สุรพล นิติไกรพจน์ ยังส่งกลิ่นส้มเน่าให้กับพรรคประชาชนอยู่ไม่คลาย ดูเหมือนว่าผู้ที่ทำเสียงฟึดฟัดกับกลิ่นนั้น จะต้องการคำขอโทษ สารภาพผิดจากเขาอย่างราบคาบ ขณะฝ่ายที่เชื่อในการกลับตัวของเขาถึงกับต้องบ่นออกมาว่า
“เราต้องกำหนดให้คนที่เห็นต่าง ‘เปลี่ยนจุดยืน’ และแสดง ‘ความสำนึกผิด’ มากแค่ไหน ถึงจะยอมให้เขามีที่ยืนในสังคมได้” Pipob Udomittipong เห็นตรงกับ Atukkit Sawangsuk ว่า “สุรพลก็ไม่ได้เสนอให้ใช้มาตรา ๗ จริงๆ นั่นแหละ”
ตอนนั้น วิกฤตพันธมิตรฯ ขับไล่ทักษิณ ชินวัตร ปี ๖๙ สุรพล ในฐานะอธิการบดี มธ.เขียนจดหมายถึงทักษิณและหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ให้ขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีชั่วคราว เพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ เขายืนยันกับ ‘ใบตองแห้ง’ ว่าไม่ใช่ ม.๗
‘พิภพ’ ชี้ว่าไม่ใช่จริงๆ แหละ เพราะไม่ได้สมาทานการ ‘ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง’ เหมือน พธม. และไม่ได้ขอนายกฯ พระราชทานเพื่อการนั้น เหมือนกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พิภพเปรียบเทียบสุรพลกับ สมัคร สุนทรเวช ที่เอาด้วยกับ ‘ฝ่ายขวา’ แต่ก็ยังเชื่อมั่นการเลือกตั้ง
‘อธึกกิต’ เห็นว่าเรื่องใหญ่ที่ทำให้สุรพลยังส่งกลิ่นไม่ดีแก่ ปชน. ไม่ใช่การขอนายกฯ ชั่วคราวจากวัง หรือรับแต่งตั้งเป็น สนช.หน้าชื่น หากแต่อยู่ที่ “แกเป็นคู่กรณีกับนักศึกษา นักวิชาการ นักกิจกรรม ที่ออกมารำลึกความหลังกันเต็มฟีดไปหมด”
ว่าสุรพลเป็นอธิการบดีที่ปิดกั้นเสรีภาพจนคำนิยมที่ว่า “ธรรมศาสตร์มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ง” อันตรธานหายไป “หนี้เลือดหนี้แค้นมันเยอะ” ทว่า “พรรคส้มมองข้ามจุดนี้ไป” อธึกกิตบอกการพลิกผันจุดยืนการเมืองมาแล้ว “รับได้” แต่ “ไม่ใช่โผล่พรวดมาในตำแหน่งแบบนี้...
นี่แกแค่เป็นพยานให้พรรคก้าวไกลแล้วก็เงียบไป อาจช่วยอยู่ภายในแต่ไม่เห็นบทบาททางสาธารณะ” แค่นั้นไม่พอ ซึ่งเรื่องอดีตเหล่านั้น รังสิมันต์ โรม ว่าเป็นหน้าที่ของ อจ.สุรพลต้อง “ชี้แจงต่อสังคม” ส่วนประเด็นของพรรค ปชน.นั้นอยู่ที่
“เราจัดลำดับความสำคัญ เรากำลังต่อสู้กับระบอบน้ำเงิน (ไม่ต้องมาอธิบายมากมายอีก) มันเป็นระบอบที่ใหญ่และมันกำลังทำลายสังคม...ช่วงเวลาที่ผ่านมา การถูกยุบพรรค การแพ้ การที่ไม่ประสบผลสำเร็จในการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะอย่างไรก็แล้วแต่
เราต้องยอมรับว่าพรรคการเมืองสีส้มนี้ต้องมีพันธมิตรให้มากที่สุด” ถามว่า “ก่อนจะเลือก อจ.สุรพล มีการประเมินก่อนไหม” โรมบอกเรารู้จัก อจ.สุรพลดี “ทุกคนที่มีส่วนในการตัดสินใจรู้จัก อจ.สุรพล และรู้ถึงแบ็คกราวด์ของเขา”
รังสิมันต์ตอกย้ำ “เราเชื่อว่านี่คือส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง ผมเคารพในความเห็นต่างและการวิพากษ์วิจารณ์ แต่อยากจะยืนยันว่า แต่เราไม่ได้เปลี่ยนจุดยืน”
(https://www.facebook.com/watch/?v=870564548811966, https://www.facebook.com/pipob.udomittipong/posts/0GkSursTBLX และ https://www.facebook.com/baitongpost/posts/d6MV7jFMHGD)
