วันจันทร์, ตุลาคม 01, 2561

จะว่า 'มารยาท' หรือ 'ความสง่างาม' วิษณุไม่แยแส อ้างความตั้งใจ 'มีชัย' เขียนกฎหมายวิเศษทูนหัว คสช.


อีกแล้ว ทั่นรองฯ ตะแบงมารทุกวันยันค่ำ จนเลยสันดอนยิ่งกว่าศรีธนญชัย เรื่องรัฐมนตรี คสช. เป็นกรรมการพรรคการเมือง ใช้เวลานอกราชการไปหาเสียงได้ “ไม่เกี่ยวกับการลงพื้นที่ของรัฐบาล...เนื่องจาก ครม.ไม่ใช่พรรคการเมือง”

นายวิษณุ เครืองาม ให้สัมภาษณ์โต้ข้อตำหนิของนายนิกร จำนง ผอ.พรรคชาติไทยพัฒนา อ้างว่า “คนในครม.ก็ไม่มีใครลงรับสมัครเลือกตั้ง” รู้ดีทั้งที่ กกต.ยังไม่ได้เปิดให้มีการสมัครรับเลือกตั้งนี่นะ

การพูดว่า “หากคนใดที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองก็มีการจัดการความเหมาะสมของตัวเองอยู่แล้ว ขออย่าเพิ่งไปทุกข์ร้อนอะไร” เอาอะไรมาเป็นเครื่องยืนยันว่าจะเป็นเช่นนั้น ในเมื่อคนที่สนับสนุน คสช. ตระบัดสัตย์กันมานักต่อนัก แบบเดียวกับหัวหน้า คสช.

แม้กระทั่งข้ออ้างด้วยว่ารัฐบาลนี้ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการ ฉะนั้น “คสช.ก็ยังออกมาตรา ๔๔ ได้ไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่ง” รองนายกฯ ตีความกฎหมายเอาแต่ได้ไหมว่า แม้มีรัฐบาลใหม่ ได้ตัวนายกฯ แล้ว แต่ถ้ายังไม่ได้ถวายสัตย์ คสช.ก็ยังสั่งราชการต่างๆ ได้

แถมพูดอวดความวิเศษของกฎหมาย คสช. ว่านั่น “เป็นความตั้งใจของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานกรธ.” เสียอย่าง


ซึ่งตามปกติของรัฐบาลประชาธิปไตย โดยมารยาท  รัฐบาลเก่าจะยุติการสั่งงานบริหารราชการเมื่อมีการเลือกตั้ง เพื่อรอให้รัฐบาลใหม่เข้ารับช่วงงานหลังจากพิธีปฏิญานตน ซ้ำในทางปฏิบัติว่าที่รัฐบาลใหม่สามารถส่งคนเข้าไปดูแลกิจการงานของรัฐที่มีความจำเป็นเร่งด่วนในระหว่างเลือกตั้งได้เช่นกัน

นี่เป็นเรื่องของ มารยาทที่รัฐบาลเผด็จการไม่มี แม้นายวิษณุจะมีความเก๋าในการเป็นบริกร ผ่านรัฐบาลต่างๆ มาหลายขนาน อ้างว่ารู้ดีวิธีปฏิบัติต่างๆ นานาชนิด แต่ ณ วันนี้ นายวิษณุติดนิสัยเผด็จการจนขึ้นสันดอนไปแล้ว

โดยเฉพาะกรณี ๔ รัฐมนตรี คสช. (อุตตม สาวนายน สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ สุวิทย์ เมษินทรีย์ และกอบศักดิ์ ภูตระกูล) ไปเป็นหัวหน้า เลขาฯ รองฯ และโฆษกพรรคพลังประชารัฐ โดยมารยาทควรที่จะต้องลาออกจากตำแหน่งในรัฐบาลเสียก่อนที่จะเข้าไปมีส่วนในกิจของพรรคการเมือง
 
ดังที่นางสดศรี สัตยธรรม อดีตกรรมการการเลือกตั้งให้ความเห็น (เมื่อ ๓๐ กันยา) ว่า “การที่เข้าใกล้ช่วงเลือกตั้งและยังเป็นรัฐมนตรีอยู่ แม้กฎหมายไม่ได้ห้ามว่าจะต้องลาออก แต่เป็นมารยาททางการเมือง ควรลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี เมื่อตัดสินใจลงการเมืองแล้ว”

นางสดศรีบอกด้วยว่าการลงพื้นที่ ครม.สัญจร “ก็จะต้องไปพบกับข้าราชการท้องถิ่นด้วย ประชาชน มันจะเหมือนการหาเสียงกลายๆ” จะมีเจตนาหรือไม่มี “แต่การออกไปพบปะประชาชนหรือข้าราชการในท้องถิ่น

มันก็อาจถูกมองว่าใช้ตำแหน่งหน้าที่หาเสียงเลือกตั้ง เพราะพรรคการเมืองอื่นไม่มีโอกาสได้ไปหาเสียงเนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีการปลดล็อค” นั่นไม่เพียงเป็น การแสดงความบริสุทธิ์ใจ หรือทำให้ ดูสง่างามเท่านั้น ยังจะเป็น ความบริสุทธิ์ยุติธรรมด้วย


ไม่เช่นนั้นความวิเศษจะกลายเป็นไปตามคำของนักการเมืองรุ่นเก่า ระดับรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ว่า “ใคร_คิดว่าตัวเองเป็นดาวฤกษ์ในยามนี้ผมก็ได้แต่ตักน้ำใส่กะละมังไว้ รอดวงดาวนั้นโคจรมาทางนี้เมื่อไหร่จะเอาน้ำสาดให้ดู

จะได้พิสูจน์ว่าที่ส่งแสงวับๆ แวมๆ นั้นเป็นแสงดาวฤกษ์จริง หรือแสงสว่างจากกระสือตัวใหม่กันแน่”
 
นั่นเอามาจากที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เอ่ยถึงอดีต ส.ส. ของ ปชป. ถูกดูดไปร่วมทำการเมืองกับพรรคประชารัฐ บางคนผ่านทางตำแหน่งในรัฐบาล คสช. อย่างเช่น ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ เป็นอาทิ

แม้สองคนนี้จะเคยอยู่ ปชป. ในฐานะ กาฝาก จาก กปปส. ก็เถอะ ก็เข้าข่าย “นักการเมืองที่ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง ต้านแรงดึงดูดของนักการเมืองที่เป็นดาวฤกษ์ไม่ไหว” ดั่งนิพิฏฐ์ว่าไว้ มันไปลงตรงที่

“ผมไม่เห็นว่าท่านจะสง่างามอย่างไร ได้แต่นึกในใจว่า หัวหมามันสง่างามกว่าหางราชสีห์”