วันศุกร์, ธันวาคม 21, 2561

"ชูวิทย์"เล่าเรื่อง โต๊ะจีน ซุปเปอร์เศรษฐี ? ธรรมเนียมการจัดโต๊ะจีนของบรรดาพรรคการเมือง โต๊ะละ 1-3 ล้าน มาจากไหน?





โต๊ะจีน ซุปเปอร์เศรษฐี ?

ธรรมเนียมการจัดโต๊ะจีนของบรรดาพรรคการเมือง โต๊ะละ 1-3 ล้าน มาจากไหน?

ในเมื่อโต๊ะจีนตามโรงแรมหรู 5 ดาว แค่หลักหมื่น โต๊ะจีนนครปฐมแค่หลักพัน แล้วไฉน “พรรคพลังประชารัฐ” ที่ยึดโยงนโยบายกับชาวบ้านร้านตลาด จึงถือวิสาสะจัด “โต๊ะจีนซุปเปอร์เศรษฐี” ถึงโต๊ะละ 3 ล้าน สวนกระแสเศรษฐกิจฝืดเคือง พืชผลการเกษตรตกต่ำ

ส่วนตาสีตาสานั่งอ้าปากค้าง ทำตาปริบๆ แล้วถามตัวเองว่า “พรุ่งนี้กูจะเอาเงินที่ไหนซื้อนมให้ลูก ?”

สมัยผมอยู่พรรคชาติไทย เขาก็เคยจัดโต๊ะจีนระดมทุน แต่บารมีคงไม่แกร่งกล้าถึงขนาดราคาโต๊ะละ 3 ล้าน คนอาจสงสัย ราคาขนาดนี้ทำไมมีเงินจ่าย เร่ล้อมวงเข้ามา ชูวิทย์จะเล่าให้ฟัง

1. โต๊ะจีนราคาระดับมหาเศรษฐี พวกที่จ่ายเงินต้องไม่ใช่พ่อค้าปกติธรรมดาตามตลาดนัด แต่เป็น “พ่อค้าใหญ่ระดับเจ้าสัว” ที่มีคติธรรมประจำใจว่า รัฐบาลมีมาแล้วไป ส่วนพ่อค้าทำกำไรได้ตลอดทุกยุคทุกสมัยไม่ว่ารัฐบาลไหน อันได้แก่ พวกพ่อค้าขายเหล้าขายเบียร์ ขายกับแกล้มสะดวกซื้อ นี่แน่นอน หรือพวกพ่อค้าที่ทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างระดับยักษ์ใหญ่ นี่ก็ไม่พลาด แล้วก็ไม่ใช่ซื้อกันแค่โต๊ะสองโต๊ะนะครับ เขาเหมากันเป็นสิบ

2. พวกที่มานั่งคีบตะเกียบเอา “เป๋าฮื้อ” (หอยหายาก) ละเลียดเข้าปาก ล้วนไม่ได้จ่ายตังค์ ส่วนพวกที่จ่าย นั่งรอรับผลบุญที่กรวดน้ำกลับคืน คำนวนกำไร กอดเมีย(สาว) อยู่บนเรือยอร์ช จ่ายไปแค่ 7 หลัก แต่กลับมา 10 หลัก คุ้มจะตาย

3. พรรคที่จัดโต๊ะจีนระดับนี้ ต้องไม่ใช่พรรคตราไก่กา แต่เป็นพรรคที่บารมีเจิดจ้าดั่งแสงอาทิตย์กลางแดดเที่ยง ตบโต๊ะจีนเปรี้ยง พ่อค้าเหล้าเบียร์ไปยันก๊วนการเมืองเรียงแถวจ่ายกันเป็นทิวเทือก

4. เงินการเมืองเวลาเลือกตั้ง มันไม่ได้ใช้กันแค่ 5 ล้าน 10 ล้าน แต่มันไหลเป็นร้อยเป็นพัน ไม่เชื่อไปถามพรรคที่จัดตั้งทีมฟุตบอลดูได้ แล้วจะรู้ว่า ไหลเป็นน้ำในอุโมงค์ยักษ์ กทม. ไม่ใช่แค่น้ำก๊อกบ้านจัดสรรกะปริดกะปรอย เรื่องพวกนี้ขี้เหนียวไม่ได้ เกทับบลัฟแหลกตามฟอร์มระดับชาติ ไม่ใช่แค่ดิวิชั่น 1

5. อาทิตย์สุดท้ายก่อนเลือกตั้งยิ่งมันส์ หัวคะแนนพาไปสาบานในโบสถ์ต่อหน้าพระประธานว่าถึงชาวบ้านแน่นอน ให้หลวงพ่อเป็นพยาน แต่เอาเข้าจริงหลังเลือกตั้งถึงรู้ว่าจ่ายเกิน เข้าทำนอง “เกินฝากเมีย เสียยกให้เพื่อน”

เรื่องที่เล่าอย่าไปคิดเป็นจริงเป็นจัง แค่ประสบการณ์ชูวิทย์ในอดีต คงไม่เกิดในยุคที่เขา “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” กันแล้ว สาธุ


ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

...