
Puangthong Pawakapan
2d
·
"หมดยุคเหลือง-แดง" เป็นคำกล่าวที่ได้ยินบ่อยหลังเลือกตั้ง 14 พค. โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเพื่อไทยจับมือกับพรรคทหาร คำถามคือ แล้วเรากำลังเข้าสู่ยุคอะไร? เราไม่อยากใช้สีแทนความขัดแย้งทางการเมืองหลังจากนี้ เพราะมันไม่สามารถแทนการแบ่งขั้วได้ดีพอ
ขอย้อนกลับไปพิจารณาก่อนว่าความขัดแย้งยุคเหลือง-แดงคืออะไร
ก็คือการที่ขั้วอนุรักษ์นิยมหรือสีเหลืองปฏิเสธไม่ยอมรับหลักการและกระบวนประชาธิปไตย พวกเขามองว่าเสียงส่วนใหญ่ให้กำเนิดรัฐบาล-นักการเมืองโกงกิน เสียงส่วนใหญ่เป็นพวกโง่ จน เจ็บ จึงไม่ใช้เสียงที่ต้องยอมรับ-เคารพ พวกเขาจึงต้องร่วมกันโค่นล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้งของเสียงส่วนใหญ่ด้วยสารพัดวิธี (ศาล, กกต., ปปช., รัฐประหาร ฯลฯ) เขียนรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งใหม่เพื่อ "จำกัด" ผลของการเลือกตั้งให้ได้มากที่สุด เพื่อสกัดพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
ส่วนขั้วสีแดง คือการยืนยันว่าไม่ว่าจะยากดีมีจน ทุกคนมีหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงเท่ากัน เราคือ "คนเท่ากัน" ประชาชนคือเจ้าของอำนาจอธิปไตย มีสิทธิเลือกรัฐบาลของตนเอง ผู้มีอำนาจต้องเคารพในสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมของประชาชน บนเส้นทางการต่อสู้ตั้งแต่รัฐประหาร 2549 ผู้คนในขั้วนี้เห็นรากของปัญหามากขึ้นๆ เกิดปรากฏการณ์ "ตาสว่าง" แต่ "คนเท่ากัน" ยังคงเป็นคุณลักษณะหลักของขั้วนี้ แม้ว่าจะมีเสียงเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุหรือโครงสร้างอำนาจรัฐแต่ก็ยังไม่ใช่ประเด็นนำ
ประเด็น "ต้องแก้ที่โครงสร้างอำนาจรัฐ" ปรากฏเด่นชัดขึ้นในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง 14 พ.ค. 66 โดยพรรคก้าวไกล โดยเสนอแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายสารพัดชนิดที่เป็นฐานอำนาจให้กับสถาบันทางอำนาจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขมาตรา 112, แก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับทหารทั้งชุด, กระจายอำนาจของระบบราชการ, ยกเลิกการผูกขาดของกลุ่มทุนขนาดใหญ่, สมรสเท่าเทียม ฯลฯ
ความขัดแย้งนี้เด่นชัดขึ้นเมื่อเพื่อไทยจับมือกับพรรคทหาร 2 พรรค+ภูมิใจไทย คำวิจารณ์-ต่อต้านที่ปรากฎในโซเชียลมีเดียจำนวนมากตั้งคำถามว่าเพื่อไทยไม่คิดจะแตะต้องอำนาจของกลุ่มขุนศึกศักดินาและนายทุนเลยหรืออย่างไร? จะซูเอี๋ยกันไปเรื่อยๆ เพื่อให้ตนได้เป็นรัฐบาลเท่านั้นหรือ? เมื่อต้องแบ่งกระทรวงสำคัญให้กับกลุ่มอำนาจเดิมแล้วจะแก้ปัญหาปากท้องและปัญหาสารพัดของประเทศได้จริงหรือ? ฯลฯ
เราคิดว่าแนวทาง "ต้องแก้ที่โครงสร้างอำนาจรัฐ" -VS- "พัฒนาไปด้วยกัน, ทุกฝ่ายต้องพอใจ ไม่ท้าทายอำนาจของกลุ่มอำนาจเดิม" จะเป็นแกนหลักของการต่อสู้ทางการเมืองนับจากนี้ไป
เราไม่อยากใช้สีในการแบ่งขั้วนี้ ทำนองว่าสีส้มคือฝ่ายที่ต้องแก้ที่โครงสร้างอำนาจรัฐ ส่วนสีแดง+เหลืองคือฝ่ายรักษาโครงสร้างเดิม เพราะเราเชื่อว่าผู้คนจำนวนมากที่เป็นสีแดง ทั้งในอดีตและปัจจุบัน มองเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างเช่นกัน ปัจจุบันคนจำนวนมากหันมาเลือกก้าวไกล จำนวนไม่น้อยยังเลือกเพื่อไทยอยู่ แต่อาจจะไม่อยากแสดงความเห็นที่ขัดแย้งกับแนวทางของเพื่อไทยในขณะนี้ก็เป็นได้
ภาพประกอบ สติ๊กเกอร์ที่จัดทำโดยสมัชชาปกป้องประชาธิปไตย (สปป.) อันเป็นเครือข่ายนักวิชาการนักกิจกรรมที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2556 เพื่อต่อสู้กับความพยายามของ กปปส. ที่จะล้มล้างรัฐบาลจากการเลือกตั้งของคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
·
"หมดยุคเหลือง-แดง" เป็นคำกล่าวที่ได้ยินบ่อยหลังเลือกตั้ง 14 พค. โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเพื่อไทยจับมือกับพรรคทหาร คำถามคือ แล้วเรากำลังเข้าสู่ยุคอะไร? เราไม่อยากใช้สีแทนความขัดแย้งทางการเมืองหลังจากนี้ เพราะมันไม่สามารถแทนการแบ่งขั้วได้ดีพอ
ขอย้อนกลับไปพิจารณาก่อนว่าความขัดแย้งยุคเหลือง-แดงคืออะไร
ก็คือการที่ขั้วอนุรักษ์นิยมหรือสีเหลืองปฏิเสธไม่ยอมรับหลักการและกระบวนประชาธิปไตย พวกเขามองว่าเสียงส่วนใหญ่ให้กำเนิดรัฐบาล-นักการเมืองโกงกิน เสียงส่วนใหญ่เป็นพวกโง่ จน เจ็บ จึงไม่ใช้เสียงที่ต้องยอมรับ-เคารพ พวกเขาจึงต้องร่วมกันโค่นล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้งของเสียงส่วนใหญ่ด้วยสารพัดวิธี (ศาล, กกต., ปปช., รัฐประหาร ฯลฯ) เขียนรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งใหม่เพื่อ "จำกัด" ผลของการเลือกตั้งให้ได้มากที่สุด เพื่อสกัดพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
ส่วนขั้วสีแดง คือการยืนยันว่าไม่ว่าจะยากดีมีจน ทุกคนมีหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงเท่ากัน เราคือ "คนเท่ากัน" ประชาชนคือเจ้าของอำนาจอธิปไตย มีสิทธิเลือกรัฐบาลของตนเอง ผู้มีอำนาจต้องเคารพในสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมของประชาชน บนเส้นทางการต่อสู้ตั้งแต่รัฐประหาร 2549 ผู้คนในขั้วนี้เห็นรากของปัญหามากขึ้นๆ เกิดปรากฏการณ์ "ตาสว่าง" แต่ "คนเท่ากัน" ยังคงเป็นคุณลักษณะหลักของขั้วนี้ แม้ว่าจะมีเสียงเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุหรือโครงสร้างอำนาจรัฐแต่ก็ยังไม่ใช่ประเด็นนำ
ประเด็น "ต้องแก้ที่โครงสร้างอำนาจรัฐ" ปรากฏเด่นชัดขึ้นในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง 14 พ.ค. 66 โดยพรรคก้าวไกล โดยเสนอแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายสารพัดชนิดที่เป็นฐานอำนาจให้กับสถาบันทางอำนาจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขมาตรา 112, แก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับทหารทั้งชุด, กระจายอำนาจของระบบราชการ, ยกเลิกการผูกขาดของกลุ่มทุนขนาดใหญ่, สมรสเท่าเทียม ฯลฯ
ความขัดแย้งนี้เด่นชัดขึ้นเมื่อเพื่อไทยจับมือกับพรรคทหาร 2 พรรค+ภูมิใจไทย คำวิจารณ์-ต่อต้านที่ปรากฎในโซเชียลมีเดียจำนวนมากตั้งคำถามว่าเพื่อไทยไม่คิดจะแตะต้องอำนาจของกลุ่มขุนศึกศักดินาและนายทุนเลยหรืออย่างไร? จะซูเอี๋ยกันไปเรื่อยๆ เพื่อให้ตนได้เป็นรัฐบาลเท่านั้นหรือ? เมื่อต้องแบ่งกระทรวงสำคัญให้กับกลุ่มอำนาจเดิมแล้วจะแก้ปัญหาปากท้องและปัญหาสารพัดของประเทศได้จริงหรือ? ฯลฯ
เราคิดว่าแนวทาง "ต้องแก้ที่โครงสร้างอำนาจรัฐ" -VS- "พัฒนาไปด้วยกัน, ทุกฝ่ายต้องพอใจ ไม่ท้าทายอำนาจของกลุ่มอำนาจเดิม" จะเป็นแกนหลักของการต่อสู้ทางการเมืองนับจากนี้ไป
เราไม่อยากใช้สีในการแบ่งขั้วนี้ ทำนองว่าสีส้มคือฝ่ายที่ต้องแก้ที่โครงสร้างอำนาจรัฐ ส่วนสีแดง+เหลืองคือฝ่ายรักษาโครงสร้างเดิม เพราะเราเชื่อว่าผู้คนจำนวนมากที่เป็นสีแดง ทั้งในอดีตและปัจจุบัน มองเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างเช่นกัน ปัจจุบันคนจำนวนมากหันมาเลือกก้าวไกล จำนวนไม่น้อยยังเลือกเพื่อไทยอยู่ แต่อาจจะไม่อยากแสดงความเห็นที่ขัดแย้งกับแนวทางของเพื่อไทยในขณะนี้ก็เป็นได้
ภาพประกอบ สติ๊กเกอร์ที่จัดทำโดยสมัชชาปกป้องประชาธิปไตย (สปป.) อันเป็นเครือข่ายนักวิชาการนักกิจกรรมที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2556 เพื่อต่อสู้กับความพยายามของ กปปส. ที่จะล้มล้างรัฐบาลจากการเลือกตั้งของคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
.....