วันศุกร์, พฤษภาคม 22, 2569

"หาก Auschwitz เคยเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้ายในศตวรรษที่ 20 แล้ว Gaza จะกลายเป็นทั้งสัญลักษณ์ของหายนะ และในขณะเดียวกันเป็นจุดกำเนิดของความหวังทางการเมืองแบบใหม่ในศตวรรษที่ 21 ได้หรือไม่"


Torsak Jindasuksri
Yesterday
·
Nancy Fraser เสนอว่า เหตุการณ์ Gaza ได้กลายเป็น ‘เหตุการณ์ระดับโลก’ (world event) ซึ่งกำลังสั่นคลอนระเบียบศีลธรรม (moral order) และโครงสร้างทางอุดมการณ์ที่ครอบงำโลกตะวันตกมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา โดยเฉพาะระเบียบศีลธรรมที่ถูกสร้างขึ้นบนความทรงจำของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว (Holocaust) ในยุคนาซี ซึ่งเคยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของจิตสำนึกทางศีลธรรมของโลกเสรีนิยมตะวันตก

สำหรับ Fraser ความสำคัญของ Gaza จึงมิได้อยู่เพียงในฐานะวิกฤตมนุษยธรรม หรือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เท่านั้น หากแต่เป็นรอยปริแตกทางประวัติศาสตร์ (historical rupture) ที่เปิดเผยให้เห็นความย้อนแย้งภายในของระเบียบโลกหลังสงคราม (postwar order) เอง

เธอเสนอว่า ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา โลกตะวันตกได้สร้างกรอบศีลธรรมสมัยใหม่ขึ้นมาบนฐานของความทรงจำเกี่ยวกับ Auschwitz ซึ่งถูกยกให้เป็นสัญลักษณ์สูงสุดของ “ความชั่วร้ายแบบถอนรากถอนโคน” (radical evil) และกลายเป็นจุดอ้างอิงพื้นฐานสำหรับการคิดเรื่องสิทธิมนุษยชน ความรุนแรง การเหยียดเชื้อชาติ และความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ กล่าวอีกแบบหนึ่ง Auschwitz ได้กลายสภาพเป็นกรอบศีลธรรม ที่กำหนดว่าโลกสมัยใหม่ควรเข้าใจความเลวร้าย ความชอบธรรม และความเป็นมนุษย์อย่างไร

อย่างไรก็ตาม Fraser เห็นว่า ระเบียบศีลธรรมดังกล่าวไม่เคยเป็นสากลอย่างแท้จริง แม้มันจะอ้างตนเองว่าเป็นหลักการสากลของมนุษยชาติ แต่ในทางปฏิบัติกลับค่อย ๆ ถูกผูกเข้ากับอำนาจนำของสหรัฐอเมริกา และการสนับสนุนรัฐอิสราเอลอย่างไม่มีเงื่อนไข โดยเฉพาะตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา ความทรงจำเกี่ยวกับ Holocaust ถูกหลอมรวมเข้ากับโครงการทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลกตะวันตก จนการปกป้องอิสราเอลถูกทำให้เทียบเท่ากับการปกป้องศีลธรรมหลัง Holocaust เอง ผลลัพธ์คือ การวิพากษ์อิสราเอลกลายเป็นสิ่งที่ยากจะกระทำได้ในพื้นที่สาธารณะของตะวันตก เพราะมันถูกทำให้ดูเสมือนเป็นการคุกคามความทรงจำของเหยื่อ Holocaust หรือแม้กระทั่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการต่อต้านยิว

Fraser เสนอว่า Gaza ได้ทำลายระเบียบศีลธรรมนี้จากภายใน เพราะความย้อนแย้งที่เคยถูกกดทับเริ่มปรากฏอย่างเปิดเผย กล่าวคือ ความทรงจำที่เคยถูกใช้เพื่อเตือนมนุษยชาติไม่ให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อีก กลับถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับความรุนแรงครั้งใหม่ต่อชาวปาเลสไตน์ และ Auschwitz ซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านการลดทอนความเป็นมนุษย์ (dehumanization) และการทำลายล้างเผ่าพันธุ์ กลับถูกอ้างเพื่อปกป้องหรืออธิบายการโจมตีฉนวนกาซาอย่างกว้างขวาง Fraser จึงมองว่า ความย้อนแย้งนี้ทำให้ระเบียบศีลธรรมแบบ Holocaust-centered ไม่สามารถรักษาความชอบธรรมของตนเองได้อีกต่อไป เพราะกรอบศีลธรรมดังกล่าวกำลังถูกใช้เพื่อสนับสนุนสิ่งที่มันเคยอ้างว่าต่อต้าน

ด้วยเหตุนี้ Fraser จึงเสนอแนวคิดที่รุนแรงและสำคัญมากว่า ‘Gaza’ อาจกำลังเข้ามาแทนที่ ’Auschwitz‘ ในฐานะสัญลักษณ์หลักของความป่าเถื่อนและความโหดร้ายของศตวรรษที่ 21 กล่าวคือ หาก Auschwitz เคยทำหน้าที่เป็นภาพแทนสูงสุดของความชั่วร้ายในศตวรรษที่ 20 ปัจจุบัน Gaza กำลังเริ่มทำหน้าที่เชิงสัญลักษณ์เช่นเดียวกันในจิตสำนึกของผู้คนจำนวนมากทั่วโลก นี่มิได้หมายความว่า Holocaust สูญเสียความสำคัญทางประวัติศาสตร์ แต่หมายความว่า Gaza ได้กลายเป็นพื้นที่ที่เผยให้เห็นขีดจำกัด ความหน้าซื่อใจคด และความเสื่อมสลายของระเบียบศีลธรรมแบบเดิม

เพื่ออธิบายกระบวนการนี้ Fraser ใช้วิธีเขียนคล้ายบันทึกการเดินทางทางการเมืองและศีลธรรม
โดยพาผู้อ่านเดินทางผ่านบริบทต่าง ๆ ได้แก่ เยอรมนี สหรัฐอเมริกา ชุมชนชาวยิวทั่วโลก ญี่ปุ่น อิสราเอล และปาเลสไตน์ แต่ละพื้นที่ทำหน้าที่เสมือน ’อาการ‘ (symptom) ของวิกฤตเดียวกัน กล่าวคือ วิกฤตของระเบียบโลกหลังสงครามที่กำลังแตกร้าวจากภายใน

Fraser เริ่มต้นด้วยประสบการณ์ส่วนตัวในเยอรมนี เมื่อเธอได้รับเชิญให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์รับเชิญที่มหาวิทยาลัยโคโลญจน์ (University of Cologne) แต่ต่อมามหาวิทยาลัยกลับเรียกร้องให้เธอชี้แจงจุดยืนเกี่ยวกับอิสราเอลและปาเลสไตน์ หลังจากทราบว่าเธอเคยลงนามในจดหมายเปิดผนึกที่วิจารณ์การรุกรานกาซาของอิสราเอลว่าเป็นลัทธิล่าอาณานิคมแบบตั้งถิ่นฐาน (settler colonialism) และอาจเข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดย Fraser มองว่าคำร้องขอให้ชี้แจงจากมหาวิทยาลัยนั้น แท้จริงแล้วคือการเรียกร้องให้เธอสำนึกผิดทางอุดมการณ์ และเมื่อเธอปฏิเสธ มหาวิทยาลัยก็ยกเลิกตำแหน่งของเธอ พร้อมทั้งประณามเธอต่อสาธารณะ เหตุการณ์นี้ทำให้ Fraser มองเห็นว่า เยอรมนีกำลังพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองที่ทำให้การวิจารณ์อิสราเอลกลายเป็นสิ่งต้องห้ามทางศีลธรรม

จากจุดนี้ Fraser วิเคราะห์แนวคิด Staatsräson ของเยอรมนี ซึ่งหมายถึง ’เหตุผลแห่งรัฐ‘ หรือหลักการที่ว่าความมั่นคงของอิสราเอลเป็นผลประโยชน์พื้นฐานของรัฐเยอรมันหลัง Holocaust โดย Fraser เห็นว่า แม้ความพยายามของเยอรมนีในการรับผิดชอบต่ออาชญากรรมของนาซีจะดูน่ายกย่องเมื่อเทียบกับหลายประเทศที่ไม่เคยยอมรับความผิดของตนเอง แต่ปัญหาคือ เยอรมนีกลับตีความความรับผิดชอบนี้ในรูปของการสนับสนุนอิสราเอลอย่างไม่มีเงื่อนไข มากกว่าการยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชนสากล กล่าวอีกแบบหนึ่ง บทเรียนจาก Auschwitz ถูกแปลความใหม่จากการต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ทุกรูปแบบ กลายเป็นการปกป้องอิสราเอลไม่ว่าอิสราเอลจะทำอะไรไปเสียแทน

Fraser ยืมคำของ Susan Neiman ที่เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ’Philosemitic McCarthyism‘ หรือ ‘ลัทธิแม็คคาร์ธีแบบนิยมยิว’ ซึ่งหมายถึงสภาวะที่รัฐหรือสถาบันต่าง ๆ อ้างว่าต้องการปกป้องชาวยิว แต่ในความเป็นจริงกลับใช้ข้อกล่าวหาเรื่อง antisemitism เพื่อควบคุมความคิด ปราบปรามผู้เห็นต่าง และจำกัดเสรีภาพทางวิชาการ คล้ายกับยุคสงครามเย็นที่สหรัฐใช้ข้อหาคอมมิวนิสต์ในการกวาดล้างฝ่ายซ้าย Fraser มองว่า สิ่งนี้มีลักษณะย้อนแย้งอย่างมาก เพราะแม้จะอ้างว่ากำลังปกป้องชาวยิว แต่มันกลับพยายามกำหนดว่า ‘ชาวยิวที่ดี’ ควรคิดและพูดอย่างไร พร้อมทั้งโจมตีชาวยิวที่วิพากษ์อิสราเอลเอง

Fraser ยังวิจารณ์ Jurgen Habermas ซึ่งออกแถลงการณ์ปกป้องอิสราเอลโดยอ้างความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ของเยอรมนี เธอมองว่านี่คือความย้อนแย้งของเสรีนิยมเยอรมัน เพราะแม้ Habermas จะพูดถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในฐานะหลักสากล แต่กลับไม่ยอมเปิดพื้นที่ให้ชาวปาเลสไตน์อยู่ภายในขอบเขตของความห่วงใยทางศีลธรรมเดียวกัน

เมื่อหันไปยังสหรัฐอเมริกา Fraser มองว่าการประท้วงสนับสนุนปาเลสไตน์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ช่วงปี 2024 เป็นเสมือนการฟื้นคืนของการเมืองหัวก้าวหน้าแบบยุคต่อต้านสงครามเวียดนาม นักศึกษาจำนวนมากถูกทำให้ตื่นตัวทางการเมืองผ่านประเด็นกาซา พวกเขาเริ่มเรียนรู้เรื่องลัทธิล่าอาณานิคม จักรวรรดินิยม และทฤษฎีปลดปล่อยแบบต่อต้านจักรวรรดิ Fraser มองว่านี่คือช่วงเวลาที่คนรุ่นใหม่เริ่มเชื่อมโยงปาเลสไตน์เข้ากับโครงสร้างการกดขี่ระดับโลก

แต่ในเวลาเดียวกัน เธอก็เห็นการปราบปรามที่รุนแรงอย่างรวดเร็ว ทั้งการจับกุม การขับไล่นักศึกษา การเพิกถอนทุน การเฝ้าระวัง และการใช้ข้อหา antisemitism เพื่อทำลายความชอบธรรมของขบวนการ เธอเห็นว่านี่คือการกลับมาของ McCarthyism ในรูปแบบใหม่ โดยครั้งนี้ ”ศัตรู“ ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ แต่เป็น anti-Zionism ปาเลสไตน์ มุสลิม ผู้อพยพ และฝ่ายก้าวหน้า

Fraser เชื่อมโยงสิ่งนี้เข้ากับการเมืองของ Donald Trump ซึ่งเธอมองว่าใช้ข้อกล่าวหาเรื่อง antisemitism เป็นอาวุธในการโจมตีมหาวิทยาลัย เสรีภาพทางวิชาการ และภาคประชาสังคม พร้อมทั้งผสานเข้ากับกระแส Islamophobia หรือความหวาดกลัวและเกลียดชังมุสลิม เธอชี้ว่า แนวคิดอารยธรรมยิว-คริสเตียน (Judeo-Christian civilization) ซึ่งเคยใช้ต่อต้านคอมมิวนิสต์ในยุคสงครามเย็น ปัจจุบันถูกนำกลับมาใช้เพื่อสร้างศัตรูใหม่ ได้แก่ ชาวปาเลสไตน์ มุสลิม และผู้ลี้ภัย

อีกส่วนสำคัญของบทความคือการวิเคราะห์วิกฤตอัตลักษณ์ของชาวยิว (Jewish identity crisis) Fraser เห็นว่า Gaza ได้ทำให้ชุมชนชาวยิวทั่วโลกแตกออกเป็นสองแนวโน้มสำคัญ ด้านหนึ่งคือชาวยิว anti-Zionist ที่พยายามฟื้นคืน ‘Judaism อีกแบบหนึ่ง’ (another Judaism) ซึ่งเน้นสากลนิยม (universalism) ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับผู้อื่น (solidarity) และการปฏิเสธชาตินิยมแบบชาติพันธุ์ (ethnonationalism) เธออ้างถึงนักคิดอย่าง Hannah Arendt, Walter Benjamin และ Judith Butler ในฐานะตัวแทนของสายธารความคิดยิวที่มิได้ผูกตนเองเข้ากับรัฐชาติอิสราเอล

ในอีกด้านหนึ่ง Fraser มองว่า Zionist Jews จำนวนมากตอบสนองต่อวิกฤตนี้ด้วยการยิ่งยึดมั่นในชาตินิยมและการทหารนิยมมากขึ้น เธอใช้แนวคิด ’tough Jew‘ หรือ ‘ยิวผู้แข็งกร้าว’ เพื่ออธิบายอัตลักษณ์แบบใหม่ที่ก่อตัวขึ้นหลัง Holocaust กล่าวคือ จากเดิมที่ชาวยิวเคยถูกจินตนาการว่าเป็นเหยื่อผู้ไร้อำนาจ ปัจจุบันอัตลักษณ์แบบ Zionist กลับยืนยันภาพของชาวยิวในฐานะนักรบ ผู้ใช้อำนาจรัฐและกำลังทหารเพื่อความอยู่รอด Fraser เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านนี้ทำให้หลัก Never Again ถูกตีความใหม่ จากหลักศีลธรรมสากล กลายเป็นตรรกะแบบชาตินิยมว่า “จะไม่มีวันเกิดขึ้นกับเราอีก”

ท้ายที่สุด Fraser มองว่า Gaza ไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์ของการล่มสลายของระเบียบศีลธรรมแบบเดิม แต่ยังอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของจินตนาการทางการเมืองใหม่ ที่ตั้งอยู่บนความเป็นสากล ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน การปลดปล่อยจากอาณานิคม และการฟื้นฟูความยุติธรรมระดับโลก เธอจบงานเขียนด้วยคำถามสำคัญว่า หาก Auschwitz เคยเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้ายในศตวรรษที่ 20 แล้ว Gaza จะกลายเป็นทั้งสัญลักษณ์ของหายนะ และในขณะเดียวกันเป็นจุดกำเนิดของความหวังทางการเมืองแบบใหม่ในศตวรรษที่ 21 ได้หรือไม่
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=27291917857111771&set=a.273871082676481