
Max ธีระชาติ ก่อตระกูล - Max Kortrakul
14 hours ago
·
วันนี้จะชวนพวกเรามาลองนึกภาพแบบนี้กันครับ
วันหนึ่งมีคนเดินมาบอกว่า "ในลิ้นชักมีเงินอยู่ 1,600 ล้าน ใช้ให้หมดเถอะ" แล้วคุณจะเริ่มยังไง?
จะเริ่มจากคำถามว่า "ประชาชนเดือดร้อนเรื่องอะไร แล้วเงินก้อนนี้ช่วยได้ตรงไหน" หรือจะเริ่มจาก "มีเงินเท่านี้พอดี งั้นปั้นโครงการให้พอดีกับเงิน"?
ฟังดูเป็นคำถามที่คำตอบชัดเจนใช่ไหมครับ แต่ในห้องประชุมกรรมาธิการเมื่อ 21 พ.ค. ที่ผ่านมา ผมกลับได้ยินคำตอบแบบหลัง — จากปากเจ้าหน้าที่เอง คือแปลง่ายๆแบบตรงตัวว่าเงินเหลือนั่นแหละ
วันนั้นในกรรมาธิการติดตามงบประมาณ พวกเราเชิญ สดช. และกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) มาชี้แจงโครงการชื่อเท่ๆ ว่า "TH-AI Passport" — แจก AI รุ่นพรีเมียม (ChatGPT, Gemini, Claude และอีกหลายเจ้า) ให้คนไทย 5 ล้านคน ใช้ฟรี 12 เดือน งบ 1,621 ล้านบาท โดยหน่วยงานบอกโครงการนี้ประหยัดเงินให้คนไทยได้ถึง 36,000 ล้านบาทเลยทีเดียว (500 บาทต่อเดือน ต่อคน ย้ำอีกทีว่าวัตถุประสงค์หลักโครงการนี้คือเพื่อลดค่าใช้จ่ายประชาชน ไม่ใช้เป้าหลักให้คนไทยได้เข้าถึงเทคโนโลยี ซึ่งการลดค่าใช้จ่ายมันเป็นจุดประสงค์หลักของกองทุนนี้ยังไง ยังงงงง)
ฟังเผินๆ เป็นโครงการที่ดีนะครับ ผมเองก็เห็นด้วยเต็มที่ว่าคนไทยควรได้ใช้ AI แต่พอเปิดดู "วิธีการ" ที่ได้เงินก้อนนี้มา มันมีจุดที่ต้องเอ๊ะหลายจุดมากครับ ขอเล่าเป็นข้อๆ รายละเอียดอาจเยอะหน่อย แต่ต้องบอกว่าโครงการนี้ จุด “เอ๊ะ”มันหลายข้อมากจริงๆฮะ
1. ตัวเลข "5 ล้านคน" ไม่ได้มาจากความต้องการ แต่มาจาก "เงินที่เหลือในกอง" เจ้าหน้าที่ยอมรับเองกลางที่ประชุมว่า ตอนตั้งโครงการเขารู้ก่อนว่ากองทุนมีเงินเหลืออยู่ประมาณ 1,600 ล้าน แล้วเอาเงินก้อนนั้นมาหารต้นทุนต่อหัว จึงได้ออกมาเป็น "5 ล้านคน" — ทั้งๆ ที่โครงการที่ดีควรเริ่มจากปัญหาของประชาชนก่อน แล้วค่อยตั้งงบให้พอดีกับเป้าหมาย ไม่ใช่ตั้งเงินไว้ก่อนแล้วปั้นเป้าหมายให้พอดีกับเงิน แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเลขนี้มันคือความต้องการจริงของคนไทย เลยซื้อเหมามาก่อนใช้ไม่ใช้ไม่รู้ ที่แน่ๆเงินออกจากกระเป๋าไปแล้วแบบคนขายโปรเจคนี้สบายใจแน่นอน แต่ไม่ใช่คนจ่ายแบบเราแน่ๆ
2. โครงการใหญ่ที่สุดในประวัติกองทุน — แต่ไม่ต้องผ่าน ครม. ไม่ต้องผ่านสภา ปกติโครงการของรัฐที่เกิน 1,000 ล้าน ต้องเข้าคณะรัฐมนตรี แต่เงินกองทุนแบบนี้ บอร์ดเคาะเองได้เลยทุกวงเงิน และที่ผ่านมากองทุนนี้ไม่เคยมีโครงการระดับพันล้านมาก่อน — นี่คือ "ครั้งแรก" ครับ เงินแผ่นดินก้อนโตขนาดนี้ ผ่านสายตาสภาผู้แทนฯ ซึ่งเป็นตัวแทนของพวกเรา เจ้าของเงินตัวจริง... น้อยมาก บ้าบอสุดคือเช่าใช้ปีเดียว เหมือนเอางบ 1,600 ล้านมาทำการตลาดฟรีๆให้ AI พรีเมียมให้คนติดซะงั้น ในขณะที่อุตสาหกรรมดิจิทัลในไทย สตาร์ทอัพหลายๆเจ้ากำลังดิ่งเหว แต่เงินกองทุนกลับเอามาทำตลาดให้บริษัท AI ระดับโลก ที่เค้าตังค์เหลือๆอยู่แล้ว เหลือแต่บริษัทเทคประเภทนายหน้าค้าขายกับรัฐ ที่ทำเวบทีเกือบพันล้าน แล้วแบบนี้ดิจิทัลไทยมันจะโตได้อย่างไร หรือจะเอาดีทางนักล็อบบี้เป็นหลักถึงจะเป็นจุดแข็งของอุตสาหกรรมนี้ในวัฒนธรรมนี้
3. คนขอเงิน = คนอนุมัติ = คนทำโครงการ เป็นหน่วยงานเดียวกัน สดช. เป็นทั้งฝ่ายธุรการของกองทุน (คือเป็นคนที่รู้ว่ามีเงินเหลือในกองเท่าไหร่), เป็นคนเสนอขอรับทุน, และเป็นคนลงมือทำโครงการเอง — ชงเอง อนุมัติผ่านกลไกของตัวเอง แล้วก็ทำเอง ครบจบในที่เดียว ส่วนมหาวิทยาลัยหรือเอกชนรายอื่นที่ไม่ได้นั่งอยู่ในกองทุน เขาไม่มีทางรู้เลยว่ามีเงินก้อนนี้รออยู่ และแน่นอน ผู้มาชี้แจงย้ำว่า ถูกต้องตามระเบียบทุกประการ อีกแล้วตามแบบฉบับวัฒนธรรมเรา
4. หน่วยงานบอกเองว่า "ไม่ใช่คนริเริ่ม" พอถามลึกๆ ว่าโครงการนี้เกิดจากอะไร คำตอบคือ "เศรษฐกิจไม่ดี อยากลดค่าใช้จ่ายของประชาชน" และมันถูกส่งมาจาก ครม.เศรษฐกิจของรัฐบาลชุดที่แล้ว ไม่ใช่ความคิดริเริ่มของ สดช. เอง — แต่ "การลดค่าครองชีพ" มันใช่ภารกิจโดยตรงของหน่วยงานด้านดิจิทัลหรือเปล่าครับ? แต่ที่แน่ๆผู้มาชี้แจงเน้นเป็นเหตุผลแรกของโครงการนี้ และที่น่าคิดต่อคือ รัฐมนตรีดีอีคนปัจจุบันเพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 19 ก.ย. นั่นแปลว่ารัฐไทยทำงานได้ไวกว่าที่คุณคิดมากๆ มากๆๆๆๆ แบบเมื่อข้างบนเค้าต้องการ เพราะภายในเวลาสามเดือน ก่อนหมดวาระนิดเดียว โครงการนี้ทิ้งทวนตอนปีใหม่ ในวันคริสต์มาสอีฟพอดิบพอดี และพอดีพอที่จะมีคนมาซื้อซองสนใจช่วงวันหยุดด้วยนะ เหมือนทุกอย่างพอดีแบบโคตรพอดี
5. เงื่อนเวลาที่ผมยังนึกไม่ออกว่า "ทำทันได้ยังไง" โครงการพันกว่าล้านนี้ถูกเร่งให้จบในสามเดือน เปิดประกาศเชิญชวนประมูลช่วง 24 ธ.ค. (วันคริสต์มาสอีฟ) คาบเกี่ยววันหยุดยาวปีใหม่พอดี แล้วให้เวลาผู้สนใจแค่ราว 1 เดือน (ประมาณ 34 วัน) ไปไล่เจรจาและเป็น "ตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับการรับรอง (authorized reseller)" ของ AI ระดับโลกเจ้าหลักๆ ให้ได้อย่างน้อย 8 เจ้า — ทั้งๆ ที่การจะเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ OpenAI หรือ Google จริงๆ ใช้เวลานานกว่านั้นมาก ใครกันที่จะทำทันในเวลาเท่านี้ ถ้าไม่ได้เตรียมตัวรอไว้ก่อน? นี่ยังไม่นับระบบต่างๆที่เอาไว้สอดส่องความคิดผู้ใช้งานแบบ big brother ระบบลงทะเบียนที่ต้องรองรับคนได้ 5 ล้านคน ระบบจัดการสิทธิให้มีระดับของผู้ใช้งานต่างกัน ทั้งหมดนี้ผู้ยื่นประมูลน่าจะมีเวลาจาก 24 ธันวาคม 68 ถึง 27 มกราคม 69 คือวัน ไม่นับว่าติดวันหยุดปีใหม่ คิดยังไงก็งงในสปีดระดับนี้มากๆ
6. ค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่สุด 1,500 ล้านจาก 1,621 ล้าน เป็น "ค่า Token ของ AI" ที่เขียนไว้แค่บรรทัดเดียว ไม่มีรายละเอียดว่าซื้อแบรนด์ไหนเท่าไหร่ จนเจ้าหน้าที่เองยอมรับว่ามันคือ "ช่องโหว่ใหญ่ที่สุดของโครงการ" — ต้นทุนจริงอาจเหลือแค่หลักสิบล้าน หรือบานไปถึง 3,000 ล้านก็ได้ และเราพิสูจน์ไม่ได้เลยว่าประชาชนได้ใช้ "ของจริง" เต็มเม็ดเต็มหน่วยแค่ไหน ไม่มีใครมีข้อมูล ถามไปก็ยังไม่มีรายละเอียดการบริหารจัดการส่วนนี้แต่อย่างใด ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะใช้เจ้าไหน พรีเมียมยังไง Claude, ChatGPT, Gemini อย่างละกี่เปอร์เซ็นต์ ต้นทุนหลักโครงการนี้อยู่ที่ตรงนี้ แต่ไม่มีแม้รายละเอียด เลยงงว่ามันผ่านกรรมการชุดต่างๆมาได้อย่างไร
7. TOR กำหนดให้ต้องโฆษณาผ่านจอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อ "จำนวนไม่น้อยกว่า 1,500 สาขา ไม่น้อยกว่า 6,000 จอ" ทั้งๆ ที่ทั้งประเทศแทบมีผู้ให้บริการจอแบบนี้อยู่เจ้าเดียว ที่ตลกร้ายสุดคือเจ้าของจอกับผู้ชนะประมูล "ดูเหมือนจะเป็นกลุ่มทุนเดียวกัน" — แบบนี้เรียกว่าล็อกสเปกไหมครับ?
8. ในสัญญายังเขียนให้ผู้ชนะออกค่าใช้จ่าย (ตั๋วเครื่องบิน ที่พัก อาหาร) พา "เจ้าหน้าที่ 10 คน" ไปดูงาน ทั้งที่เราก็ใช้ AI ของต่างชาติที่ซื้อพรีเมียมได้อยู่แล้ว — เหมือนอยากไปเที่ยวแล้วเขียนฝากไว้ในสัญญาหรือเปล่า? ในที่ประชุมมีบอกว่าอาจไม่ได้ไปดูงานเมืองนอกก็ได้ไม่ได้บังคับ ซึ่งจากการชี้แจงพบว่า 10 คนนั้นคือ กรรมการตรวจรับโครงการ เดี๋ยวนะ เอากรรมการตรวจรับไปดูงาน แบบนี้เรียกติดสินบนกรรมการรึเปล่าครับ เดี๋ยวมารอดูรายละเอียดมากกว่านี้ในอนาคตกันว่าจะตรวจรับกันยังไงให้แฟร์
9. โครงการราคา 1,621 ล้านบาท ใช้ได้แค่หนึ่งปี แถมรองรับเสปคแค่ 139 ผู้ใช้งานต่อวินาที เพราะใส่ใน TOR แค่ 500,000 Concurrent ต่อชั่วโมง หรือเทียบง่ายๆ ไทยช่วยไทยพลัสออกแบบไว้ 700,000 คนต่อวินาที เทียบกับโครงการนี้ที่ 139 คิดเอาละกันว่าทำไมถึงออกแบบ TOR มาหน้าตาแบบนี้ ได้แต่งงอย่างเดียว หนำซ้ำ Call Center มีแค่ 4 ที่นั่ง รับเรื่องได้วันละ 100 เคส เพื่อดูแลผู้ใช้ 5 ล้านคน และเพราะลงทะเบียนผ่าน ThaID ระบบจึงเก็บเป็นรายบุคคลว่า "ใครค้นอะไรใน AI" ได้ด้วย แต่ตรวจเฉพาะครั้งแรก คือเตรียมรอดูการขายต่อแอคเคาท์ได้เลย ถ้าไม่งงว่าเงินระดับนี้ทำไมมันคิดไม่ครบได้ขนาดนี้ มันก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไม หรือเพราะมันเร่งรีบต้องใช้ตังค์จนรายละเอียดต่างๆมันกลวงได้ถึงเพียงนี้ ลงทะเบียนยืนยันตนครั้งแรกครั้งเดียว ใครขายต่อก็ช่าง แต่คนขายต่อต้องเตรียมใจ ถ้าคนซื้อไปเอาไปทำอะไรไม่ดี เพราะไม่ว่าอะไรที่คุณถาม AI ไป รัฐรู้หมด ไม่เว้นเรื่องใดๆ ก็ต้องระวังกันเองต่อไป
สรุปภาพรวมง่ายๆ ครับ มันเหมือน...
บ้านหลังหนึ่งมีเงินกองกลางอยู่ก้อนใหญ่ แล้วคนที่ถือกุญแจตู้เซฟ ก็เป็นคนเขียนใบเบิกเอง เซ็นอนุมัติเอง แล้วก็เป็นคนถือเงินไปใช้เอง โดยไม่ต้องบอกที่ประชุมใหญ่ของบ้าน พอถามว่า "ทำไมต้องใช้ก้อนนี้ตอนนี้" คำตอบคือ "ก็เงินมันมีอยู่พอดี" แถมไม่บอกรายละเอียดด้วยนะ
แล้วถ้าเป็นระบบที่ดี มันควรจะเป็นยังไง?
โครงการควรเริ่มจาก "ปัญหาของประชาชน" ก่อน แล้วค่อยตั้งงบให้พอดีกับเป้าหมาย ไม่ใช่ตั้งเงินก่อนแล้วปั้นโครงการให้พอดีกับเงิน
เงินแผ่นดินก้อนใหญ่ ไม่ว่าจะมาจากงบปกติหรือกองทุน ควรผ่านสายตาสภาในฐานะตัวแทนเจ้าของเงินควรมีโอกาสรับรู้มากกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันไม่มีรายละเอียดแล้วปล่อยผ่านมาได้ยังไง ใครเป็นกรรมการพิจารณา ใช้คนเดียวกับคนขอหรือไม่ ยังไงมันก็แปลกมากๆ
คนขอ–คนอนุมัติ–คนทำ ต้องแยกออกจากกัน และโครงการเกินพันล้านควรเปิดให้คนนอกเข้าร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ (ข้อตกลงคุณธรรม)
ก้อนเงิน 1,500 ล้านต้องมี "หน่วยวัด" ที่ตรวจสอบได้ ว่าซื้อจริงเท่าไหร่ ถึงมือประชาชนจริงเท่าไหร่ ถ้าไม่มีรายละเอียดเงินก้อนนี้ ก็เน้นให้ทุกคนใช้ AI ฟรี แปลว่าเงิน 1,500 ล้านนี้เข้ากระเป๋าเหนาะๆ แบบกำไรเต็มๆ เพราะ TOR ไม่ได้ระบุรายละเอียดใดๆเลย ใช้เจ้าไหน เยอะน้อยแค่ไหน ฟรีไม่ฟรี ไม่มีใครรู้
ย้ำอีกครั้งนะครับ ผมไม่ได้บอกว่าการให้คนไทยได้ใช้ AI เป็นเรื่องผิด ตรงกันข้าม ผมเชียร์สุดตัว แต่ "วิธีการ" ที่ได้เงินมาทำโครงการ การจัดการที่ไม่มีรายละเอียด การออกแบบที่กลับหัวกลับหาง และการเลี่ยงไม่ให้สภาตรวจสอบต่างหาก ที่พวกเราในฐานะเจ้าของเงินมีสิทธิ์ตั้งคำถาม ปัจจุบันการแข่งขันของผู้ให้บริการเอไอสูงมาก มีทั้งแจกฟรีและพรีเมียมและการประยุกต์ใช้หลากหลาย จุดหลักที่จะสำเร็จมันไม่ใช่เครื่องมือ แต่อยู่ที่การเตรียมคนให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง
โครงการนี้กำลังจะเปิดให้ลงทะเบียน 5–10 มิ.ย. นี้แล้ว เรายังตามทันครับ ผมและทีมกรรมาธิการได้ขอเอกสารทั้งหมดไว้แล้ว — ทั้งเอกสารที่เสนอ ครม.เศรษฐกิจ, TOR ฉบับเต็ม, รายละเอียดก้อน Token และผลการประมูล
ฝากพวกเราช่วยกันตามต่อ ช่วยกันตั้งคำถาม แล้วช่วยกันส่งต่อนะครับ ใครอ่านแล้วเอ๊ะตรงไหนเพิ่ม คอมเมนต์มาได้เลย เพราะผมเชื่อเสมอว่า เรื่องที่ผิดปกติ มันจะค่อยๆ กลับมาเป็นปกติได้ในที่สุด ถ้าเราไม่เงียบ และช่วยกันตั้งคำถาม เพราะเราเชื่อว่าหลายๆอย่างมันยังเปลี่ยนให้ดีกว่านี้ได้ครับ
https://www.facebook.com/photo/?fbid=122127154437183852&set=a.122110720965183852