วันเสาร์, พฤษภาคม 30, 2569

112WATCH 112WATCH เตรียมส่งรายงาน ม.112 ถึงเวทีทบทวนสถานการณ์สิทธิที่ UN กดดันไทยแก้ปมนักโทษการเมือง



112WATCH เตรียมส่งรายงาน ม.112 ถึงเวทีทบทวนสถานการณ์สิทธิที่ UN กดดันไทยแก้ปมนักโทษการเมือง

29 พฤษภาคม 2569
ประชาไท

ภาพจาก UN Geneva
112WATCH รายงาน

27 พ.ค. 2569 112WATCH เผยแพร่ประเด็นที่ทางองค์กรจะดำเนินการในเวทีประชุมทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนตามระยะเวลา (UPR) โดยในส่วนของประเทศไทยกำลังเข้าสู่การทบทวนในวงจรรอบที่ 4 ในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติที่นครเจนีวา โดยคณะทำงาน UPR จะเริ่มทบทวนในส่วนของไทยในระหว่างการประชุมสมัยที่ 53 ช่วงวันที่ 2–13 พ.ย. 2569 กลุ่มสิทธิมนุษยชนและองค์กรภาคประชาสังคม (CSOs) ต่างๆ จึงกำลังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการขั้นสุดท้ายและทยอยยื่นรายงานผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วม (joint stakeholder reports) ต่อสหประชาชาติ

112WATCH ก่ลาวถึงประเด็นสำคัญที่เป็นตัวขับเคลื่อนวงจร UPR ของประเทศไทยในครั้งนี้ ประกอบด้วย:

ประเด็นสิทธิสำคัญปี 2569

  • องค์กรเฝ้าระวังสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนทั้งในและนอกประเทศได้ยื่นเอกสารจำนวนมากเพื่อประเมินว่าประเทศไทยได้ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้ในการทบทวนวงจรรอบที่ 3 ได้ดีเพียงใด ประเด็นหลักๆ มีดังนี้: เสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุม: กลุ่มภาคประชาสังคมกำลังมุ่งเน้นและตอกย้ำถึงการใช้กระบวนการยุติธรรมมาคุกคาม การฟ้องปิดปาก (SLAPPs) รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นเพื่อปิดปากผู้เห็นต่างและการประท้วงทางการเมือง
  • นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและการลอยนวลพ้นผิด: เป็นประเด็นที่ต่อเนื่องกันที่จะมุ่งเน้นไปที่ความปลอดภัยของนักกิจกรรม การขาดความรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิที่เคยเกิดขึ้นในอดีต และการบังคับใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายของไทยซึ่งเพิ่งมีผลบังคับใช้ได้ไม่นาน
  • สิทธิแรงงานและผู้ยกย้ายถิ่นฐาน: เครือข่ายต่างๆ เช่น เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) กำลังได้ยื่นรายงานร่วมกันโดยมุ่งเน้นอย่างหนักไปที่ประเด็นสุขภาพ การศึกษา และการคุ้มครองทางกฎหมายของแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย โดยชี้ให้เห็นถึงช่องว่างเชิงโครงสร้างในเรื่องสิทธิแรงงาน
  • สิทธิผู้ลี้ภัยและกลุ่มชาติพันธุ์: การปราบปรามข้ามชาติและการปฏิบัติต่อผู้แสวงหาที่พักพิง โดยเฉพาะผู้ที่หลบหนีมาจากประเทศเมียนมา กำลังอยู่ภายใต้การตรวจสอบอย่างเข้มงวด ควบคู่ไปกับประเด็นเรื่องสิทธิในที่ดินทำกินของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย
เหตุใดการทบทวนในปีนี้จึงมีความขัดแย้งและตึงเครียดสูง

วงจร UPR ในรอบนี้มีความตึงเครียดเป็นพิเศษเนื่องจากเกิดขึ้นตามหลังการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่ผันผวน แม้ว่าประเทศไทยจะย้ำซ้ำๆ กับสหประชาชาติอยู่เสมอว่ายังยึดมั่นต่อสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ แต่องค์กรระหว่างประเทศอย่างแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ออกรายงานล่าสุดปี 2569 ที่ตั้งชื่ออย่างตรงไปตรงมาว่า "ให้สัญญาไว้ แต่สิทธิกลับถูกลิดรอน"

การประชุมที่เจนีวาในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ จะบีบให้คณะผู้แทนรัฐบาลไทยต้องตอบคำถามในรายงานร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเหล่านี้เป็นสาธารณะ พร้อมทั้งต้องปกป้องกรอบกฎหมายของตนเอง และต้องตัดสินใจว่าจะ "ยอมรับ" หรือเพียงแค่ "รับทราบ" ข้อเสนอแนะจากประเทศสมาชิกที่จะถูกใช้ไปในอีก 5 ปีข้างหน้า

ย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ (มาตรา 112)

สิ่งที่เป็นศูนย์กลางสำคัญที่สุดของวงจรแห่งความขัดแย้งนี้คือความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ นับตั้งแต่การทบทวน UPR รอบที่ผ่านมา กฎหมายข้อนี้ได้ถูกบังคับใช้ด้วยความถี่และความรุนแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยทำหน้าที่เป็นเครื่องมือหลักของรัฐในการบดขยี้ขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยที่นำโดยเยาวชน

สิ่งที่สะท้อนให้เห็นได้ชัดของการบังคับใช้มาตรา 112 อย่างเข้มข้นนี้คือ การปฏิเสธการให้ประกันตัวอย่างเป็นระบบ การคุมขังเป็นเวลานานก่อนการพิจารณาคดี และการลงโทษจำคุกเป็นเวลาหลายสิบปีเพียงเพราะการแสดงออกอย่างสงบทางออนไลน์ ได้สร้างสภาวะความหวาดกลัวที่แผ่ขยายไปทั่วประเทศ ผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศตระหนักดีขึ้นเรื่อยๆ ว่า มาตรา 112 กำลังถูกใช้เป็นอาวุธทางการเมืองมากกว่าจะเป็นมาตรการที่ชอบธรรมในกระบวนการยุติธรรม การทำให้การถกเถียงเชิงนโยบายสาธารณะที่ชอบด้วยกฎหมายเกี่ยวกับขอบเขตทางรัฐธรรมนูญกลายเป็นความผิดทางอาญานั้น ถือเป็นการขัดต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) โดยตรง ส่งผลให้การยกเครื่องกฎหมายนี้อย่างรอบด้านกลายเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่สำคัญยิ่งต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริงในประเทศไทย

ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ของ 112WATCH ในการขับเคลื่อนวาระการปฏิรูป

เพื่อตอบสนองต่อวิกฤตการณ์สิทธิมนุษยชนในครั้งนี้ 112WATCH กำลังใช้ประโยชน์จากกรอบเวลาของ UPR ปี 2569 ในการปรับเปลี่ยนบทบาทจากเวทีรวบรวมข้อมูลเอกสาร ไปสู่การเป็นตัวเร่งเชิงรุกในการสร้างแรงกดดันทางการทูตระหว่างประเทศและการปฏิรูปกฎหมาย ผ่านการดำเนินการดังต่อไปนี้: 
  • การบรรยายสรุปทางการทูตแบบมุ่งเป้าในเจนีวา: 112WATCH จะส่งข้อมูลที่ได้รับการตรวจสอบแล้วแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับการดำเนินคดีหมิ่นประมาทกษัตริย์ให้แก่ประเทศสมาชิกสหประชาชาติโดยตรงในช่วงก่อนการประชุม เพื่อให้มั่นใจว่าคณะผู้แทนจากต่างประเทศจะมีข้อมูลพร้อมสำหรับการออกข้อเสนอแนะที่เข้มงวดและชัดเจนให้แก่ประเทศไทยเกี่ยวกับมาตรา 112 ในระหว่างช่วงการเสวนาแลกเปลี่ยน
  • การรณรงค์เพื่อระงับการใช้กฎหมายและการนิรโทษกรรม: ทางเครือข่ายจะเป็นผู้นำในการผลักดันการสนับสนุนระดับสากลอย่างเป็นระบบ เพื่อเรียกร้องให้มีการระงับการใช้มาตรา 112 ในทันที เรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ต้องขังทางการเมืองทุกคนให้ได้รับการประกันตัว และผลักดันให้รวมผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 เข้าไว้ในกรอบการนิรโทษกรรมทางการเมืองอย่างครอบคลุม
  • การสร้างภาคีเครือข่ายทางกฎหมายข้ามชาติ: 112WATCH จะประสานความร่วมมืออย่างแข็งขันกับเครือข่ายกฎหมายในไทย องค์กรภาคประชาสังคมที่มีแนวคิดก้าวหน้า และนักนิติศาสตร์สากล เพื่อร่วมกันร่างพิมพ์เขียวทางกฎหมายที่เป็นรูปธรรมสำหรับการปฏิรูป โดยเปลี่ยนแรวดึงดันทางการทูตที่เกิดขึ้นในเจนีวาให้กลายเป็นแผนงานภายในประเทศที่มีผลผูกพันเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายและเชิงโครงสร้างต่อไป

https://prachatai.com/journal/2026/05/117536