
Lak G Khundee
10 hours ago
·
Paradox Diplomacy
MOU 44 ไม่มีความคืบหน้ามา 25 ปี จึงยกเลิก MOU เพราะกลไกทวิภาคีไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่เมื่อกัมพูชาเลือกใช้กลไก Compulsory Conciliation ภายใต้ UNCLOS ไทยกลับบอกว่า "ควรคุยกันทวิภาคีก่อน"
คำถามคือ
1) ถ้าการเจรจาทวิภาคีเป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพจริง ทำไมจึงยกเลิก MOU เพราะเจรจามา 25 ปีแล้วไม่คืบหน้า?
2) ถ้าการหารือทวิภาคีเป็นสิ่งที่ไทยยึดถือจริง ทำไมก่อนการประกาศยกเลิก MOU 44 จึงไม่หารือคู่ภาคีก่อน
ตั้งสติให้ดีก่อนครับ
กัมพูชามีสิทธิอันชอบธรรมที่จะขอใช้บริการ compulsory conciliation ภายใต้ UNCLOS ในฐานะภาคีไทยก็มีสิทธินั้นเช่นกัน ไม่เห็นจะต้อง blame กันเลย
UNCLOS Article 298 นั้นก็พอเข้าใจอยู่ดอกนะครับ คือ "ในกรณีที่ฝ่ายต่างๆไม่ได้บรรลุความตกลงในการเจรจาภายในระยะเวลาอันสมควร"
25 ปีถือว่านานมาก
ดังนั้นยิ่งไทยย้ำว่า "25 ปีไม่คืบหน้า" ก็ยิ่งเป็นข้อมูลที่สนับสนุนเหตุผลของกัมพูชาในการเข้าสู่กระบวนการ Conciliation มากขึ้น
หาเหตุผลไม่ได้เลยว่า จะย้ำคิดย้ำทำเรื่องนี้ไปทำไมให้มันได้อะไรขึ้นมา
Thailand argues that the 2001 MOU (MOU 44) had produced no meaningful progress for more than 25 years and therefore had to be terminated because the bilateral mechanism had failed to resolve the dispute. Yet when Cambodia chose to invoke the UNCLOS Compulsory Conciliation mechanism, Thailand's response was that "the two sides should have discussed the matter bilaterally first."
This raises two obvious questions.
First, if bilateral negotiations were truly an effective avenue for resolving the dispute, why terminate the MOU on the grounds that 25 years of negotiations had yielded no progress?
Second, if Thailand genuinely values bilateral consultation as a principle, why was Cambodia not consulted before Thailand unilaterally announced the termination of the MOU?
Let's take a step back and look at the issue calmly.
Cambodia has every legitimate right to seek compulsory conciliation under UNCLOS. As a State Party to the Convention, Thailand enjoys exactly the same right. There is little reason to blame either side for making use of a mechanism that was specifically created under international law.
The rationale behind Article 298 of UNCLOS is fairly straightforward. It applies in situations where "no agreement has been reached in negotiations between the parties within a reasonable period of time."
Twenty-five years is a very long time by any standard.
Consequently, the more Thailand emphasizes that the MOU produced no progress over a quarter of a century, the more it strengthens Cambodia's justification for seeking compulsory conciliation in the first place.
It is therefore difficult to see the logic of repeatedly stressing the failure of 25 years of negotiations while simultaneously criticizing Cambodia for turning to a dispute-settlement mechanism designed precisely for situations where prolonged negotiations have failed to produce an agreement.
What exactly is to be gained from continuing to make that argument?
NOTE: The graphic is imaginative, not authoritative
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1548118033385674&set=a.114845100046315
.....

Puangthong Pawakapan
10 hours ago
·
เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ไทยหลงเข้าไปเล่นในยุทธศาสตร์ของกัมพูชา
ดิฉันไม่เชื่อหรอกว่าท่านรมต.สีหศักดิ์ และข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศของไทย จะคาดการณ์ไม่ได้ว่าเมื่อไทยยกเลิก MOU 2544 แล้วฝ่ายกัมพูชาจะหันไปใช้กลไกประนอมความภาคบังคับตาม UNCLOS – ถ้าบอกว่า กต. คาดการณ์ไม่ได้ก็จะเป็นการดูถูกกันเกินไป เพราะการประนอมภาคบังคับมีระบุไว้ในตัวบทชัดเจน และมีตัวอย่างที่ประเทศอื่นทำกันมาจนยุติความขัดแย้งได้แล้ว นักวิชาการไทยก็เตือนแล้วเตือนอีกว่าอย่าเลิก MOU 2544 แต่ กต. ก็ยังปล่อยให้รัฐบาลทำ
ดิฉันเชื่อว่า กต. รู้ยุทธศาสตร์ของกัมพูชาดี เพราะมีความขัดแย้งกันมานาน ยุทธศาสตร์ของกัมพูชาเวลามีปัญหากับไทยก็คือ หันไปใช้กลไกพหุภาคี
ตั้งแต่กรณีปราสาทพระวิหารในปี 2551-54 แล้ว กัมพูชาพยายามเชิญอาเซียน, UNSC เข้ามาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย และเมื่อกลไกเจรจาล้มเหลว กระแสชาตินิยมของทั้งสองประเทศร้อนแรงมากขึ้น เกิดการปะทะชายแดน กัมพูชาก็นำคดีนี้กลับไปให้ ICJ ตีความคำตัดสินอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งส่งผลให้ไทยสูญเสียพื้นที่รอบปราสารทพระวิหารเพิ่มขึ้น
ถ้าตอนนั้น หลังจากคณะกรรมการมรดกโลกประกาศยอมรับให้ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก แล้วฝ่ายไทยหยุดการเคลื่อนไหว ฝ่ายชาตินิยม-รัฐบาลประชาธิปัตย์หยุดบิดเบือนว่ากัมพูชานำพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. ไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้วย หยุดความพยายามที่จะถอดปราสาทพระวิหารจากสถานะมรดกโลก – กัมพูชาก็อาจจะไม่สามารถนำคดีนี้กลับไปให้ศาลโลกตีความก็ได้
ความขัดแย้งรอบนี้ก็เช่นเดียวกัน เห็นได้ชัดว่ากัมพูชาก็เป็นฝ่ายเชิญชวนประธานอาเซียน สหรัฐอเมริกา และจีนให้เข้ามาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาท, ให้มีการตั้ง ASEAN Monitoring Team และยังประกาศชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าต้องการนำพื้นที่พิพาทบริเวณปราสาท 3 หลังไปขึ้นศาลโลก – แน่นอนว่าครั้งนี้เขาทำไม่ได้ เพราะไทยไม่ได้เป็นสมาชิกศาลโลกแล้ว
ขณะที่ กต.และรัฐบาลอนุทินซึ่งยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าต้องใช้กลไกทวิภาคีในการแก้ปัญหากับกัมพูชาเท่านั้น แต่กลับตัดสินใจยกเลิกกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ ซึ่งก็คือ MOU 2544 เพื่อเอาใจพวกชาตินิยม แล้ววันนี้ไทยก็เลยต้องตกกระไดพลอยโจนเข้าสู่กลไกประนอมภาคบังคับตามกัมพูชาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลทำให้ไทยตกกระไดพลอยโจนเช่นนี้แล้ว รัฐบาลก็ต้องไม่ทำให้ประเทศไทยสูญเสียผลประโยชน์และศักดิ์ศรีในเวทีระหว่างประเทศ ต้องสื่อสารให้นานาชาติและคนในประเทศ ให้เข้าใจอย่างชัดเจนว่า ไทยเป็นประเทศที่เคารพในกติการะหว่างประเทศ และต้องการแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศตามกติกาสากลที่ชัดเจน ไทยไม่เคยมีเจตน์จำนงที่จะใช้กำลังทางทหารลงโทษประเทศเพื่อนบ้านที่เล็กกว่าตามที่มักปรากฏในสื่อมวลชนต่างชาติ
เห็นไหมว่าชาตินิยมทำให้เราตัดสินใจพลาดอีกแล้ว พอเตือนก็หาว่าเราเป็นพวกขายชาติ ใครกันแน่ที่ทำให้ชาติสูญเสียครั้งแล้วครั้งเล่า
https://www.facebook.com/photo/?fbid=27451097637847635&set=a.138005429583558