วันศุกร์, พฤษภาคม 04, 2561

ถ้าคนไทยมีความรู้สึกกับการยึดประเทศเท่ากับยึดป่า คุณจะได้คืนทั้งป่าและประเทศ #5พฤษภาหยุดระบอบคสช. เสาร์นี้ 4 โมงเย็นถึงสามทุ่ม เจอกันในงาน ตลาดนัดอภิปรายไม่ไว้วางใจ “หยุดระบอบคสช. หยุดยื้อเลือกตั้ง” ณ ลานปรีดี ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์





เสาร์นี้ #กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง จัดงานตลาดนัดอภิปรายไม่ไว้วางใจในธรรมศาสตร์ สี่โมงถึงสองทุ่มตรงลานปรีดี ปลอดภัยหายห่วงค่ะไม่มีใครฉุดกระชากอะไรกันหรอก ชวนเจ้าหน้าที่มาเดินตลาดนัดให้สบายใจ ประชาชนทุกสี นักการเมืองทุกพรรค มารวมพลังหยุดระบอบคสช.ด้วยกัน 🎀

#5พฤษภาหยุดระบอบคสช.

เสาร์นี้แล้ว! เจอกันในตลาดนัดอภิปรายไม่ไว้วางใจ
"หยุดระบอบคสช. หยุดยื้อเลือกตั้ง" สี่โมงเย็นถึงสามทุ่ม ลานปรีดี ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

16.00-16.30 แถลงข่าว และกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์

16.30-18.10 พบวงซันชีโร่ ต่อด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยพนักงานรัฐวิสาหกิจ ตัวแทนแรงงาน นักศึกษา กลุ่ม #พลังมด และ iLawกับแคมเปญ #ปลดอาวุธคสช.

18.10-18.30 กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์จากคู่หูดูโอเอกชัย-โชคชัย และดนตรีวงมะฮอกกานี

18.30 - 19.45 โปรโมทหนังสือ"ประเทศไทยเปลี่ยน เกณฑ์ทหารต้องเปลี่ยน" และอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยเนติวิทย์ พร้อมด้วยแขกรับเชิญพิเศษ ประธานสภาลูกหนี้กู้วิกฤติชาติ และตัวแทนนักศึกษากับการทวงคืนอนาคตจากคสช.

19.45 - 21.00 การแสดงพิเศษโดยทนายอู๊ด (พ่อไผ่ดาวดิน) และทนายอานนท์ ปิดท้ายด้วยการปราศรัยโดยแกนนำ #กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ครบทีม

และอิ่มอร่อย ช้อปสนุก กับตลาดนัด”ช้อปช่วยทาส” ตลอดงาน

#5พฤษภาหยุดระบอบคสช.

(ช่วยแชร์ไปชวนประยุทธ์ด้วย) 🎀







Bow Nuttaa Mahattana


...

ช่วงท้าย (2:10:30) พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวสนับสนุน #กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ชวนกันมา #5พฤษภาหยุดระบอบคสช. ขอบคุณมากนะคะ แต่โบว์ชักเป็นห่วงว่าคุณเสรีจะเจริญรอยเก็บแต้มคดีตามคุณวัฒนา เมืองสุข กับพี่หนูหริ่งไปอีกคนมั้ย 😆





https://www.facebook.com/thammasatsc/videos/1584324304969163/

...




“การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงาน ต้องมีขั้นตอนการปฏิบัติตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ และกำหนดแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมกับประชาชน มุ่งเน้นการปฏิบัติจากเบาไปหาหนัก โดยมีการชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน ทั้งนี้ การปฏิบัติต้องเป็นไปตามหลักกฎหมาย และไม่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน โดยให้ประสานการทำงานร่วมกับกระทรวงยุติธรรมอย่างใกล้ชิด”

- ประวิตร วงษ์สุวรรณ -
(Peace News : ประวิตรสั่งทำคู่มือคุมฝ่ายปชต.
วางแนวปฎิบัติจากเบาไปหนัก)

“เจ้าหน้าที่ตำรวจมีขอบเขตการทำงานตามกฎหมายอยู่แล้ว แต่เมื่อมีทหารมาสั่งการ กฎหมายก็กลายเป็นกฎมาเฟียอย่างที่เห็นกันมาสี่ปี”

- โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา -

#5พฤษภาหยุดระบอบคสช.

เสาร์นี้ 4 โมงเย็นถึงสามทุ่ม เจอกันในงาน
ตลาดนัดอภิปรายไม่ไว้วางใจ
“หยุดระบอบคสช. หยุดยื้อเลือกตั้ง”
ณ ลานปรีดี ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์


ทำไมเราต้องออกมาเหน็ดเหนื่อยทั้งสู้กับเผด็จการและสู้คดีไปพร้อมๆกัน ถ้าไม่จำเป็นคงไม่ต้องทำค่ะ มาฟังเหตุผลจาก #กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง และร่วมแสดงพลังรักษาประชาธิปไตยไปด้วยกัน

#พลังมด 🎀

Bow Nuttaa Mahattana

...

'วัฒนา' ปลุกคนไทยทวงคืน ปชต.ร่วมชุมนุมคนอยากเลือกตั้ง 5 พ.ค.นี้





โดย ไทยรัฐออนไลน์
30 เม.ย. 2561


"วัฒนา" โพสต์เฟซ ชวนคนไทยทวงคืนศักดิ์ศรี ป้องสิทธิต่อต้านเผด็จการ พร้อมปลุกคนไทยทวงคืนประชาธิปไตย เชิญร่วมชุมนุมคนอยากเลือกตั้ง 5 พ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 30 เม.ย.61 นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า "ป่าแหว่ง ประชาธิปไตยโหว่" ขอชื่นชมพี่น้องประชาชนชาวเชียงใหม่ ที่ได้ร่วมกันแสดงพลังอย่างกล้าหาญปกป้องผืนป่าดอยสุเทพจนได้รับชัยชนะ การรวมตัวครั้งนี้บ่งบอกถึงนัยสำคัญว่า แม้จะเป็นการชุมนุมทางการเมืองเกินกว่าห้าคน ซึ่งถือเป็นความผิดตามคำสั่งหัวหน้า คสช. แต่เมื่อประชาชนรวมตัวกันได้เป็นจำนวนมาก เผด็จการก็ไม่กล้าดำเนินคดี แต่หากมีคนน้อยจะถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาร้ายแรง เหมือนพี่น้องประชาชนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิเลือกตั้ง แต่น่าเสียดายคือคนไทยกล้าออกมาทวงสิทธิของตัวเองเพียงบางเรื่อง แต่หลงลืมที่จะทวงคืนสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ที่จะนำไปสู่การปกป้องสิ่งที่เหลือทั้งหมดนั่นคือประชาธิปไตย จึงปล่อยให้ลูกหลานและเพื่อนร่วมชาติต่อสู้เพียงลำพัง จนถูกเผด็จการตั้งข้อหาร้ายแรงเพื่อปิดปาก

นายวัฒนา ระบุว่า เราทนเห็นผืนป่าถูกทำลายไม่ได้ แต่กลับทนได้ที่เห็นเผด็จการทำลายประชาธิปไตย ทำลายการเมือง และหลักนิติธรรม กระทำสิ่งที่น่ารังเกียจเพื่อสืบทอดอำนาจ เช่น ใช้ทำเนียบรัฐบาลตั้งพรรคทหาร ดูดนักการเมืองเข้าก๊วน หาเสียงด้วยเงินภาษีประชาชน ยื้อการเลือกตั้งโดยไม่ละอายและไม่เคยเห็นหัวประชาชน หากคนไทยเห็นว่าประชาธิปไตยที่หายไปมีค่าไม่น้อยกว่าป่าแหว่ง เราคงจะได้ร่วมกันทวงคืนศักดิ์ศรีเจ้าของประเทศกลับคืนได้ในเร็ววัน ได้ยินว่าวันที่ 5 พ.ค.นี้ น้องๆ กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อหยุดระบอบ คสช. ใครสนใจจะไปร่วมรับฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจนอกสภา ก็เชิญได้ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ การรวมตัวของพี่น้องชาวเชียงใหม่ได้สร้างบรรทัดฐานให้เห็นแล้วว่า หากประชาชนพร้อมใจกันเมื่อไรต่อให้ร้อยประยุทธ์ก็เอาไม่อยู่ เพราะเผด็จการไม่เคยชนะประชาชน

ooo





https://www.facebook.com/Anusorn.Eiamsaard/videos/1714593551967218/


คลิป สิทธิในการประท้วง: หลักการปกป้องสิทธิมนุษยชนในการประท้วง




https://www.facebook.com/Enlawthai2001/videos/1927917160614739/

ถ่ายทอดสด:
Article 19, The Right to Protest
สิทธิในการประท้วง: หลักการปกป้องสิทธิมนุษยชนในการประท้วง

วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
เวลา 9.00 - 12.00 น.
ณ ห้อง 102 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

จัดโดย คณะรัฐศาสตร์ ร่วมกับวิทยาลัยโลกคดีศึกษา และสำนักงานสัญญาธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

How would your life be without Press Freedom? 3 May is #WorldPressFreedomDay







Good @VICE story on the young Thai activists challenging the military junta and fighting for democracy - Meet the Young Activists Brave Enough to Take On Thailand's Military Junta


...

DEMOCRACY WHEN?

Meet the Young Activists Brave Enough to Take On Thailand's Military Junta




The Democracy Restoration Group is risking it all to fight for the right to vote.

By Caleb Quinley
Source: Vice News
May 3 2018

It's been four years since Thailand's democracy was derailed in a military-led coup. The country, still under the rule of the National Council for Peace and Order (NCPO), a junta led by current Prime Minister Prayut Chan-Ocha, has repeatedly postponed new elections and a transition back to a democracy since it seized power.

One group of young pro-democracy activists are pushing back and taking their demands to the streets, despite the risk of arrest. VICE's Caleb Quinley spoke with three key members of the Democracy Restoration Group (DRG) to learn more about their motivations, the risks, and why they are willing to put their own freedoms on the line for the rest of the country.


'MY FRIENDS TELL ME: KEEP ON FIGHTING.'


It's been about five weeks since Karn Pongpraphapan scrambled up the side of a truck and raised three fingers in the air—a defiant show of solidarity with the demonstrators rallied against the military junta. The gesture, taken from the hit series Hunger Games, is now universally known in Thailand as a sign of resistance against the country's ongoing military rule.


Karn, and his fellow activists, were massed outside the Royal Thai Army Headquarters in downtown Bangkok to demand the junta honor its long-delayed promises of holding new elections. He shouted at the military men outside the compound and implored them to return the country back over to the people for a vote.



Karn Pongpraphapan addresses his fellow protesters.


I met up with Karn a few weeks later at a small restaurant across the street from one of Bangkok's main courts. He is fast becoming a recognizable face of the DRG, a mainly youth-led pro-democracy organization organizing protests and rallies in the capital. Karn, a 24-year-old university student, is part of a new generation of Thai activists. They're young, brave, and increasingly willing to stare down a regime that shows no signs of stepping down from power anytime soon.

Today's movement is in the capital, but Karn told me the first time he felt politically motivated was way out on the Thai-Myanmar border.

“When I was a volunteer in the countryside in Mae Sot near Chiang Rai, which is close to Myanmar, I saw many poor people," Karn told VICE. "Many poor children. They had to walk from one mountain to another just to get to school. When I saw this, I felt that it was so unfair.

“So, I worked as a volunteer to build schools for them. For about two years, I joined every camp possible. Then I asked myself, how can I change the social structure? But I noticed it’s like a pyramid. It’s from top-down. How can I change this if we don’t change the political system and the political structure?”


Watch: The Junta's Police State- Thailand on the Brink





Karn is an art student at Bangkok's prestigious Thammasat University—a university with a deep history of resisting authoritarian regimes. Back in 1976, thousands of university students took to the streets to protest the return of ousted anti-communist dictator Thanom Kittikachorn. Thai security forces responded by opening fire on the crowd, killing as many as 100, according to some estimates.

This kind of activism continues to saturate campus culture today, and Karn says it's a big part of why he is willing to go out on a limb as a political activist. During our conversation, Karn struck me as articulate, meticulously analytical, and naturally charismatic. In his free time, he reads philosophy and studies other influential activists from Thai history.

I asked him what moved him to become an activist, and he told me this: three years ago he was studying for an exam when he turned on the TV to find that one of his biggest influences, and the founder of DRG, Rangisiman Rome, was being arrested for conducting an anti-coup commemoration event in front of Bangkok’s Art and Cultural Center. He watched in shock as all of the activists at the event were detained and thrown in jail for the night.



Karn Pongpraphapan


“I thought, ‘Oh my god. How can they do that?’" he recalled. "They just want democracy, they just want to lead others towards freedom. They wanted to get their voice out. I thought they were so brave putting themselves at risk like that. So, I asked myself for a long time, was I ready to join?”

But Karn was faced with a dilemma. Was the movement worth the risk? He thought about this question for a while, pondering whether he was even the right kind of person for the pro-democracy movement. Eventually, he reached a conclusion: It was worth it. He began to network with other campus activists and rose to become a new voice fighting for democracy in Thailand.

“My friends would tell me to keep on fighting, keep on going," he told me. "You're a fighter. You're a leader. And when they would tell me this, it would give me energy. I then recorded a video and posted it to Facebook, and within an hour it got hundreds of shares and thousands of views."


'A SILENT MAJORITY AGREES WITH US.'

Not everyone is brave enough to voice their views in the streets right now. Thailand under military rule has become a place of arbitrary arrests, “attitude adjustment” sessions, and disappearances. People have been arrested for even the slightest sign of protest, like reading George Orwell's 1984 and eating a sandwich. It's this climate of fear that's kept protesters off the streets for this long, but Nuttaa Mahattana, another organizer with the DRG, told me she has another way to gauge the public's support of the pro-democracy movement—social media.

Social media has played a significant role in how the group keeps the pressure on the junta with its day-day activism. When DRG members aren't planning another protest, like the one planned for this Saturday, 5 May, they are online spreading their message to as many people as they can.

“I believe there is a silent majority that agree with us,” Nuttaa told me. “Because, there’s a lot of followers on Facebook and they have all been morally supportive. But when we come out on the streets, not even 10 percent of them were there. And I understand them, because everybody is afraid.”





Nuttaa, 39, works as an English teacher and a freelances as an MC and a TV host. Her friends call her "Bow," and she came across as a composed communicator with a knack for delivering her message with stunning accuracy.

"I’m not afraid," she told me. "Because there’s a few different factors in my case. First, I’m a woman. So, frankly I get more sympathy. Secondly, I did it for the right reasons, the reasons have enough weight on their own to trade with anything. Everyone only dies once. I can walk back to my car, and a drunk driver could hit me. It could happen anytime. So why fear? It’s worth the risk.”

Most of the DRG's supporters come from the Thailand's younger generation, the same people who grew up during the country's 2006 coup against ousted Prime Minister Thaksin Shinawatra—the brother of the Yingluck Shinawatra, the prime minister pushed out by this coup.

“Not everybody wants democracy, but I believe most of the new generation wants democracy," she told me. "And I think that democracy is the political system that is in line with humanity.

"If you take a child from birth, and you talk to young kids, you can see their ideologies from there, from nature, everyone wants democracy. Everyone wants to be respected, everyone wants to be heard, and everyone wants freedom of expression. It’s very natural.”

How did we end up here? Watch VICE News' on-the-ground coverage of the 2014 protests that set-off the coup and NCPO rule.



Nuttaa told me that it was the previous coup, the one in 2006 that ousted Thaksin Shinawatra, that drove her to activism. It had been 15 years since the last coup shook Thailand's fragile democracy when tanks hit the streets of Bangkok again.

“It was still the time where we thought that there wouldn’t be any more coups in Thailand," she explained. "We knew it was already a modern society and we already came a long way from the previous coup, and I just couldn’t believe it happened. And it ousted the most popular government who won the elections by a landslide. It was a slap to the face of many people.”

Her work with the DRG puts a heavy emphasis on communicating and organizing. She helps plan future protests, connect with other activists, and discuss how to package their message with a wider network of pro-democracy groups. She told me that their words, and their arguments, were all they had to go against a much stronger foe.

“Their main weapons are guns," she said. "Our weapons are the principles of justice and democracy, the rule of law, and communication. So, our weapon is communicating the principle—and if we are strong enough in that—it will be our shield.”

But Nuttaa isn't just trying to restore Thailand's democracy. She wants to reform it as well. The country has been trapped in a crisis cycle of coup-election-coup for more than a decade. Thailand has torn up its constitution so many times that the entire system is need desperate need of a reboot, Nuttaa explained.

“If our movement has enough momentum, we will not only have elections, but also transparent elections,” she told me. “Which brings out the results that are in-line with what the majority of what people want. And by that, the representatives who will be put in parliament will be able to their jobs, they will be able to elect the prime minister according to the people, they will be able to fix the troublesome constitution. That would be the ground for democracy to grow.”


'SOMETIMES, I DO FEEL FEAR.'


The DRG members I spoke with tried to play-down the risks they were taking. But there are deep rifts in Thailand, ones that pose a very real threat to the DRG's nascent protest movement.

The ultra-royalist "yellow shirts," see the pro-democracy protesters as the latest in a long line of Thaksin supporting "red shirts." Thaksin and his sister Yingluck won elections by extending favorable economic schemes to Thailand's rural north, remaking it as an actual threat to urban royalists in elections.

But the Shinawatra siblings were also mired in corruption scandals through much of their time in office. Today, both of them live abroad in self-imposed exile. Yingluck herself was sentenced in absentia to five years behind bars for her role in a rice subsidy scheme that cost the country billions. But she escaped the country before the verdict, allegedly joining her brother in Dubai.

Since the military seized control of Thailand, the junta has little patience for the kinds of activist movement currently spearheaded by the DRG. Everyone I spoke to in this article risks arrest for organizing these kinds of protests.





Sirawith Seritiwat, 26, knows the risks all too well. Sirawith, widely known by his nickname "Ja-New," was kidnapped, blindfolded, beaten, and interrogated by soldiers in January of 2016 for peacefully staging anti-coup demonstrations in Bangkok. The day of his arrest, Sirawith was walking with friends near his university when an unidentified van pulled up beside him and snatched him off the street. The junta later said they arrested him for violating a ban on public assembly and political activity.

“They [junta] can do anything they want,” Sirawith told me. “After the 2014 coup, we felt that the students were the only ones who could bring about this kind of change. We don’t want the junta to determine everyone’s lives’ any longer.”

Before he became a pro-democracy activist, Sirawith was a student council member at Thammasat University. He said that he always had an interest in human rights, and felt determined to do what he could to promote freedom and democracy after the 2014 coup. Growing up poor, Sirawith began thinking about politics at a young age. He said that having a challenging background helped push him to fight for social equality.

He takes pride in the network of activist groups he helped establish, and often coordinates multiple groups spread across many numerous universities, essentially acting as an activist consultant for other organizations in the city.

“Sometimes, I do feel fear, but I control it, I balance it," he told me. "The police may have laws and power, but I have social media.”

Student activists have long been on the frontlines of protests against the military junta. And while these new demonstrations have brought national and international attention to the situation, the students themselves are risking jail time by being so visible, explained Sutharee Wannasiri, Thailand human rights specialist with the NGO Fortify Rights.

"Activists in Thailand will continue to risk imprisonment and detention because we believe that freedom of expression, and freedom of peaceful assembly are fundamental rights—not a privilege,” Sutharee told me.

But as long as the junta thinks otherwise, these activists will be living under a dark cloud of suspicion and potential arrest. With so much on the line, I had to ask them, why even do all of this? Why take the risk?

"I ask myself this question every day—Why should I do this?" Karn said. "The answer is this—I don’t do this for myself. I do it for the people. I do this for my country. I do it for democracy.”

วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 03, 2561

มาอีกแล้ว แม้ว-ปู ‘เพียงความเคลื่อนไหว’ ให้สลิ่มตื่นเต้นเล่น

มาอีกแล้ว แม้ว-ปู บินสู่สิงคโปร์ ให้สลิ่มตื่นเต้นเล่น

เป็นเพียงความเคลื่อนไหว ไม่ถึงกับสั่นคลอนอะไรสำหรับใครก็ตามที่ยังก้าวไม่ข้าม โดยเฉพาะพวกที่ได้ฉายาว่า สลิ่มหลังจากที่ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน มีรายการอวดกาแฟฟองนมรูปเหมือนใบหน้าของสองพี่น้องตระกูลชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ข่าวสด เล่นข่าวสำหรับ ‘inquiring minds’ ไว้เมื่อ ๒๙ เมษายนว่า อุ๊งอิ๊งและ โอ๊คสองพี่น้องชินวัตรลงภาพอินสตาแกรมของผุ้เป็นบิดาและอา อวดถ้วยกาแฟ “ลาเต้อาร์ต โดยวาดลวดลายเป็นรูปตัวเอง” ทั้งนี้เพราะพ่อตื่นเต้น เมื่อรำลึกความหลังครั้งเคยขายกาแฟที่สันกำแพง

แต่ท่อนฮุ๊คของข่าวซุบซิบเรื่องนี้อยู่ที่ข้อความจากโพสต์ ไอจี ของนายพานทองแท้ ชินวัตร ที่ว่า “อดีตนายกทั้งสองท่านกำลังนั่งจิบกาแฟรอขึ้นเครื่องบิน ไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง”


ข่าวสดอีกเช่นกัน ตามติด เพียงความเคลื่อนไหวของสองพี่น้องอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์-ทักษิณ มาเปิดเบิ่งเมื่อวานนี้เอง (๓ พ.ค.) ว่าสถานที่แห่งหนึ่งนั้นคือสิงคโปร์ ใกล้เขตแดนไทยนิดเดียว “เพื่อร่วมงานเสวนาเรื่อง บิทคอยน์ ที่สิงคโปร์จัดขึ้น”

ข้อสำคัญทั้งแม้วและปูจะอยู่สิงคโปร์อีกเป็นเวลาหลายวัน ประมาณถึงต้นสัปดาห์หน้าจึงจะออกเดินสาย ไม่หาเสียง ต่อไปยังย่านยุโรป “นานหลายเดือนจนถึงประมาณปลายปี” แสดงว่านี่เป็นโอกาสสุดท้ายของปีนี้ที่ยิ่งลักษณ์-ทักษิณจะมาใกล้ประเทศไทยพอได้กลิ่น

“จึงทำให้บรรดาอดีตรัฐมนตรี แกนนำและอดีตส.ส.พรรคเพื่อไทยหลายคน โดยเฉพาะอดีตส.ส.ภาคเหนือและภาคอีสาน ตั้งใจจะแวะไปเยี่ยมเยียนสองอดีตนายกฯ ในช่วงนี้”


นั่นไง ไฮไล้ท์ของข่าว

สารพัดวิธีการข่มขู่ คุกคาม ต่อสื่อในลักษณะที่เป็นเผด็จการ (ประเทศไหนนะ คลับคล้ายคลับคลา)


3 พ.ค. "วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก" เพื่อย้ำเจตนารมณ์และหลักการที่เป็นพื้นฐานของเสรีภาพสื่อมวลชนทั่วโลก คือเสรีภาพในการคิดและการแสดงออก เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้เสนอข้อเท็จจริงโดยเสรีและปลอดภัย ภาพจาก

องค์การนิรโทษกรรมสากลทำสรุปไว้ถึงลักษณะในทางสากลที่ผู้ปกครองใช้วิธีเผด็จการปราบปรามผู้สื่อข่าวอย่างไรบ้าง มาสำรวจดูกันสิว่าประเทศไทยภายใต้เผด็จการ คสช. นี้เข้าข่าย สากล แค่ไหน
๑.ทำร้ายร่างกาย รวมทั้งเลยเถิดไปถึงขั้นสังหาร หรือทำให้เสียชีวิต
๒.ขู่ว่าจะจับขังคุก รวมทั้งการตั้งข้อหาว่าฝ่าฝืนการรักษาความสงบ และตั้งข้อหาเท็จ (เช่นอ้างว่ามียาเสพติดในครอบครอง)
๓.คุกคามทำให้หวาดกลัว ทั้งต่อตัวผู้สื่อข่าวเองและญาติพี่น้อง
๔.จับตามอง ผู้สื่อข่าวถูกทางการจับจ้องเฝ้ามองเกือบตลอดเวลา (แบบว่า มีทหารไปเตร็ดเตร่แถวบ้านอยู่เนืองๆ)
๕.ปิดกั้นการเข้าถึงระบบอินเตอร์เน็ต (นึกถึงทีมไซเบอร์ ทบ. ไหมนี่)
๖.ออกกฎหมายห้ามหมิ่นประมาทโดยมิชอบ (ชวนให้คิดไปไกลถึงเรื่องหมิ่นประมาทผู้ตายแล้วหลายร้อยปี)
๗.เพิกถอนวีซ่าและ/หรือใบอนุญาตการทำงานของผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (ตัวอย่างพม่าและใครน้า)
๘.ไม่ยอมสอบสวนเมื่อผู้สื่อข่าวถูกทำร้าย รวมทั้งกระบวนการสอบสวนชักช้าเป้นแรมปี แจ้งไปแล้วเงียบหาย
๙.สั่งปิดหน่วยงานของสื่อ (เห็นว่าในประเทศกะลาแลนด์ มีการสั่งปิดสื่อที่เสนอข่าวไม่เอาใจรัฐบาลทหารไปแล้ว ๓๔ ครั้ง ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา)
๑๐.ส่งเสริมให้ป้ายสีสื่อ (ผู้ปกครองที่เป็นทหารของประเทศหนึ่งในอุษาคเนย์ชอบทำเป็นประจำ ก่อนที่จะอยากเป็นนักการเมืองกับเขาบ้าง)

และจาก iLawFX @iLawFX 12h12 hours ago
เนื้องในวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก สมาคมนักข่าวฯ เรียกร้องให้ยกเลิกประกาศ คสช. ที่ควบคุมเนื้อหาในสื่อ และชวนประชาชนเปลี่ยนรูปโพรไฟล์รณงค์ด้วยกัน https://www.facebook.com/activityoftja/posts/2110478572567934 
อีกทั้งจาก iLaw Club @iLawclub เขาชวน 7h7 hours ago
วันเสาร์ที่ 5 พฤษภาคมนี้ เราจะไปตั้งโต๊ะพร้อมอุปกรณ์บริการ ที่ลานปรีดี มธ. มาช่วยกันเข้าชื่อเพื่อ #ปลดอาวุธคสช มาแต่ตัว พกบัตรประชาชนมาใบเดียว บัตรหมดอายุก็ใช้ได้ ใบขับขี่ก็ใช้ได้ แล้วเจอกันนะ

'ประชานิยม: ความรู้ฉบับพกพา' ทำความเข้าใจทำไม 'ทักษิณ' ชนะเลือกตั้ง (ส่วนหนึ่งจากงาน "ดิเรกเสวนา" "ประชานิยมในโลก(ไร้)ประชาธิปไตย")




https://www.facebook.com/wakeupthailand/videos/1811307062261215/


'ประชานิยม: ความรู้ฉบับพกพา' ทำความเข้าใจทำไม 'ทักษิณ' ชนะเลือกตั้ง

30 เม.ย. 61 ดิเรกเสวนา และ สำนักพิมพ์ bookscape เปิดตัวหนังสือ ประชานิยม: ความรู้ฉบับพกพา (Populism: A Very Short Introduction) ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)

ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการ ผู้แปล “ประชานิยม: ความรู้ฉบับพกพา” กล่าวว่า ชนชั้นกลางล่างไทยกลายเป็นเสียงข้างมากสุดของประชากรในเมืองไทยคือ 36 เปอร์เซ็นต์ โดยกลุ่มคนจนไม่ใช่คนส่วนใหญ่เพราะมีประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ ส่วนคนชั้นกลางระดับบนในกรุงเทพก็ 15 เปอร์เซ็นต์เช่นกัน สำหรับคนรวย 3.3 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น ถ้าแยกประชากรตามฐานชนชั้นก็เข้าใจได้ว่าทำไมพรรคไทยรักไทย หรือพรรคของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร จึงชนะการเลือกตั้ง เพราะสร้างแนวนโยบายเอื้อเฟื้อคนชั้นกลางระดับล่าง เช่น กองทุนหมู่บ้านละล้าน เป็นการให้โอกาส โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เป็นการให้ความมั่นคง ขณะที่คนชั้นกลางระดับบนไม่ต้องการความมั่นคง เช่น ข้าราชการรักษาโรงพยาบาลรัฐ

ยุคพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และ พล.อ.ชาติชาย ชุณหวัณ ชนชั้นกลางระดับบนร่ำรวยมาก ทิ้งห่างชนชั้นกลางระดับล่าง แต่พอสมัยต้มยำกุ้ง(วิกฤตเศรษฐกิจ 2540) ชนชั้นกลางระดับล่างเกือบตามทันชนชั้นกลางระดับบน โดยยังไม่รวมคนรวยในเมืองไทยที่อยู่อีกพิภพหนึ่งซึ่งทำให้ชนชั้นกลางระดับบนรู้สึกว้าเหว่ ไม่เห็นเงาคนรวย แถมชนชั้นกลางบ้านนอกวิ่งตามมาติดๆ และเข้ามาชุมนุมในกรุงเทพฯ

ภาวะแบบนี้ทำให้เกิดความขัดแย้งหมองหมางระหว่างชนชั้นกลางระดับบนกับระดับล่าง แล้วเป็นปมสำคัญของปรากฏการณ์ประชานิยมในโลกที่ไร้ประชาธิปไตยอย่างเมืองไทย

คนชั้นกลางล่าง เห็นแบบแผนการบริโภคที่ชนชั้นกลางบนสาธิตให้ดูทุกวัน แล้วอยากทำบ้าง นำไปสู่ความเกลียดชังกันเพิ่มขึ้น ต่างรังเกียจเคียดชังการดำรงอยู่ของคนอื่นซึ่งเกิดจากทั้งริษยา รู้สึกถูกหยามหมิ่น และไร้อำนาจ นี่คือข้อวิเคราะห์ในระดับโลก แต่สิ่งคล้ายๆ กันนี้ เกิดขึ้นก่อนพฤษภามหาโหด

คนชั้นกลางระดับบนกับอีลีตที่เคยได้ประโยชน์จากนโยบายการพัฒนาแบบเติบโตไม่สมดุลยุค ‘ก่อนทักษิณ’ แต่บาดเจ็บบอบช้ำทางเศรษฐกิจจากโลกาภิวัฒน์เสรีนิยมใหม่ของอเมริกา จึงเผชิญหน้ากับคนชั้นกลางระดับล่าง ที่ได้ประโยชน์ จากนโยบายประชานิยมของทักษิณ และเห็นโลกาภิวัฒน์ทางเศรษฐกิจเป็นโอกาสมากกว่าภัยคุกคาม ผมคิดว่าตอนนี้เรามาถึงตรงนี้

ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ประชานิยมที่พูดกันในเมืองไทยมีความหมายที่จำกัดคับแคบและล้าสมัยไปแล้ว ขณะที่ในหนังสือเล่มนี้มีองค์ความรู้ที่รอบด้าน นอกจากนั้น ยังมีเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างนิยมและประชาธิปไตยในขั้นตอนต่างๆ ซึ่งไม่ค่อยมีใครพูดถึง เพราะโดยทั่วไปจะบอกว่าประชานิยมทำร้ายประชาธิปไตย แต่ผู้เขียนเล่มนี้บอกว่าต้องดูว่า พูดถึงประชาธิปไตยในขั้นตอนพัฒนาจังหวะไหน เพราะประชานิยมจะส่งผลแตกต่างกันไปอีก

น.ส.สฤณี อาชวานันทกุล กรรมการผู้จัดการ ด้านการพัฒนาความรู้ บริษัท ป่าสาละ จำกัด กล่าวว่า หากผู้นำประชานิยมไม่สนใจกลไกคุ้มครองเสียงข้างน้อย ก็มีแนวโน้มที่จะคิดไปเองว่ามวลชนต้องการอะไรและพยายามบรรลุสิ่งที่ตัวเองอยากทำโดยไม่ฟังเสียงคัดค้าน ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าเมื่อฐานผู้นำมาจากประชาชน ก็มองได้ว่าการขึ้นมามีอำนาจของผู้นำก็เป็นการเพิ่มการมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยเฉพาะคนที่รู้สึกว่าถูกกีดกันหรือชนชั้นนำไม่สนใจ ประชานิยม จึงมีทั้งด้านบวกและด้านลบ

Voice TV - Wake Up News

ooo

คลิปเต็ม 

ประชานิยมในโลก(ไร้)ประชาธิปไตย




https://www.youtube.com/watch?v=v7heTzBcga0

มนุษย์
Published on Apr 30, 2018

ศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสำนักพิมพ์ #bookscape ชวนร่วมงานเสวนา "ประชานิยมในโลก(ไร้)ประชาธิปไตย"

ร่วมสนทนาโดย 

ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการ ผู้แปล “ประชานิยม: ความรู้ฉบับพกพา” 

สฤณี อาชวานันทกุล กรรมการผู้จัดการ ด้านการพัฒนาความรู้ บริษัท ป่าสาละ นักเขียน นักแปล ผู้สนใจและเกาะติดประเด็นประชานิยมอย่างต่อเนื่อง 

ผศ.ดร.เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านลาตินอเมริกันศึกษา หนึ่งในดินแดนต้นแบบประชานิยม 

งานนี้ชวนสนทนาโดย !! ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

#แล้วพบกัน วันจันทร์ที่ 30 เมษายน 2561 เวลา 13.30-16.00 น. ห้อง ร 102 ชั้น 1 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) 

พร้อมเปิดตัวหนังสือ ประชานิยม: ความรู้ฉบับพกพา (Populism: A Very Short Introduction) ที่มา ศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม

‘I-Tube’ ชวนประชาชนร่วมปฏิรูป แต่ยูเอ็นเตือน “สถานการณ์การจำกัดเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมต่อกลุ่มประชาสังคมในวันแรงงานสากลที่ผ่านมา”


ถึงบท โอด แล้วเหรอ ‘I-Tube’ ที่ว่า ทุกข์ของผม จะเอาเรื่อง “เห็นคนขายของทำให้นึกถึงว่าวันนี้เขาจะกินอะไร” หรือว่า “ผมก็เหนื่อยทำงานเหมือนกัน ทั้งคิดทั้งทำไม่รู้จะไปขึ้นค่าแรงกับใคร” ดีล่ะ

ไอ้ที่ออดอ้อนว่า “ผมมีเงินเดือนน้อยกว่านายกฯ คนอื่นในอาเซียน” นั้นนะ Phichai Ph เขาถามหน่อยเดียวว่า

แต่นายกฯ คนอื่นในอาเซียนรับเงินเดือนแค่ตำแหน่งเดียว ไม่ใด้รับเงินเดือนจากหลายตำแหน่งแบบนายกฯไทย เปรียบเทียบแบบเอาแต่ได้ ไหม” เนี่ย

ตอนนี้เห็นทีเตรียมเนื้อเตรียมตัวไปเป็นนักการเมืองอีกแล้ว ถึงได้เห็นอกเห็นใจพวกนักการเมืองนักละ “ผมไม่ได้ไปว่าอะไรท่าน รู้ว่าอยากทำอะไรเยอะแยะ...

ไม่ว่าจะเป็นใคร นักการเมืองหรืออะไรก็ตามก็เป็นคนไทย เราเกลียดกันไม่ได้อยู่แล้ว อย่างไรก็เกลียดกันไม่ได้”


ใช่สิ จะหาเรื่องยืดเวลาท่าจะไม่ได้แล้ว ต้องหันมาดันสูตรเดิมดูดส้วมการเมืองเอาเศษอาจมที่ยังไม่เน่าดีมาใช้ แต่ไอ้ที่ดูดๆ อยู่น่ะเห็นท่าจะไม่พอ อย่างดีแค่แปดสิบกว่าๆ จะให้แน่ต้องได้เกิน ๑๒๕ ฉะนั้นจึงต้องหันมาเอาใจนักการเมืองทั้งหลายที่เคยด่าพวกเขาไว้เยอะไง

หากดูตามสูตรของ Thai Ariyaskun ที่ว่าถึงจะมีเสียงจากพรรค สว. ซึ่ง คสช. แต่งตั้งได้ ๒๕๐ คนก็เถอะ แม้รัฐธรรมนูญ มีชัย วางหมากให้พรรคการเมืองอ่อนแอ และเปิดช่องให้ นายกฯ คนนอก ก็ตาม

“มีชัย (ฤชุพันธุ์) ซ่อนอะไรเอาไว้เยอะ โดยที่ทหารอาจรู้ไม่ทัน มารู้ตอนนี้ก็สายเสียแล้ว เพราะต่อให้ตั้ง สว.ได้ ๒๕๐ คน หากได้เสียง สส.ไม่ถึง ๒๕๐ คน ก็ยากบริหารได้ คือเป็นรัฐบาลไม่ได้แน่นอน”

ผู้ใช้นามแฝงของ ‘Thai Farmer'son ให้อัตถาธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า “รธน. ฉบับนี้ ถูกออกแบบมาแบบเดียวกับยุคเปรม ปี ๒๕๒๓-๒๕๓๐ ที่การเมืองมีระบบหลายพรรค นายกฯ คนนอกแบบเปรมสามารถรวมพรรคเล็กๆ เกินครึ่งได้

เราดูระบบนับคะแนนก็เห็นว่ามีชัยต้องการให้เกิดแบบนี้ คือมีแต่พรรคเล็ก ไม่มีพรรคเกินครึ่งแบบเพื่อไทย จะว่ามีชัยส่งเสริมฝ่ายประชาธิปไตย คงไม่ใช่

แต่สิ่งที่มีชัยคุมไม่ได้คือ พฤติกรรมการเลือกตั้งคนไทยเปลี่ยนไปเลือกระบบพรรค ทำให้แนวโน้มเสียงกระจายแบบยุคก่อนปี ๒๕๔๐ นั้นยาก...คสช.จึงหันรีหันขวางหาทางลงไม่ได้

ทำได้แบบหน่อมแหน่มไร้ยุทธศาสตร์ทางออกที่มีพลัง คือตอนนี้ทำได้แค่ ดูด สส. ซึ่งได้แต่ สส.ที่ไร้พลังในสังคมยุคใหม่ โอกาสที่ สส.ที่ถูกดูดไปจะได้คะแนนเกินครึ่งนั้นคงเป็นไปไม่ได้”

แต่อาการหันรีหันขวางของ คสช. นี่ยังคงทำให้ชาวบ้านหญ้าแพรกล้มระเนระนาดกันต่อไป การใช้เจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจสกัดกั้นชาวบ้านเกษตรกรภาคเหนือ ที่เดินทางจะไปร่วมชุมนุมกับเครือข่าย พี-มู้พหรือ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมในวันแรงงานสากล

(ดู ๖ ข้อเรียกร้องของ พี-มู้พ ได้ที่ https://www.facebook.com/iLawClub/posts/10160445646520551 )

ชาวบ้านบ่นว่าเจ้าหน้าที่ใช้วิชามารต่างๆ เช่นจับตัวคนขับรถ ๒ นาย กับแกนนำหายไปยังที่ว่าการอำเภอแม่ทา ลำพูน จากนั้นบุคคลทั้งสามถูกส่งตัวไปควบคุมไว้ที่มลฑลทหารบกที่ ๓๓ ชาวบ้านต้องนอนค้างแรมกับพิ้นกันที่ด่านตรวจรถแม่ทา
 
ขณะที่ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน แจ้งว่า “ทหาร-ตร.เข้าตรวจป้ายของเครือข่ายสิทธิแรงงานข้ามชาติ ที่เตรียมไว้เดินขบวนในวันกรรมกรสากล บริเวณย่านมหาชัย โดยมีการตรวจยึดไปสองป้าย ป้ายหนึ่งข้อความว่า แรงงานข้ามชาติไม่ใช่ตู้ ATM’”

อาการเหลียวหน้าเหลียวหลังไม่เป็นเรื่อง อยากจะเป็นนักการเมืองจากการเลือกตั้งก็อยาก แต่ขาดกึ๋นหรือจิตวิญญานของการเป็นประชาธิปไตย กลัวชาวบ้านประท้วง กลัวการแสดงออกของประชาชน ก็เลยยังคงทำอะไรอันเป็นเผด็จการอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ร้อนถึงองค์การสหประชาชาติต้องสะกิดเตือนทันควัน ในฐานที่ รมว.ต่างประเทศเพิ่งไป โกหก ไว้ที่เวทีนานาชาติหมาดๆ เมื่อเดือนที่แล้ว ว่าประเทศไทยภายใต้เผด็จการทหารนี้มีสิทธิมนุษยชนเต็มที่แล้ว อ้างผลงานที่มีอยู่นิดเดียวย้อนหลังเกี่ยวกับแรงงานทาสชาวเล ที่ถูกองค์การระหว่างประเทศจี้ผิดให้จำต้องแก้ไข

เมื่อวานนี้ (๒ พฤษภา) สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ แถลงตักเตือน คสช.อีกครั้ง ต่อการที่ “สถานการณ์การจำกัดเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมต่อกลุ่มประชาสังคมในวันแรงงานสากลที่ผ่านมา” ในประเทศไทย

รัฐบาลไทยในฐานะที่เป็นรัฐสมาชิกกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ต้องดำเนินการให้สิทธิเหล่านี้ได้รับการเคารพอย่างเต็มที่” เฟชบุ๊ค 'UN Human Rights - Asia' ระบุถ้อยแถลงของซินเทีย เวลิโก้ ผู้แทนประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชน

 
สำนวนลิเกการเมืองของประยุทธ์ จันทร์โอชา “๕ ปีจากนี้ เป็นช่วงเวลาแห่งการปฏิรูปประเทศ เป็นช่วงชี้เป็นชี้ตายประเทศ ที่ทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการปฏิรูปร่วมกัน” นั่นหรือ 

สิ่งเดียว คนเดียว ที่ต้องปฏิรูปก่อนอื่นใดอยู่ที่ คสช. ปฏิรูปตัวเองให้ได้ก่อน 

วิธีคิดที่หลุดจากอำนาจนิยม การพูดที่ตรงกับความเป็นจริงและการกระทำ ฝึกสมอง ท่องจำให้ขึ้นใจกับประชาธิปไตย ความเสมอภาค และจิตสำนึกเรื่อง อกเขาอกเราเป็นเอกอุ ก่อนที่จะคิดแจกสมุดพก คสช. เสียด้วยซ้ำไป

วันพุธ, พฤษภาคม 02, 2561

ชำนาญ จันทร์เรือง ชี้ถ้ายกเลิกราชการบริหารส่วนภูมิภาคได้ "ท้องถิ่นเข้มแข็ง ชาติก็เข้มแข็ง"

จะกระจายอำนาจต้องยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค

ชำนาญ จันทร์เรือง

เรื่องของการกระจายอำนาจได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดกันอย่างกว้างขวางอีกครั้ง เมื่อเปิดให้มีการจดแจ้งพรรคการเมืองใหม่และให้ยืนยันสถานภาพของสมาชิกพรรคเดิม ที่เรียกกันในคำอังกฤษว่า ‘update’ หรือบางพรรคใช้คำว่า ‘reset’

และแน่นอนว่าทั้งพรรคใหม่และพรรคเก่าต่างก็พูดถึงการกระจายอำนาจกันเกือบทั้งสิ้น เพราะเรื่องของการกระจายอำนาจนั้นถือได้ว่าเป็นวาระร่วมที่ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นสิ่งต้องทำ แต่เมื่อไปดูในรายละเอียดว่าจะทำอย่างไรแล้ว พบว่าน้อยรายพูดถึงปัญหา การคงอยู่ของราชการส่วนภูมิภาคที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการกระจายอำนาจ

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจในเบื้องต้นเสียก่อนว่าการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นของไทย นั้นเราหมายความถึงอะไร

ราชการส่วนกลาง
หมายถึงกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ อันมีรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงทั้งหลายเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในแต่ละกระทรวง ซึ่งรวมถึงสำนักนายกรัฐมนตรีที่มีฐานะเป็นกระทรวงหนึ่ง แต่ไม่เรียกว่ากระทรวงเท่านั้นเอง และมีนายกรัฐมนตรีในฐานะรัฐมนตรีเป็นเจ้ากระทรวง โดยมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ

ราชการส่วนภูมิภาค
หมายถึงจังหวัดและอำเภอ ซึ่งเป็นการแบ่งอำนาจของราชการส่วนกลางบางส่วนลงไปในพื้นที่ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในจังหวัด กับมีนายอำเภอซึ่งสังกัดกรมการปกครองเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในอำเภอ

ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอมีอำนาจเฉพาะเพียงที่ได้รับมอบหมายจากส่วนกลาง และตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.๒๔๕๗ ประการสำคัญทั้งจังหวัดและอำเภอไม่มีงบประมาณเป็นของตนเองแต่อย่างใด ต้องอาศัยการจัดสรรจากราชการส่วนกลางลงไปในพื้นที่

การบริหารราชการส่วนภูมิภาคนั้นเป็นการนำหลักแบ่งอำนาจมาใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยที่จริงแล้วหลักการแบ่งอำนาจการปกครองนั้นเป็นส่วนหนึ่งของหลักการรวมอำนาจปกครอง เพียงแต่ขยายไปยังราชการส่วนภูมิภาค โดยมีหลักการสำคัญ คือ

1) ใช้เจ้าหน้าที่ที่ได้รับการแต่งตั้งจากส่วนกลาง
2) บริหารโดยใช้งบประมาณจากส่วนกลางเป็นผู้อนุมัติ
3) บริหารงานภายใต้นโยบายและวัตถุประสงค์ของรัฐบาลกลาง

ราชการส่วนท้องถิ่น
การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นเป็นการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินตามหลักการกระจายอำนาจปกครอง ซึ่งมีลักษณะสำคัญ คือ มีการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นนิติบุคคลแยกอิสระออกจากการบริหารราชการส่วนกลาง ทำให้มีสิทธิและอำนาจในการทำนิติกรรมและสัญญาต่างๆ ตลอดจนเป็นเจ้าของหรือถือครองกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินต่างๆ เพื่อประโยชน์ต่อการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนในท้องถิ่น

ทั้งนี้ โดยมีเจ้าหน้าที่ ทรัพย์สิน งบประมาณและรายได้เป็นของท้องถิ่นเอง มีการเลือกตั้งสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นทั้งหมดหรือบางส่วน เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครอง ซึ่งของไทยเรามี ๒ รูปแบบ คือ รูปแบบทั่วไปได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กับรูปแบบพิเศษ คือ กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา

เหตุใดจึงต้องยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาค
1) เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทางด้านการเมืองและการปกครองเพราะแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยังไม่ไว้วางใจประชาชนในท้องถิ่น
2) เกิดความล่าช้า เพราะเป็นการเพิ่มขั้นตอน
3) ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อท้องถิ่น เพราะถูกบริหารจัดการจากเจ้าหน้าที่ที่มาจากที่อื่น ในบางจังหวัดปีเดียวมีการย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอตั้ง ๒-๓ หน

เมื่อยกเลิกจังหวัดที่เป็นราชการส่วนภูมิภาค เปลี่ยนเป็นราชการส่วนท้องถิ่นหรือจังหวัดจัดการตนเองแล้ว จังหวัดและผู้ว่าราชการจังหวัดจะทำอะไร

อำนาจหน้าที่ของจังหวัดจัดการตนเอง มีดังนี้
(1) กิจการตำรวจ บริหารงานโดยคณะกรรมการความปลอดภัยสาธารณะ
(2) การควบคุมดูแลโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การวางผังเมือง ถนนทางหลวง แม่น้ำ เคหะชุมชน
(3) บริหารจัดการโรงเรียนมัธยมปลาย การจัดสรรเงินเดือนและสวัสดิการของครู
(4) สวัสดิการสังคม ได้แก่ สวัสดิการเด็ก สวัสดิการผู้สูงอายุ
(5) การสาธารณสุขและอนามัย
(6) การพาณิชย์และการอุตสาหกรรม เช่น การสร้างศูนย์อุตสาหกรรมเพื่อดึงดูดการลงทุน

อำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดจัดการตนเอง มีดังนี้
(1) บริหารงานของจังหวัดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้
(2) เสนอร่างกฎหมายต่างๆเพื่อให้สภาจังหวัดพิจารณา
(3) เสนอร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีเพื่อให้สภาจังหวัดอนุมัติ และบริหารงบประมาณตามที่ได้รับการอนุมัติอย่างมีประสิทธิภาพ
(4) จัดเก็บภาษี ค่าธรรมเนียม และค่าปรับต่างๆ
(5) ควบคุมดูแลบัญชีการเงิน
(6) อนุมัติสัญญา จัดตั้ง บริหารกิจการสาธารณะและยุบเลิกกิจการสาธารณะ
(7) แต่งตั้งและปลดรองผู้ว่าราชการจังหวัด
(8) แต่งตั้งและบริหารเจ้าหน้าที่ของท้องถิ่น
(9)  อำนาจในการยุบสภาจังหวัด
(10) อำนาจหน้าที่ในฐานะเป็นตัวแทนรัฐบาลกลางเพื่อดำเนินกิจการบางอย่างแทนให้สำเร็จลุล่วงตามกฎระเบียบและแนวทางที่รัฐบาลกลางวางไว้

จะเห็นได้ว่าเมื่อยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคแล้ว จังหวัดจัดการตนเองซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่นก็จะเป็นผู้ทำหน้าที่แทน ขั้นตอนต่างๆ ก็จะลดสั้นลง จังหวัดมีอำนาจหน้าที่ในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาได้ด้วยด้วยตนเอง โดยให้ราชการส่วนกลางทำหน้าที่ในเรื่องสำคัญๆ เท่านั้น เช่น การทหาร การต่างประเทศ การเงินการคลังระดับชาติ และการศาล

เมื่อขั้นตอนสั้นลง ท้องถิ่นมีอำนาจมากขึ้น ประสิทธิภาพย่อมมากขึ้น และเมื่อท้องถิ่นเข้มแข็ง ชาติก็เข้มแข็ง หากปล่อยให้ท้องถิ่นอ่อนแอหรือหวงอำนาจอยู่อย่างนี้ จึงไม่มีทางที่ชาติจะเข้มแข็งได้อย่างแน่นอน
--------


หมายเหตุ ค้นคว้าเพิ่มเติมได้ที่
เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 2 เมษายน 2561

การเมืองแบบเก่า ภายใต้สังคมยุคใหม่ จะไปรอดหรือไม่ ?



‘บิ๊กตู่’โว ไม่ได้’ดูด’ แต่เนื้อหอม นั่งเฉยๆ นักการเมืองติดต่อมาเอง(คลิป)


“ผมยังได้สอบถามพรรคการเมืองที่มีข่าวว่าสนับสนุนผม โดยถามไปว่าทำแบบนั้นหรือ ไปเสนอผลประโยชน์กันไว้หรือ เขาบอกว่าไม่ได้มีอะไร นั่งอยู่เฉยๆ ก็มีคนติดต่อมาขอพบหารือ ซึ่งเป็นธรรมดาของการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในช่วงนี้ ทุกอย่างยังไม่ไปสู่ขั้นตอนอะไรซักอย่าง ฉะนั้น ยังไม่ชัดเจนหรอก ผมยังไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง” นายกฯกล่าว

(https://www.matichon.co.th/news/937408)

ooo


เลือกตั้งปี 2535 มีการแบ่ง "พรรคเทพ" (ไม่เอาสุจินดา) กับ "พรรคมาร" (หน.คือณรงค์ วงศ์วรรณ แต่ที่จริงหนุนสุจินดา) ปรากฏว่า พรรคมารได้สส.สูงสุด หนุนสุจินดาเป็นนายกฯได้สำเร็จ ก็เพราะชาวบ้านสมัยนั้นสนใจแต่ตัวสส.เท่านั้น ไม่สนใจตัวนายกฯ ไม่สนใจนโยบายพรรค

เลือกตั้ง 2562 (ถ้ามี) ก็จะแบ่งเป็น "พรรคต้านคสช" และ "พรรคหนุนคสช." อย่างชัดเจน แต่คราวนี้ผลจะไม่เหมือนเดิม เพราะ ...

ระบบพรรคการเมืองใหญ่วันนี้เข้มแข็ง คุมฐานเสียงเดิมได้เหนียวแน่นกว่ามาก ถ้าสองพรรคใหญ่ไม่เอาคสช. พรรคทหารก็จบเห่

ชาวบ้านวันนี้ตัดสินใจจากทั้งนโยบายพรรคและตัวบุคคล "เงิน (สี่หมื่นล้าน?)" จะสะพัดแค่ไหน มีผลต่อชาวบ้านน้อยมาก

สี่ปีคสช. ผู้คนเห็นความเลวร้ายของระบอบทหารชัดแจ้ง เอียนเต็มทน เขาอยากเลือกตั้งเพราะอยากให้ทหารกับลุงตู่ไปพ้น ๆ ซะที แล้วเขาจะเลือกสส.ที่หนุนทหารและลุงตู่เป็นนายกฯต่ออีกหรือ?

ทำนายว่า พวกกากเดนนักการเมืองขายตัวจะ "สอบตก" กันระนาว พรรคทหารจะต่ำเป้า จะไม่มี "พรรคสามัคคีธรรม v.2562" ที่หนุนทหารแล้วได้เสียงสส.ท่วมท้นอีกแล้ว!



พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์


"การปราบการทุจริตในเมืองไทย ไม่ได้ต้องการให้การทุจริตหมดไปจริงๆ แต่เพื่อทำลายประชาธิปไตย" บทสรุปอันสุดยอดของ อ.ทามาดะ



ชวนอ่าน 

...

คนที่สมคบคิดกันสนับสนุนให้พวกทหารเข้ามายึดอำนาจนี่ ไม่เคยอ่านข่าวต่างประเทศกันเลยหรือไงครับ
รัฐบาลเผด็จการทหารที่ไหนบ้างในโลกไม่โกงกิน
ช่วยยกตัวอย่างมาให้ดูสักแห่งเป็นขวัญตาด้วยเถอะ

ถ้าหาไม่ได้เพราะเจอแต่พวก อีดี้ อามิน ปิโนเช่ ขุนศึกหรือผู้นำที่ทหารสนับสนุนในอเมริกาใต้หรืออาฟริกา
ก็ต้องถามตัวเองนะครับว่า ไปกวักมือเรียกออกมาทำไมให้เป็นภาระกับลูกหลานไปอีกหลายสิบปีเช่นนี้
เป็นอะไรกัน รู้ตัวหรือยังว่าทั้งโง่ ทั้งเสียสติกันครับ


พงศกร รอดชมภู