อครั้งนี้ ต้องซื้อผ่านบริษัทตัวกลางด้วย ทำไมไม่ซื้อตรงไปที่บริษัทเลย เพราะจะสามารถต่อรองและได้สิทธิประโยชน์ ดังนั้น เมื่อเราซื้อผ่านตัวกลางคำถามคือแล้วสิทธิประโยชน์ที่เราควรจะได้รับ ส่วนต่างที่ต้องเสียให้ตัวกลาง มันจำเป็นหรือไม่ที่ต้องเสียให้กับตัวกลางตรงนั้น
อีกทั้งวันนี้ของฟรีก็มีเต็มไปหมด เพราะการแข่งขัน AI มันสูง ทั้งหมดนี้คือความเสียหายมากกว่า 1.6 พันล้านบาทของกองทุนดีอี
อีกทั้ง เมื่อพบช่องโหว่ และประชาชนสงสัย ควรชะลอการเปิดลงทะเบียนในเดือนมิถุนายนเพื่อให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) หรือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบการประมูล เพื่อไม่ให้มีผลประโยชน์ทับซ้อน
ด้านนายไชยชนก รมว.ดีอี ชี้แจงว่า ตนคิดว่าเรื่องการพัฒนา AI เป็นเรื่องที่เราเห็นตรงกันว่าเป็นเรื่องสำคัญ จำเป็น และเร่งด่วน ซึ่งที่ถามว่าทำไมจึงต้องใช้เงินกองทุน เพราะตอนรัฐบาลอนุทิน 1 เราเข้ามาปฏิบัติหน้าที่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ไม่ทันงบประมาณประจำปีแล้ว จึงมีความจำเป็นต้องหาแนวทางอื่นในการทำโครงการดีๆ และเป็นเรื่องจำเป็น หากเราอยากตามเทรนด์โลกทัน และอยากให้ประเทศไทยไม่ตกกลุ่มของการมีเวิร์คฟอร์ส (Workforce) ที่เล็กลงในอนาคตข้างหน้า หากเราต้องการเพิ่มผลผลิตของประเทศไทย ตนเห็นสิ่งที่กองทุนทำ และการใช้เงินของกองทุนก็เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนแน่นอนตามมาตรา 23 ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ดีอี และการใช้จ่ายเงินของ กสทช. ก็เป็นไปตามมาตรา 26 (3) เช่นเดียวกัน
นายไชยชนก กล่าวว่า โครงการดังกล่าวไม่ได้เป็นแค่การแจก AI โปร และฟรีเท่านั้น แต่นโยบายที่ตนให้หน่วยงานไปคือการพัฒนา AI รวมถึงระบบ Ecosystem AI และตัว AI Passport ไม่ได้มีแค่โมเดลระดับโปรหลากหลายโมเดลที่ให้คน 5 ล้านคนใช้ฟรีเพียงอย่างเดียว แต่จะมีคอร์สเรียนให้ประชาชนที่เข้ามาใช้สิทธิได้ศึกษาและพัฒนาสกิล ซึ่งมีหลักสูตรที่ถูกสร้างขึ้นมา ร่วมกับกลุ่มบริษัทชั้นนำของโลก
นายไชยชนก กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่อง 5 ล้านคนอย่างน้อยต้องได้ใช้ AI โปรหรือเทียบเท่าหรือสูงกว่า ฟรีเป็นเวลา 1 ปี พร้อม Learn to Earn Model ตามที่ตนให้นโยบายไป
สำหรับประเด็นคำถามเรื่องทีโออาร์ ที่นายภาวุธบอกว่ามีข้อสังเกตและความบังเอิญหลายอย่างนั้น ตนได้ให้หน่วยงานมาชี้แจง และเมื่อมีประเด็นถกเถียงกันในสังคม ก็ได้ให้ทีมงานติดตามสถานการณ์เพื่อรวบรวมประเด็น
ประเด็นที่นายภาวุธบอกว่า กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างใช้เวลาเพียงแค่ 34 วัน ไม่ใช่เรื่องจริง เพราะกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมีการประกาศจริงๆ เริ่มตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา หลังจากนั้นมีการทำประชาพิจารณ์ทีโออาร์ ระหว่างวันที่ 15-22 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยทีโออาร์มีทั้งหมด 33 หน้า
ส่วนที่เกี่ยวข้องกับประชาสัมพันธ์มี 2 หน้าเต็ม แต่ที่นายภาวุธพูดมานั้นเป็นเพียงแค่ 2 หมวด หลังจากนั้น จึงเข้ามาสู่กระบวนการที่นายภาวุธพูดถึงว่าใช้เวลา 34 วัน นั่นคือส่วนของการยื่นข้อเสนอโครงการ ฉะนั้น กระบวนการทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เราใช้เวลา 5 เดือน
นายไชยชนก กล่าวด้วยว่า สำหรับคำถามที่นายภาวุธถามว่า จำเป็นเร่งด่วนขนาดนั้นเลยหรือ ตนเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วน เพราะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และสมัยเป็นรัฐบาลอนุทิน 1 นั้น ย้ำว่า ตนพยายามหาทุกทางเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึง AI แบบโปรได้ เพื่อลดความจำเป็น และเพิ่ม AI Literacy เพิ่มศักยภาพในการใช้งานของบุคลากรชาวไทย ซึ่งถือว่ายังเร็วไม่พอด้วยซ้ำ เป้าหมายของฝ่ายบริหารคือ การยกระดับให้ประชาชนเข้าถึง AI ระดับโปรได้
ทั้งนี้ การประสานงานบริษัท AI พบว่า ไม่สามารถทำโครงการร่วมกับรัฐได้โดยตรง และหากเกิดสมมติว่าประสานงานได้โดยตรง จำเป็นต้องใช้แพลตฟอร์มของบริษัทเอไอ นั้นเท่านั้น ทำให้ข้อมูลถูกเก็บไปประมวลผลที่ต่างประเทศ แต่ไม่สามารถนำมาพัฒนาการเรียนรู้พัฒนาบุคลากรของประเทศไทยได้ จึงไม่ตอบโจทย์ นอกจากนั้นแล้ว จะไม่สามารถกำหนดทิศทาง ปกป้องข้อมูลและอธิปไตยของประเทศไทยได้ เพราะเข้ามาสู่ระบบของไทย ซึ่งไม่ใช่การทำโครงการร่วมกัน
“ที่บอกว่ามี AI ฟรีอยู่แล้ว ทำไมต้องจ่ายเงิน หากอยากเป็นรัฐมนตรีดีอี ผมไม่คิดว่าต้องมาอธิบายคำว่า ฟรี กับ โปร มีศักยภาพและผลิตผลที่แตกต่างกันขนาดไหน ที่บอกว่ามีความไม่ชอบเต็มไปหมด แต่ผมเป็นผู้กำหนดนโยบาย ผมดูว่าตรงกับนโยบายและเป้าหมายของรัฐบาลหรือไม่ และคุ้มค่ากับงบประมาณแผ่นดินหรือไม่ โครงการที่ทำเฉลี่ย 27 บาทต่อหัวต่อเดือน และมี เลินนิ่ง โมเดล จึงถูกกว่าสิงคโปร์กว่า 20 เท่า หากที่มองว่ายังมีช่องโหว่ ขอให้ดำเนินการ หากผมคิดจะโกง ผมจะทำให้ถูกและทั่วถึงกับประชาชนได้หรือไม่ ใครได้รับงานในโครงการดังกล่าวไม่เป็นประเด็น และเรื่องของผม เพราะผมมอบนโยบายให้ประชาชนได้ประโยชน์ ใครประมูลผ่าน ใครรับงานต้องทำตามนโยบาย หากทำไม่ได้ ผมต้องจัดการ ดังนั้น ใครได้ ผมไม่สน”