
SUM UP
May 26
·
'สภาองคมนตรี' อำนาจล้น นำไปสู่ความพินาศของ 'พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1'
.
ประวัติศาสตร์การเมืองโลกมักมอบบทเรียนให้แก่ผู้ปกครองที่หลงระเริงในอำนาจเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ปกครองคนนั้น เชื่อว่าตนเองได้รับสิทธิ์ขาดจากสวรรค์ให้ทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ เรื่องราวของ 'พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1' แห่งอังกฤษ คือตัวอย่างอันยอดเยี่ยมของกษัตริย์ผู้ยึดมั่นใน 'ระบอบเทวสิทธิ์' จนมองข้ามรัฐสภาอันเป็นตัวแทนของประชาชน เมื่อความขัดแย้งเรื่องการคลังและการต่างประเทศทวีความรุนแรงขึ้น พระองค์จึงทรงตัดสินใจยุบสภา และประกาศปกครองประเทศด้วยพระองค์เองเป็นเวลาถึง 11 ปี ซึ่งประวัติศาสตร์ขนานนามว่า "การปกครองส่วนพระองค์" หรือที่ฝ่ายตรงข้ามเรียกอย่างขมขื่นว่า "ยุคทมิฬสิบเอ็ดปี"
.
ทว่าในความเป็นจริงแล้ว กษัตริย์เพียงพระองค์เดียวไม่สามารถทำงานทุกอย่างได้ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 จึงทรงเลือกที่จะมอบหมายอำนาจบริหารประเทศให้แก่ 'สภาองคมนตรี' และศาลพิเศษทำงานแทนพระองค์ การปล่อยมือให้กลุ่มข้ารับใช้และองค์กรที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนเหล่านี้ใช้อำนาจอย่างไร้ขอบเขตตรวจสอบ ได้กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่สร้างความเดือดร้อนรวดร้าวไปทุกหย่อมหญ้า จนท้ายที่สุดก็นำไปสู่สงครามกลางเมืองอังกฤษ การประหารชีวิตกษัตริย์ และการล่มสลายของระบบกษัตริย์สู่ระบอบสาธารณรัฐชั่วคราวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
.
สภาองคมนตรีและศาลพิเศษ เมื่อ "ตัวแทน" กลายเป็น "ผู้ใช้อำนาจล้นฟ้า"
.
ในทางรัฐศาสตร์ มีแนวคิดหนึ่งที่อธิบายความสัมพันธ์เชิงอำนาจนี้ได้อย่างดี นั่นคือ 'ทฤษฎีตัวแทน' ซึ่งอธิบายว่าเมื่อผู้มีอำนาจ มอบหมายภารกิจให้แก่ตัวแทน ปัญหาใหญ่ที่จะตามมาเสมอคือ "ความสูญเสียจากตัวแทน" สิ่งนี้เกิดขึ้นเมื่อตัวแทนเริ่มใช้อำนาจตามอำเภอใจเพื่อสนองความต้องการของตนเอง หรือขยายขอบเขตอำนาจจนเกินกว่าที่ผู้มอบหมายสั่งการไว้
.
พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ทรงตกอยู่ในหล่มพรางนี้อย่างเต็มเปี่ยม เมื่อทรงยุบสภา พระองค์ได้มอบอำนาจเด็ดขาดในการบริหารและตุลาการให้แก่สภาองคมนตรี ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ใกล้ชิดและได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยที่แต่งตั้งขึ้นมาเองภายใต้กลไกนี้ มีสถาบันและตัวละครหลักสองคนที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่แผ่นดินอย่างรุนแรง
.
ไม่ว่าจะเป็น 'วิลเลียม ลอด' อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี เป็นผู้คลั่งศาสนาและการรวมศูนย์อำนาจ เขาพยายามบังคับให้คริสตจักรแองกลิกันเปลี่ยนไปใช้พิธีกรรมที่หรูหราอลังการคล้ายกับนิกายคาทอลิก ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้แก่กลุ่มพิวริตันและผู้นับถือโปรเตสแตนต์สายเคร่งครัด ที่มองว่านี่คือการสมคบคิดนำอังกฤษกลับไปสยบแทบเท้าพระสันตะปาปาแห่งโรม
.
หรือ 'โธมัส เวนต์เวิร์ธ เอิร์ลแห่งสแตรฟฟอร์ด' ได้รับการแต่งตั้งให้ดูแลแคว้นทางเหนือ และต่อมาก็เป็นผู้สำเร็จราชการในไอร์แลนด์ เวนต์เวิร์ธใช้นโยบายที่เรียกว่า "นโยบายเบ็ดเสร็จ" ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือการรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ขจัดความไร้ประสิทธิภาพ และกวาดล้างผู้เห็นต่างทางการเมืองและศาสนาอย่างไร้ความปรานี การรวมศูนย์อำนาจนี้ถูกบังคับใช้ผ่าน "ศาลสตาร์แชมเบอร์" เป็นศาลพิเศษภายใต้สภาองคมนตรีที่ไม่มีคณะลูกขุน ไม่มีกระบวนการไต่สวนที่เป็นธรรม และใช้การลงทัณฑ์ที่โหดเหี้ยมป่าเถื่อน ต่อผู้ที่กล้าตั้งคำถามต่อนโยบายของกษัตริย์
.
ตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุดเกิดขึ้นเมื่อกลุ่มพิวริตันสามคน ได้แก่ วิลเลียม พรินน์ นักกฎหมาย, เฮนรี เบอร์ตัน นักบวช และ จอห์น บาสต์วิก แพทย์ ถูกนำตัวขึ้นศาลสตาร์แชมเบอร์เพียงเพราะเขียนแผ่นพับวิจารณ์การเปลี่ยนแปลงทางศาสนาของอาร์ชบิชอป ลอด ศาลสตาร์แชมเบอร์ลงทัณฑ์พวกเขาด้วยการสั่งปรับเงินเป็นจำนวนมหาศาล จำคุกตลอดชีวิต และให้นายเพชฌฆาตตัดใบหูทิ้งทั้งสองข้างในที่สาธารณะ โดยการตัดหูในครั้งนั้นดำเนินไปอย่างทารุณโหดร้าย เพชฌฆาตตัดหูของเบอร์ตันลึกจนไปโดนเข้าเส้นเลือดใหญ่
.
ส่วนพรินน์ที่นอกจากจะโดนตัดหูจนแหว่งแล้ว ก็ยังโดนเหล็กแดงร้อน ๆ นาบแก้มทั้งสองข้างเป็นตัวอักษร "S.L." (Seditious Libeler - ผู้ใส่ร้ายป้ายสีที่ก่อความกระด้างกระเดื่อง) การลงโทษที่ป่าเถื่อนของศาลที่เป็น "ตัวแทน" ของกษัตริย์นี้แทนที่จะทำให้ประชาชนหวาดกลัว กลับยิ่งโหมกระพือความโกรธแค้นของประชาชนต่อราชสำนักและสภาองคมนตรีจนถึงขีดสุด
.
วิกฤตการณ์สกอตแลนด์นับถอยหลังระบอบ ชาร์ลส์ที่ 1
.
หายนะที่แท้จริงมาเยือน เมื่ออาร์ชบิชอป ลอดและพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 พยายามขยายอิทธิพลทางศาสนาไปยังสกอตแลนด์ในปี 1637 โดยการบังคับใช้ "หนังสือสวดมนต์ร่วม" เล่มใหม่ ซึ่งชาวสกอตแลนด์ผู้รักในนิกายพรีสไบทีเรียนดั้งเดิมมองว่า นี่คือการเหยียดหยามความเชื่อของพวกตน จึงได้ร่วมกันลงนามใน 'พันธสัญญาแห่งชาติ' ปี 1638 และจัดตั้งกองกำลังลุกฮือขึ้นต่อต้านกษัตริย์ใน 'สงครามบิชอป'
.
ด้วยความที่ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ไม่มีเงินทุนในการจัดจ้างกองทัพที่มีประสิทธิภาพ กองทัพของพระองค์จึงพ่ายแพ้อย่างหมดรูป กองทัพสกอตแลนด์ยาตราทัพเข้ามายึดเมืองนิวคาสเซิล และบีบให้พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ต้องยอมจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามเป็นเงินมหาศาลถึงวันละ 850 ปอนด์ จนกว่าจะถอนทัพออกไป สถานการณ์ที่บีบคั้นทางการเงินนี้ ทำให้ "การปกครองส่วนพระองค์" เดินทางมาถึงทางตัน พระองค์ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมกลืนน้ำลายตัวเองและเรียกประชุมรัฐสภาอีกครั้ง เพื่อขออนุมัติงบประมาณ
.
แต่รัฐสภาใหม่ที่กลับมารวมตัวกันไม่ได้มาเพื่อช่วยกษัตริย์ แต่มาเพื่อชำระแค้น เป้าหมายแรกของสภา คือการกำจัดขุนนางผู้ทรงอิทธิพลที่คอยให้ท้ายกษัตริย์ โดยเฉพาะ โธมัส เวนต์เวิร์ธ (เอิร์ลแห่งสแตรฟฟอร์ด) ซึ่งสมาชิกรัฐสภาตระหนักดีว่า เวนต์เวิร์ธเป็นคนที่ฉลาดและอันตรายที่สุด จึงได้ดำเนินการฟ้องร้องเขาในข้อหากบฏต่อแผ่นดิน และเมื่อกระบวนการยุติธรรมแบบปกติไม่สามารถเอาผิดได้ รัฐสภาจึงหันไปใช้ช่องทางพิเศษโดยการผ่าน 'ร่างพระราชบัญญัติลงโทษโดยสภา' เป็นกฎหมายสั่งประหารชีวิตโดยตรงแบบที่ไม่ต้องอาศัยคำตัดสินของศาล
.
เหตุการณ์ดำเนินไปถึงจุดที่บีบคั้นหัวใจที่สุด เมื่อเวนต์เวิร์ธตระหนักดีว่า สถานการณ์ของกษัตริย์กำลังวิกฤต เขาจึงเขียนจดหมายยอมสละชีวิตของตนเองเพื่อให้กษัตริย์สามารถประนีประนอมกับรัฐสภาเพื่อความสงบของบ้านเมือง ทว่าเมื่อพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ยอมลงพระปรมาภิไธยในใบสั่งประหารชีวิตของเขาจริง ๆ เวนต์เวิร์ธถูกนำตัวไปตัดศีรษะที่ทาวเวอร์ฮิลล์ การสูญเสียเวนต์เวิร์ธข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์ที่สุดของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ไม่เพียงแต่จะทำให้พระองค์สูญเสียมันสมองหลักในการบริหารประเทศไปเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นตราบาปในใจที่พระองค์ทรงเสียใจไปจนวาระสุดท้ายของชีวิตอีกด้วย
.
สู่สงครามกลางเมืองและการชำระแค้นกษัตริย์
.
การประหารชีวิตสแตรฟฟอร์ดไม่ได้ทำให้วิกฤตการณ์ยุติลง แต่กลับยิ่งทำให้รัฐสภาได้ใจและรุกคืบเรียกร้องอำนาจควบคุมกองทัพจากกษัตริย์ ความขัดแย้งที่ไม่อาจประสานกันได้นี้นำไปสู่การปะทุของสงครามกลางเมืองอังกฤษในปี 1642 ระหว่าง "ฝ่ายกษัตริย์" และ "ฝ่ายรัฐสภา"
.
ภายหลังการสู้รบอันยาวนานและนองเลือด กองทัพรูปแบบใหม่ภายใต้แกนนำของ 'โอลิเวอร์ ครอมเวลล์' สามารถปราบปรามฝ่ายกษัตริย์ลงได้อย่างราบคาบ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ถูกจับกุมตัวและถูกส่งตัวเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีประวัติศาสตร์โดย "รัฐสภา" ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากการทำ "การกวาดล้างของไพรด์" โดยกองทัพขจัดสมาชิกสภาสายกลางและผู้สนับสนุนกษัตริย์ออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงสมาชิกรัฐสภาหัวรุนแรงไม่ถึงสองร้อยคน
.
ในระหว่างการพิจารณาคดี พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ทรงแสดงความเด็ดเดี่ยวโดยปฏิเสธที่จะยอมรับอำนาจของศาล โดยทรงโต้แย้งว่าไม่มีอำนาจใดบนโลกที่สามารถตัดสินกษัตริย์ได้ และพระองค์กำลังยืนหยัดเพื่อเสรีภาพของราษฎรจากการใช้อำนาจเถื่อนของรัฐสภา จนกระทั่งในวันที่ 30 มกราคม 1649 พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ถูกนำตัวขึ้นสู่แท่นประหาร ณ พระราชวังไวต์ฮอลล์ พระองค์ทรงประกาศว่าตนเองคือ "มรณสักขีของประชาชน" และยอมรับความตาย โดยระบุว่านี่คือโทษทัณฑ์จากสวรรค์ที่พระองค์เคยลงนามยอมให้ประหารชีวิตสแตรฟฟอร์ดอย่างไร้ความยุติธรรม
.
เมื่อขวานของเพชฌฆาตสับลง ศีรษะของกษัตริย์อังกฤษก็หลุดออกจากบ่า นับเป็นกษัตริย์พระองค์แรกและพระองค์เดียวในประวัติศาสตร์อังกฤษที่ถูกประหารชีวิตโดยคำสั่งของรัฐสภา
.
หลังจากการดับสูญของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 รัฐสภาได้ประกาศยุบระบอบกษัตริย์และสภาองคมนตรี และสถาปนา "เครือจักรภพแห่งอังกฤษ" ขึ้นมาแทน ในเวลาต่อมมา ครอมเวลล์ได้ตั้งตนขึ้นเป็น "เจ้าผู้พิทักษ์" ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับลายลักษณ์อักษรฉบับแรกของอังกฤษ และสถาปนาระบอบเผด็จการทหาร โดยแบ่งพื้นที่การปกครองให้อยู่ภายใต้การควบคุมของเหล่านายพล
.
ประวัติศาสตร์ในรัชสมัยของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ชี้ให้เห็นว่า หายนะทางการเมืองไม่ได้เกิดขึ้นจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดชั่วครั้งชั่วคราว แต่เกิดขึ้นจากการออกแบบสถาบันทางการเมืองที่บกพร่อง การที่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ทรงเลือกที่จะปกครองโดยไม่มีระบบตรวจสอบและถ่วงดุลของรัฐสภา และหันไปพึ่งพิงอำนาจบริหารที่ไม่มีเสถียรภาพของสภาองคมนตรีและศาลพิเศษ ได้นำมาซึ่งการขยายขอบเขตอำนาจหน้าที่ของข้าราชการและที่ปรึกษาอย่างเป็นระบบ
.
สภาองคมนตรีและศาลสตาร์แชมเบอร์ ในฐานะ "ตัวแทน" ของกษัตริย์ ได้ดำเนินนโยบายที่สุดโต่งเพื่อแสวงหารายได้และสร้างความเป็นเอกภาพทางศาสนา เพื่อตอบสนองความต้องการระยะสั้นของราชสำนัก แต่ผลลัพธ์ระยะยาวที่ตามมาคือ ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ความเดือดร้อนในชีวิตประจำวันของประชาชน และความแค้นฝังลึกของชนชั้นนำทางการเมือง ที่รู้สึกว่าสิทธิพื้นฐานของตนถูกละเมิด ความโกรธแค้นเหล่านี้สะสมและขยายตัวจนกลายเป็นวิกฤตการณ์รัฐธรรมนูญและสงครามกลางเมืองที่กลืนกินราชบัลลังก์ไปในที่สุด
.
บทเรียนจากศตวรรษที่ 17 นี้ นับเป็นข้อเตือนใจชิ้นสำคัญในยุคปัจจุบัน เรื่องราวนี้ยืนยันว่า การมอบอำนาจเด็ดขาดให้แก่กลไกข้าราชการ หรือหน่วยงานที่ไม่มีการเชื่อมโยงกับประชาชนและไม่มีระบบตรวจสอบ ย่อมสร้างความเสียหายในวงกว้างและย้อนกลับมาทำลายล้างผู้ปกครองเองเสมอ เพราะอำนาจที่ปราศจากความรับผิดชอบและความยืดโยงกับประชาชน ย่อมไม่อาจตั้งอยู่ได้อย่างยั่งยืนในโลกความเป็นจริง
.
เรื่อง : กองบรรณาธิการ
ภาพ : มณฑล ชลสุข
----------
อย่าลืมกด 'FOLLOW'
เพื่อติดตาม SUM UP
จะได้ไม่พลาด 'ความรู้' และ 'ข่าวสาร' ที่สนุกและเป็นประโยชน์
อ่านทุกเรื่องบนเว็บไซต์ https://www.sumupth.com/
...
SUM UP
อ้างอิง
https://www.facebook.com/photo/?fbid=122248752692122738&set=a.122115182090122738
.
สภาองคมนตรีและศาลพิเศษ เมื่อ "ตัวแทน" กลายเป็น "ผู้ใช้อำนาจล้นฟ้า".
ในทางรัฐศาสตร์ มีแนวคิดหนึ่งที่อธิบายความสัมพันธ์เชิงอำนาจนี้ได้อย่างดี นั่นคือ 'ทฤษฎีตัวแทน' ซึ่งอธิบายว่าเมื่อผู้มีอำนาจ มอบหมายภารกิจให้แก่ตัวแทน ปัญหาใหญ่ที่จะตามมาเสมอคือ "ความสูญเสียจากตัวแทน" สิ่งนี้เกิดขึ้นเมื่อตัวแทนเริ่มใช้อำนาจตามอำเภอใจเพื่อสนองความต้องการของตนเอง หรือขยายขอบเขตอำนาจจนเกินกว่าที่ผู้มอบหมายสั่งการไว้
.
พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ทรงตกอยู่ในหล่มพรางนี้อย่างเต็มเปี่ยม เมื่อทรงยุบสภา พระองค์ได้มอบอำนาจเด็ดขาดในการบริหารและตุลาการให้แก่สภาองคมนตรี ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ใกล้ชิดและได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยที่แต่งตั้งขึ้นมาเองภายใต้กลไกนี้ มีสถาบันและตัวละครหลักสองคนที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่แผ่นดินอย่างรุนแรง
.
ไม่ว่าจะเป็น 'วิลเลียม ลอด' อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี เป็นผู้คลั่งศาสนาและการรวมศูนย์อำนาจ เขาพยายามบังคับให้คริสตจักรแองกลิกันเปลี่ยนไปใช้พิธีกรรมที่หรูหราอลังการคล้ายกับนิกายคาทอลิก ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้แก่กลุ่มพิวริตันและผู้นับถือโปรเตสแตนต์สายเคร่งครัด ที่มองว่านี่คือการสมคบคิดนำอังกฤษกลับไปสยบแทบเท้าพระสันตะปาปาแห่งโรม
.
หรือ 'โธมัส เวนต์เวิร์ธ เอิร์ลแห่งสแตรฟฟอร์ด' ได้รับการแต่งตั้งให้ดูแลแคว้นทางเหนือ และต่อมาก็เป็นผู้สำเร็จราชการในไอร์แลนด์ เวนต์เวิร์ธใช้นโยบายที่เรียกว่า "นโยบายเบ็ดเสร็จ" ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือการรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ขจัดความไร้ประสิทธิภาพ และกวาดล้างผู้เห็นต่างทางการเมืองและศาสนาอย่างไร้ความปรานี การรวมศูนย์อำนาจนี้ถูกบังคับใช้ผ่าน "ศาลสตาร์แชมเบอร์" เป็นศาลพิเศษภายใต้สภาองคมนตรีที่ไม่มีคณะลูกขุน ไม่มีกระบวนการไต่สวนที่เป็นธรรม และใช้การลงทัณฑ์ที่โหดเหี้ยมป่าเถื่อน ต่อผู้ที่กล้าตั้งคำถามต่อนโยบายของกษัตริย์
.
ตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุดเกิดขึ้นเมื่อกลุ่มพิวริตันสามคน ได้แก่ วิลเลียม พรินน์ นักกฎหมาย, เฮนรี เบอร์ตัน นักบวช และ จอห์น บาสต์วิก แพทย์ ถูกนำตัวขึ้นศาลสตาร์แชมเบอร์เพียงเพราะเขียนแผ่นพับวิจารณ์การเปลี่ยนแปลงทางศาสนาของอาร์ชบิชอป ลอด ศาลสตาร์แชมเบอร์ลงทัณฑ์พวกเขาด้วยการสั่งปรับเงินเป็นจำนวนมหาศาล จำคุกตลอดชีวิต และให้นายเพชฌฆาตตัดใบหูทิ้งทั้งสองข้างในที่สาธารณะ โดยการตัดหูในครั้งนั้นดำเนินไปอย่างทารุณโหดร้าย เพชฌฆาตตัดหูของเบอร์ตันลึกจนไปโดนเข้าเส้นเลือดใหญ่
.
ส่วนพรินน์ที่นอกจากจะโดนตัดหูจนแหว่งแล้ว ก็ยังโดนเหล็กแดงร้อน ๆ นาบแก้มทั้งสองข้างเป็นตัวอักษร "S.L." (Seditious Libeler - ผู้ใส่ร้ายป้ายสีที่ก่อความกระด้างกระเดื่อง) การลงโทษที่ป่าเถื่อนของศาลที่เป็น "ตัวแทน" ของกษัตริย์นี้แทนที่จะทำให้ประชาชนหวาดกลัว กลับยิ่งโหมกระพือความโกรธแค้นของประชาชนต่อราชสำนักและสภาองคมนตรีจนถึงขีดสุด
.
วิกฤตการณ์สกอตแลนด์นับถอยหลังระบอบ ชาร์ลส์ที่ 1.
หายนะที่แท้จริงมาเยือน เมื่ออาร์ชบิชอป ลอดและพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 พยายามขยายอิทธิพลทางศาสนาไปยังสกอตแลนด์ในปี 1637 โดยการบังคับใช้ "หนังสือสวดมนต์ร่วม" เล่มใหม่ ซึ่งชาวสกอตแลนด์ผู้รักในนิกายพรีสไบทีเรียนดั้งเดิมมองว่า นี่คือการเหยียดหยามความเชื่อของพวกตน จึงได้ร่วมกันลงนามใน 'พันธสัญญาแห่งชาติ' ปี 1638 และจัดตั้งกองกำลังลุกฮือขึ้นต่อต้านกษัตริย์ใน 'สงครามบิชอป'
.
ด้วยความที่ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ไม่มีเงินทุนในการจัดจ้างกองทัพที่มีประสิทธิภาพ กองทัพของพระองค์จึงพ่ายแพ้อย่างหมดรูป กองทัพสกอตแลนด์ยาตราทัพเข้ามายึดเมืองนิวคาสเซิล และบีบให้พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ต้องยอมจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามเป็นเงินมหาศาลถึงวันละ 850 ปอนด์ จนกว่าจะถอนทัพออกไป สถานการณ์ที่บีบคั้นทางการเงินนี้ ทำให้ "การปกครองส่วนพระองค์" เดินทางมาถึงทางตัน พระองค์ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมกลืนน้ำลายตัวเองและเรียกประชุมรัฐสภาอีกครั้ง เพื่อขออนุมัติงบประมาณ
.
แต่รัฐสภาใหม่ที่กลับมารวมตัวกันไม่ได้มาเพื่อช่วยกษัตริย์ แต่มาเพื่อชำระแค้น เป้าหมายแรกของสภา คือการกำจัดขุนนางผู้ทรงอิทธิพลที่คอยให้ท้ายกษัตริย์ โดยเฉพาะ โธมัส เวนต์เวิร์ธ (เอิร์ลแห่งสแตรฟฟอร์ด) ซึ่งสมาชิกรัฐสภาตระหนักดีว่า เวนต์เวิร์ธเป็นคนที่ฉลาดและอันตรายที่สุด จึงได้ดำเนินการฟ้องร้องเขาในข้อหากบฏต่อแผ่นดิน และเมื่อกระบวนการยุติธรรมแบบปกติไม่สามารถเอาผิดได้ รัฐสภาจึงหันไปใช้ช่องทางพิเศษโดยการผ่าน 'ร่างพระราชบัญญัติลงโทษโดยสภา' เป็นกฎหมายสั่งประหารชีวิตโดยตรงแบบที่ไม่ต้องอาศัยคำตัดสินของศาล
.
เหตุการณ์ดำเนินไปถึงจุดที่บีบคั้นหัวใจที่สุด เมื่อเวนต์เวิร์ธตระหนักดีว่า สถานการณ์ของกษัตริย์กำลังวิกฤต เขาจึงเขียนจดหมายยอมสละชีวิตของตนเองเพื่อให้กษัตริย์สามารถประนีประนอมกับรัฐสภาเพื่อความสงบของบ้านเมือง ทว่าเมื่อพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ยอมลงพระปรมาภิไธยในใบสั่งประหารชีวิตของเขาจริง ๆ เวนต์เวิร์ธถูกนำตัวไปตัดศีรษะที่ทาวเวอร์ฮิลล์ การสูญเสียเวนต์เวิร์ธข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์ที่สุดของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ไม่เพียงแต่จะทำให้พระองค์สูญเสียมันสมองหลักในการบริหารประเทศไปเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นตราบาปในใจที่พระองค์ทรงเสียใจไปจนวาระสุดท้ายของชีวิตอีกด้วย
.
สู่สงครามกลางเมืองและการชำระแค้นกษัตริย์.
การประหารชีวิตสแตรฟฟอร์ดไม่ได้ทำให้วิกฤตการณ์ยุติลง แต่กลับยิ่งทำให้รัฐสภาได้ใจและรุกคืบเรียกร้องอำนาจควบคุมกองทัพจากกษัตริย์ ความขัดแย้งที่ไม่อาจประสานกันได้นี้นำไปสู่การปะทุของสงครามกลางเมืองอังกฤษในปี 1642 ระหว่าง "ฝ่ายกษัตริย์" และ "ฝ่ายรัฐสภา"
.
ภายหลังการสู้รบอันยาวนานและนองเลือด กองทัพรูปแบบใหม่ภายใต้แกนนำของ 'โอลิเวอร์ ครอมเวลล์' สามารถปราบปรามฝ่ายกษัตริย์ลงได้อย่างราบคาบ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ถูกจับกุมตัวและถูกส่งตัวเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีประวัติศาสตร์โดย "รัฐสภา" ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากการทำ "การกวาดล้างของไพรด์" โดยกองทัพขจัดสมาชิกสภาสายกลางและผู้สนับสนุนกษัตริย์ออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงสมาชิกรัฐสภาหัวรุนแรงไม่ถึงสองร้อยคน
.
ในระหว่างการพิจารณาคดี พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ทรงแสดงความเด็ดเดี่ยวโดยปฏิเสธที่จะยอมรับอำนาจของศาล โดยทรงโต้แย้งว่าไม่มีอำนาจใดบนโลกที่สามารถตัดสินกษัตริย์ได้ และพระองค์กำลังยืนหยัดเพื่อเสรีภาพของราษฎรจากการใช้อำนาจเถื่อนของรัฐสภา จนกระทั่งในวันที่ 30 มกราคม 1649 พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ถูกนำตัวขึ้นสู่แท่นประหาร ณ พระราชวังไวต์ฮอลล์ พระองค์ทรงประกาศว่าตนเองคือ "มรณสักขีของประชาชน" และยอมรับความตาย โดยระบุว่านี่คือโทษทัณฑ์จากสวรรค์ที่พระองค์เคยลงนามยอมให้ประหารชีวิตสแตรฟฟอร์ดอย่างไร้ความยุติธรรม
.
เมื่อขวานของเพชฌฆาตสับลง ศีรษะของกษัตริย์อังกฤษก็หลุดออกจากบ่า นับเป็นกษัตริย์พระองค์แรกและพระองค์เดียวในประวัติศาสตร์อังกฤษที่ถูกประหารชีวิตโดยคำสั่งของรัฐสภา
.
หลังจากการดับสูญของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 รัฐสภาได้ประกาศยุบระบอบกษัตริย์และสภาองคมนตรี และสถาปนา "เครือจักรภพแห่งอังกฤษ" ขึ้นมาแทน ในเวลาต่อมมา ครอมเวลล์ได้ตั้งตนขึ้นเป็น "เจ้าผู้พิทักษ์" ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับลายลักษณ์อักษรฉบับแรกของอังกฤษ และสถาปนาระบอบเผด็จการทหาร โดยแบ่งพื้นที่การปกครองให้อยู่ภายใต้การควบคุมของเหล่านายพล
.
ประวัติศาสตร์ในรัชสมัยของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ชี้ให้เห็นว่า หายนะทางการเมืองไม่ได้เกิดขึ้นจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดชั่วครั้งชั่วคราว แต่เกิดขึ้นจากการออกแบบสถาบันทางการเมืองที่บกพร่อง การที่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ทรงเลือกที่จะปกครองโดยไม่มีระบบตรวจสอบและถ่วงดุลของรัฐสภา และหันไปพึ่งพิงอำนาจบริหารที่ไม่มีเสถียรภาพของสภาองคมนตรีและศาลพิเศษ ได้นำมาซึ่งการขยายขอบเขตอำนาจหน้าที่ของข้าราชการและที่ปรึกษาอย่างเป็นระบบ
.
สภาองคมนตรีและศาลสตาร์แชมเบอร์ ในฐานะ "ตัวแทน" ของกษัตริย์ ได้ดำเนินนโยบายที่สุดโต่งเพื่อแสวงหารายได้และสร้างความเป็นเอกภาพทางศาสนา เพื่อตอบสนองความต้องการระยะสั้นของราชสำนัก แต่ผลลัพธ์ระยะยาวที่ตามมาคือ ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ความเดือดร้อนในชีวิตประจำวันของประชาชน และความแค้นฝังลึกของชนชั้นนำทางการเมือง ที่รู้สึกว่าสิทธิพื้นฐานของตนถูกละเมิด ความโกรธแค้นเหล่านี้สะสมและขยายตัวจนกลายเป็นวิกฤตการณ์รัฐธรรมนูญและสงครามกลางเมืองที่กลืนกินราชบัลลังก์ไปในที่สุด
.
บทเรียนจากศตวรรษที่ 17 นี้ นับเป็นข้อเตือนใจชิ้นสำคัญในยุคปัจจุบัน เรื่องราวนี้ยืนยันว่า การมอบอำนาจเด็ดขาดให้แก่กลไกข้าราชการ หรือหน่วยงานที่ไม่มีการเชื่อมโยงกับประชาชนและไม่มีระบบตรวจสอบ ย่อมสร้างความเสียหายในวงกว้างและย้อนกลับมาทำลายล้างผู้ปกครองเองเสมอ เพราะอำนาจที่ปราศจากความรับผิดชอบและความยืดโยงกับประชาชน ย่อมไม่อาจตั้งอยู่ได้อย่างยั่งยืนในโลกความเป็นจริง
.
เรื่อง : กองบรรณาธิการ
ภาพ : มณฑล ชลสุข
----------
อย่าลืมกด 'FOLLOW'
เพื่อติดตาม SUM UPจะได้ไม่พลาด 'ความรู้' และ 'ข่าวสาร' ที่สนุกและเป็นประโยชน์
อ่านทุกเรื่องบนเว็บไซต์ https://www.sumupth.com/
...
SUM UP
อ้างอิง
ดูใน คอมเมนต์
https://www.facebook.com/photo/?fbid=122248752692122738&set=a.122115182090122738