
Somnuck Jongmeewasin
July 15
·
การที่ทุนจีนทั้งภาครัฐและเอกชนหลั่งไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างมหาศาลนั้น
เกิดจากการบรรจบกันของแรงผลักจากภายในประเทศจีนเอง และ แรงดึงดูดจากนโยบายและโครงสร้างเชิงสถาบันของไทยหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2557
.
.
.
1) นโยบายเชิงภูมิรัฐศาสตร์และการเลี่ยงกำแพงภาษี
■ นโยบาย Belt and Road Initiative (BRI) หรือชื่อเดิมว่า One Belt One Road (OBOR)
ซึ่งมีประเทศไทยเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคอาเซียน
โดยจีนต้องการเชื่อมโยงเครือข่ายโลจิสติกส์จากตอนใต้ของประเทศจีน ผ่านประเทศลาว ลงมายังประเทศไทย เพื่อออกสู่ทะเลและเชื่อมต่อลงไปยังประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์
การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในไทยจึงเป็นการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนแบบเฉพาะเจาะจง
■ หนีสงครามการค้าด้วย FTA
(Free Trade Agreement)
การเผชิญหน้าทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ทำให้ทุนจีนต้องหาทางออกเพื่อเลี่ยงกำแพงภาษี
การย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทยทำให้สามารถใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA อาเซียน-จีน และ FTA ไทย-ฮ่องกง
เพื่อส่งออกสินค้าไปยังประเทศที่สาม
ในนาม "Made in Thailand"
ได้อย่างราบรื่น
.
.
2) แรงผลักด้านสิ่งแวดล้อมจากจีน
■ การปฏิเสธขยะของจีน
ในปี พ.ศ. 2561 ประเทศจีนประกาศนโยบายสั่งห้ามนำเข้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) อย่างเด็ดขาด นโยบายนี้เองที่บีบให้อุตสาหกรรมคัดแยกและรีไซเคิลขยะของประเทศจีนเกือบทั้งหมด
ต้องย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศ
ทุนเหล่านี้จึงมุ่งเป้ามาที่อาเซียน
โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งมีมาตรการรองรับที่จูงใจและหละหลวมกว่าหลายประเทศในภูมิภาคนี้ อาทิ
คำสั่ง คสช. ที่ 4/2559
คำสั่ง คสช. ที่ 2/2560
คำสั่ง คสช. ที่ 47/2560 และ
พ.ร.บ. เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 (พ.ร.บ. EEC)
.
.
3) การปูพรมแดงรับต่างชาติของกฎหมายไทยยุค คสช.
■ สิทธิประโยชน์จาก EEC และ BOI
พ.ร.บ. EEC และคำสั่ง คสช. ที่เกี่ยวข้องก่อนหน้าจะมี พ.ร.บ. ฉบับนี้ เป็นเครื่องมือดึงดูดการลงทุนที่ทรงพลังมาก
ตั้งแต่การอนุญาตให้ต่างชาติเช่าที่ดินได้ยาวนานถึง 99 ปี (50+49 ปี)
การลดหย่อนภาษีแบบจัดเต็ม
การที่อนุญาตให้ใช้ ที่ราชพัสดุ และ ที่ดิน สปก. ไปทำอุตสาหกรรมหรือกิจการเป้าหมายภายใต้เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ EEC ได้
จนไปถึงกลไก EEC Fast-Track ที่รวบรัดขั้นตอนการอนุมัติ ที่ทำให้การตั้งฐานธุรกิจ สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ง่ายดาย และด้วยต้นทุนที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในอาเซียน
ตรงกับสโลแกนของ พ.ร.บ. EEC ที่นักวิชาการเศรษฐศาสตร์การเมืองภาคตะวันออกคนสำคัญ ได้ตั้งชื่อให้มันว่า
"กฎหมายเพื่อการเร่งรัด - ยกเว้น - หย่อนยาน"
■ คำสั่ง คสช. ที่ 4/2559
คำสั่งเผด็จการนี้ ถือเป็นกุญแจดอกสำคัญ
ที่ดึงดูดอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน
คำสั่งนี้ คำสั่งเดียว ได้ทำการยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายผังเมืองสำหรับกิจการบางประเภท ได้แก่
กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้า (เน้นๆ ไปที่เชื้อเพลิงจากขยะ)
กิจการคัดแยก ขนส่ง หรือกำจัดและฝังกลบสิ่งปฏิกูลและวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว
โรงงานผลิตก๊าซ (เช่น ก๊าซชีวภาพ)
โรงงานปรับปรุงคุณภาพของเสียรวม ซึ่งรวมไปถึงเตาเผาขยะ
โรงงานรีไซเคิล หรือนำของเสียอุตสาหกรรมมาผลิตเป็นวัตถุดิบใหม่
และกิจการอื่นที่เกี่ยวข้องกับการกำจัดมูลฝอย (รง. 88 89 101 105 และ 106)
ส่งผลให้โรงงานเหล่านี้สามารถผุดขึ้นได้ในพื้นที่เกษตรกรรมหรือพื้นที่อนุรักษ์เดิม
โดยไม่ต้องสนใจความเหมาะสมของพื้นที่ เพราะคำสั่ง คสช. ฉบับนี้ ยกเว้นให้สามารถตั้งได้หมดเกือบจะทุกที่
(จากข้อมูลของ #EECWatch ร่วมกับ #LandWatchThai .. ตั้งแต่คำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 ประกาศใช้ จนถึง สิ้นปี พ.ศ. 2567 พบว่ามีการขอใบอนุญาต รง. 101 105 และ 106 รวมกันทั่วประเทศเกือบ 1,700 ใบอนุญาต และได้รับการอนุญาตโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหมด)
.
.
4) ช่องโหว่เชิงสถาบันที่กำกับดูแล
และการบังคับใช้กฎหมายไทย
■ ความย่อหย่อนของระบบราชการไทย
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ต้นทุนสีเทาในประเทศไทยนั้น ประเมินและจัดการได้ง่าย สำหรับกลุ่มทุนที่ต้องการทางลัด
การที่มีช่องโหว่ให้สามารถจัดตั้งบริษัท "นอมินี" เพื่อถือครองที่ดิน รวมถึงการติดสินบนเพื่อเลี่ยงข้อกำหนดทางสิ่งแวดล้อม (ESA/IEE/EIA/EHIA) หรือ แม้กระทั่งการปล่อยปละละเลยในการตรวจสอบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม
ทุกช่องโหว่เหล่านี้ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ทุนจีนบางกลุ่ม โดยเฉพาะทุนสีเทาและอุตสาหกรรมที่ไม่ได้มาตรฐาน รู้สึกสบายใจ
ที่จะเข้ามาทำธุรกิจในไทย
เพราะสามารถใช้ "เงินซื้อความสะดวก"
ในการข้ามผ่านกฎระเบียบต่างๆ ได้
แม้หมดยุค คสช. ไปแล้ว ช่องโหว่เหล่านี้ก็ยังคงอยู่และกลายเป็นช่องทางทำมาหากินของกลุ่มข้าราชการไทยเทาต่อไป
เช่น คำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 ถูกยกเลิกโดยการออก พ.ร.บ. มายกเลิกคำสั่งเลวร้ายนี้และมีผลบังคับใช้เมื่อปลายปี พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีใบอนุญาตค้างท่อที่รอการอนุมัติอนุญาต โดยมีการอ้างว่า ภาคเอกชนมาขอประกอบการไว้ก่อนคำสั่ง คสช. ฉบับนี้จะถูกยกเลิกไป ฯลฯ
.
.
.
.
เรียบเรียงโดย
EEC Watch
15 กรกฎาคม 2569
https://www.facebook.com/somnuckj/posts/10242625144142460
.....
Atukkit Sawangsuk
·
ปลุกเกลียดจีนแล้วก็อย่าลืมว่า รัฐประหาร รัฐราชการฉ้อฉล คือคนที่เปิดประตูให้ทุนจีน
·
การที่ทุนจีนทั้งภาครัฐและเอกชนหลั่งไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างมหาศาลนั้น
เกิดจากการบรรจบกันของแรงผลักจากภายในประเทศจีนเอง และ แรงดึงดูดจากนโยบายและโครงสร้างเชิงสถาบันของไทยหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2557
.
.
.
1) นโยบายเชิงภูมิรัฐศาสตร์และการเลี่ยงกำแพงภาษี
■ นโยบาย Belt and Road Initiative (BRI) หรือชื่อเดิมว่า One Belt One Road (OBOR)
ซึ่งมีประเทศไทยเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคอาเซียน
โดยจีนต้องการเชื่อมโยงเครือข่ายโลจิสติกส์จากตอนใต้ของประเทศจีน ผ่านประเทศลาว ลงมายังประเทศไทย เพื่อออกสู่ทะเลและเชื่อมต่อลงไปยังประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์
การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในไทยจึงเป็นการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนแบบเฉพาะเจาะจง
■ หนีสงครามการค้าด้วย FTA
(Free Trade Agreement)
การเผชิญหน้าทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ทำให้ทุนจีนต้องหาทางออกเพื่อเลี่ยงกำแพงภาษี
การย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทยทำให้สามารถใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA อาเซียน-จีน และ FTA ไทย-ฮ่องกง
เพื่อส่งออกสินค้าไปยังประเทศที่สาม
ในนาม "Made in Thailand"
ได้อย่างราบรื่น
.
.
2) แรงผลักด้านสิ่งแวดล้อมจากจีน
■ การปฏิเสธขยะของจีน
ในปี พ.ศ. 2561 ประเทศจีนประกาศนโยบายสั่งห้ามนำเข้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) อย่างเด็ดขาด นโยบายนี้เองที่บีบให้อุตสาหกรรมคัดแยกและรีไซเคิลขยะของประเทศจีนเกือบทั้งหมด
ต้องย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศ
ทุนเหล่านี้จึงมุ่งเป้ามาที่อาเซียน
โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งมีมาตรการรองรับที่จูงใจและหละหลวมกว่าหลายประเทศในภูมิภาคนี้ อาทิ
คำสั่ง คสช. ที่ 4/2559
คำสั่ง คสช. ที่ 2/2560
คำสั่ง คสช. ที่ 47/2560 และ
พ.ร.บ. เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 (พ.ร.บ. EEC)
.
.
3) การปูพรมแดงรับต่างชาติของกฎหมายไทยยุค คสช.
■ สิทธิประโยชน์จาก EEC และ BOI
พ.ร.บ. EEC และคำสั่ง คสช. ที่เกี่ยวข้องก่อนหน้าจะมี พ.ร.บ. ฉบับนี้ เป็นเครื่องมือดึงดูดการลงทุนที่ทรงพลังมาก
ตั้งแต่การอนุญาตให้ต่างชาติเช่าที่ดินได้ยาวนานถึง 99 ปี (50+49 ปี)
การลดหย่อนภาษีแบบจัดเต็ม
การที่อนุญาตให้ใช้ ที่ราชพัสดุ และ ที่ดิน สปก. ไปทำอุตสาหกรรมหรือกิจการเป้าหมายภายใต้เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ EEC ได้
จนไปถึงกลไก EEC Fast-Track ที่รวบรัดขั้นตอนการอนุมัติ ที่ทำให้การตั้งฐานธุรกิจ สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ง่ายดาย และด้วยต้นทุนที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในอาเซียน
ตรงกับสโลแกนของ พ.ร.บ. EEC ที่นักวิชาการเศรษฐศาสตร์การเมืองภาคตะวันออกคนสำคัญ ได้ตั้งชื่อให้มันว่า
"กฎหมายเพื่อการเร่งรัด - ยกเว้น - หย่อนยาน"
■ คำสั่ง คสช. ที่ 4/2559
คำสั่งเผด็จการนี้ ถือเป็นกุญแจดอกสำคัญ
ที่ดึงดูดอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน
คำสั่งนี้ คำสั่งเดียว ได้ทำการยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายผังเมืองสำหรับกิจการบางประเภท ได้แก่
กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้า (เน้นๆ ไปที่เชื้อเพลิงจากขยะ)
กิจการคัดแยก ขนส่ง หรือกำจัดและฝังกลบสิ่งปฏิกูลและวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว
โรงงานผลิตก๊าซ (เช่น ก๊าซชีวภาพ)
โรงงานปรับปรุงคุณภาพของเสียรวม ซึ่งรวมไปถึงเตาเผาขยะ
โรงงานรีไซเคิล หรือนำของเสียอุตสาหกรรมมาผลิตเป็นวัตถุดิบใหม่
และกิจการอื่นที่เกี่ยวข้องกับการกำจัดมูลฝอย (รง. 88 89 101 105 และ 106)
ส่งผลให้โรงงานเหล่านี้สามารถผุดขึ้นได้ในพื้นที่เกษตรกรรมหรือพื้นที่อนุรักษ์เดิม
โดยไม่ต้องสนใจความเหมาะสมของพื้นที่ เพราะคำสั่ง คสช. ฉบับนี้ ยกเว้นให้สามารถตั้งได้หมดเกือบจะทุกที่
(จากข้อมูลของ #EECWatch ร่วมกับ #LandWatchThai .. ตั้งแต่คำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 ประกาศใช้ จนถึง สิ้นปี พ.ศ. 2567 พบว่ามีการขอใบอนุญาต รง. 101 105 และ 106 รวมกันทั่วประเทศเกือบ 1,700 ใบอนุญาต และได้รับการอนุญาตโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหมด)
.
.
4) ช่องโหว่เชิงสถาบันที่กำกับดูแล
และการบังคับใช้กฎหมายไทย
■ ความย่อหย่อนของระบบราชการไทย
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ต้นทุนสีเทาในประเทศไทยนั้น ประเมินและจัดการได้ง่าย สำหรับกลุ่มทุนที่ต้องการทางลัด
การที่มีช่องโหว่ให้สามารถจัดตั้งบริษัท "นอมินี" เพื่อถือครองที่ดิน รวมถึงการติดสินบนเพื่อเลี่ยงข้อกำหนดทางสิ่งแวดล้อม (ESA/IEE/EIA/EHIA) หรือ แม้กระทั่งการปล่อยปละละเลยในการตรวจสอบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม
ทุกช่องโหว่เหล่านี้ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ทุนจีนบางกลุ่ม โดยเฉพาะทุนสีเทาและอุตสาหกรรมที่ไม่ได้มาตรฐาน รู้สึกสบายใจ
ที่จะเข้ามาทำธุรกิจในไทย
เพราะสามารถใช้ "เงินซื้อความสะดวก"
ในการข้ามผ่านกฎระเบียบต่างๆ ได้
แม้หมดยุค คสช. ไปแล้ว ช่องโหว่เหล่านี้ก็ยังคงอยู่และกลายเป็นช่องทางทำมาหากินของกลุ่มข้าราชการไทยเทาต่อไป
เช่น คำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 ถูกยกเลิกโดยการออก พ.ร.บ. มายกเลิกคำสั่งเลวร้ายนี้และมีผลบังคับใช้เมื่อปลายปี พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีใบอนุญาตค้างท่อที่รอการอนุมัติอนุญาต โดยมีการอ้างว่า ภาคเอกชนมาขอประกอบการไว้ก่อนคำสั่ง คสช. ฉบับนี้จะถูกยกเลิกไป ฯลฯ
.
.
.
.
เรียบเรียงโดย
EEC Watch
15 กรกฎาคม 2569
https://www.facebook.com/somnuckj/posts/10242625144142460
.....
Atukkit Sawangsuk
·
ปลุกเกลียดจีนแล้วก็อย่าลืมว่า รัฐประหาร รัฐราชการฉ้อฉล คือคนที่เปิดประตูให้ทุนจีน