วันอาทิตย์, มิถุนายน 28, 2569

Project ของ SpaceX และ Elon Musk คือ "ทุนนิยมอวกาศ" และการผงาดขึ้นของบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มีอำนาจเทียบเท่ารัฐอธิปไตย สมควรหรือไม่ที่บริษัทเพียงแห่งเดียว—และบุคคลเพียงคนเดียว—จะมีอำนาจมากถึงเพียงนี้?


https://foreignpolicy.com/2026/06/25/spacex-elon-musk-geopolitics-ai-x-quinn-slobodian/

ภูมิรัฐศาสตร์ของ SpaceX และ Elon Musk
สมควรหรือไม่ที่บริษัทเพียงแห่งเดียว—และบุคคลเพียงคนเดียว—จะมีอำนาจมากถึงเพียงนี้?

โดย Ravi Agrawal
Foreign Policy

บทความของ Ravi Agrawal ในนิตยสาร *Foreign Policy* (รวมถึงการเสวนาในรายการ FP Live ร่วมกับนักประวัติศาสตร์ Quinn Slobodian) ได้เจาะลึกถึงประเด็นสำคัญของสถานการณ์ที่แปลกประหลาดและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยุคใหม่ นั่นคือการที่อำนาจต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์ตกไปอยู่ในมือของภาคเอกชน

การนำ SpaceX เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ด้วยมูลค่ามหาศาล และสถานะของ Elon Musk ในฐานะมหาเศรษฐีระดับล้านล้านดอลลาร์ (trillionaire) คนแรกของโลก เป็นเครื่องสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ลึกซึ้งกว่านั้น เราไม่ได้กำลังพูดถึงแค่เรื่องการครองตลาด แต่เรากำลังพูดถึงบุคคลเพียงคนเดียวที่กุมอำนาจเชิงโครงสร้างในระดับที่โดยปกติแล้วสงวนไว้สำหรับรัฐชาติเท่านั้น

ประเด็นหลักของการถกเถียงนี้มีอยู่หลายประเด็นสำคัญ ดังนี้:

1. อำนาจจากการบูรณาการธุรกิจแบบครบวงจร (Vertical Integration) อย่างสมบูรณ์แบบ

ดังที่ Slobodian ได้ชี้ให้เห็น อิทธิพลของ Musk ไม่ได้เกิดจากการสร้างจรวดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก "ผลกระทบของเครือข่าย" (network effects) ภายในอาณาจักรธุรกิจที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร:

Starlink เป็นผู้จัดหาโครงสร้างพื้นฐานหลักด้านการสื่อสาร

SpaceX ควบคุมขีดความสามารถในการส่งจรวดเพื่อดูแลรักษาและขยายโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว

X (หรือ Twitter ในอดีต) เป็นตัวกำหนดทิศทางของเรื่องราวและวาทกรรมสาธารณะเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ทั่วโลก

Tesla เป็นผู้กำหนดทิศทางห่วงโซ่อุปทานสำหรับแร่ธาตุสำคัญและโครงสร้างพื้นฐานด้านแบตเตอรี่

เมื่อกิจการเหล่านี้ทำงานประสานกัน พวกมันไม่ได้เพียงแค่ช่วยเพิ่มพูนความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของ Musk เท่านั้น แต่ยังช่วยขยายอิทธิพลของมุมมองส่วนตัวที่เขามีต่อโลก และมอบอำนาจต่อรองให้เขาสามารถเข้าไปแทรกแซงวิกฤตการณ์ระดับโลกได้โดยตรง

2. การอุดหนุนภาคเอกชนเทียบกับการควบคุมโดยรัฐ

คำถามพื้นฐานที่ Agrawal ตั้งขึ้น—สมควรหรือไม่ที่บุคคลเพียงคนเดียวจะมีอำนาจมากถึงเพียงนี้?—ได้เผยให้เห็นจุดอ่อนสำคัญในการบริหารจัดการรัฐสมัยใหม่ รัฐบาลต่างๆ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ได้ให้แรงจูงใจและพึ่งพา SpaceX อย่างมากเพื่อลดต้นทุนและเร่งรัดนวัตกรรม

อย่างไรก็ตาม การพึ่งพานี้ได้ก่อให้เกิดภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในลักษณะ "ใหญ่เกินกว่าจะปล่อยให้ล้ม" (too big to fail) กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) และ NASA ต้องพึ่งพาภาคเอกชนรายนี้ในเชิงโครงสร้าง ซึ่งภาคเอกชนรายนี้ไม่ได้อยู่ภายใต้กลไกความรับผิดชอบตามระบอบประชาธิปไตย พิธีการทางการทูต หรือกลไกตรวจสอบถ่วงดุลของสถาบันต่างๆ เหมือนกับเจ้าหน้าที่รัฐที่มาจากการเลือกตั้ง

3. ความย้อนแย้งที่เปราะบาง

สิ่งที่ทำให้พลวัตทางภูมิรัฐศาสตร์นี้คาดเดาได้ยากคือความย้อนแย้งในตัวเอง ในด้านหนึ่ง บริษัทของ Musk มีความเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับกรอบความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศและอวกาศของชาติตะวันตก แต่อีกด้านหนึ่ง ผลประโยชน์ทางธุรกิจของเขา—โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ Tesla ต้องพึ่งพาฐานการผลิตในจีนและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก—หมายความว่าการตัดสินใจทางการทูตส่วนตัวของเขาอาจสวนทางกับเป้าหมายนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างสิ้นเชิง เมื่อเอกชนสามารถตัดสินใจได้เองว่าจะเปิดหรือปิดการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานดาวเทียมที่สำคัญเหนือพื้นที่ความขัดแย้ง เส้นแบ่งดั้งเดิมเรื่องอธิปไตยของรัฐก็เลือนหายไปอย่างสิ้นเชิง

นี่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ "ทุนนิยมอวกาศ" และการผงาดขึ้นของบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มีอำนาจเทียบเท่ารัฐอธิปไตย
.....

การเปลี่ยนผ่านจากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแบบเมช (mesh network) ทั่วโลกของ Starlink ไปสู่โครงการ "Starmind" ของ Elon Musk ที่เพิ่งได้รับการยืนยัน—ซึ่งเป็นโครงการกลุ่มดาวเทียมที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์และทำหน้าที่เป็นศูนย์ข้อมูล AI จำนวนสูงสุดถึงหนึ่งล้านดวง—ถือเป็นจุดที่แนวคิด "Fortress Futurism" (อนาคตนิยมแบบป้อมปราการ) เปลี่ยนสถานะจากการวิพากษ์วิจารณ์เชิงคาดการณ์ไปสู่ความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่จับต้องได้

ดังที่นักประวัติศาสตร์ Quinn Slobodian ได้ชี้ให้เห็นในช่วงกระแสความตื่นตัวเกี่ยวกับการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชนครั้งแรก (IPO) ขนาดใหญ่ของ SpaceX ในเดือนมิถุนายน 2026 นี่ไม่ใช่เพียงแค่การขยายตัวของระบบโทรคมนาคมเท่านั้น แต่เป็นการสร้างชั้นโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลนอกโลกที่มีกรรมสิทธิ์โดยเอกชนและมีความถาวร การย้ายภาระงานด้าน AI ออกจากโลกไปสู่ระดับวงโคจรต่ำของโลก (Low Earth Orbit หรือ LEO) ช่วยให้ Musk สามารถหลีกเลี่ยงข้อจำกัดบนพื้นโลกได้ เช่น ปัญหาการขาดแคลนที่ดิน ปัญหาเรื่องน้ำสำหรับระบบหล่อเย็น และข้อจำกัดของโครงข่ายพลังงานภายในประเทศ

ด้วยการดำเนินการดังกล่าว เขามุ่งหวังที่จะสร้างการผูกขาดในรูปแบบ "อธิปไตยในฐานะบริการ" (sovereignty as a service) อย่างแท้จริง ทั้งนี้ องค์กรระหว่างประเทศต่างตระหนักว่านี่คือการเข้ายึดครองพื้นที่ในวงโคจรอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จึงพยายามใช้ความชอบธรรมของสถาบันระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือในการยับยั้งหรือแบ่งแยกโครงสร้างพื้นฐานนี้

1. ITU และวิกฤตการณ์ "การจับจองพื้นที่วงโคจร" (Orbital Homestead)

ภายใต้กรอบการทำงานปัจจุบันของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) การจัดสรรตำแหน่งวงโคจรและคลื่นความถี่จะใช้วิธี "มาก่อนได้สิทธิ์ก่อน" (first-come, first-served) ระบบดั้งเดิมนี้ถูกออกแบบมาสำหรับยุคที่แต่ละประเทศส่งดาวเทียมประจำที่ (geostationary satellites) ขึ้นไปเพียงไม่กี่ดวง ไม่ใช่ยุคที่บริษัทเอกชนเพียงแห่งเดียวสามารถส่งดาวเทียมได้นับพันดวงผ่านยาน Starship

ปัญหาจากคำร้องขอโครงการ Starmind: การที่ SpaceX ยื่นคำร้องต่อ FCC และ ITU เพื่อขออนุมัติเครือข่ายดาวเทียมหนึ่งล้านดวงนั้น เป็นการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ในเรื่อง "การจับจองพื้นที่วงโคจร" (orbital homesteading) การเข้าครอบครองพื้นที่วงโคจรต่ำของโลก (LEO) ในช่วงความสูงระหว่าง 500 ถึง 2,000 กิโลเมตรเป็นวงกว้าง ทำให้ SpaceX สามารถอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ทางกายภาพและคลื่นความถี่แม่เหล็กไฟฟ้าที่จำเป็นสำหรับการดำเนินงานดาวเทียมเหล่านั้นได้ในทางปฏิบัติ

แรงต้านจากหน่วยงานกำกับดูแล: กลุ่มประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดและกลุ่มความร่วมมือระดับภูมิภาคกำลังล็อบบี้ ITU ให้มีการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์การจัดสรรพื้นที่ในอวกาศขนานใหญ่ กลยุทธ์ดังกล่าวคือการเปลี่ยนจากการจัดสรรแบบ "มาก่อนได้สิทธิ์ก่อน" ไปสู่ระบบ "โควตาตามอธิปไตย" หากทำได้สำเร็จ องค์กรระหว่างประเทศจะกำหนดเพดานสัดส่วนพื้นที่ในวงโคจร LEO ที่บริษัทหรือหน่วยงานของรัฐใดหน่วยงานหนึ่งสามารถครอบครองได้ โดยกำหนดให้ LEO เป็น "มรดกร่วมกันของมนุษยชาติ" (Common Heritage of Mankind) ในลักษณะเดียวกับพื้นที่ก้นทะเลลึกภายใต้กฎหมายทะเล

2. ขยะอวกาศ ความรับผิดชอบทางกฎหมาย และข้ออ้างเรื่อง "คาร์ดาเชฟ" (Kardashev)

ในการนำเสนอโครงการ Starmind ต่อนักลงทุน Musk มองข้ามปัญหาความแออัดในวงโคจร โดยกล่าวว่า "อวกาศนั้นกว้างใหญ่มาก" และนำเสนอโครงการนี้ว่าเป็นก้าวสำคัญสู่การเป็น "อารยธรรมระดับ Kardashev II" อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ด้านชั้นบรรยากาศและหน่วยงานกำกับดูแลกลับมองว่า กลุ่มดาวเทียมจำนวนหนึ่งล้านดวงนี้เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความปลอดภัยในวงโคจร

ตัวเลขความล้มเหลว 1%: แม้ว่า SpaceX จะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยอัตราความสำเร็จ 99% ในการนำอุปกรณ์ที่หมดอายุการใช้งานออกจากวงโคจรอย่างปลอดภัย แต่อัตราความล้มเหลวเพียง 1% จากดาวเทียมหนึ่งล้านดวงก็หมายความว่าจะยังคงมี "ศูนย์ข้อมูล AI ที่ไร้การควบคุมและใช้งานไม่ได้" จำนวน 10,000 แห่งลอยเคว้งอยู่ในวงโคจรต่ำของโลก (LEO) ซึ่งสิ่งนี้จะเพิ่มความเสี่ยงอย่างมหาศาลที่จะเกิดปรากฏการณ์ Kessler Syndrome หรือภาวะที่ดาวเทียมชนกันเองจนเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง

การใช้กฎระเบียบเป็นเครื่องมือต่อรอง: หน่วยงานระหว่างประเทศกำลังเดินหน้าบังคับใช้กรอบความรับผิดชอบทั้งทางแพ่งและอาญาอย่างเข้มงวดสำหรับปัญหาขยะอวกาศ ด้วยการผูกโยงสิทธิ์ในการเข้าถึงอวกาศเข้ากับข้อกำหนดเรื่องหลักประกันการประกันภัยมูลค่ามหาศาลที่รัฐบังคับใช้สำหรับดาวเทียมทุกดวงที่ถูกส่งขึ้นไป หน่วยงานกำกับดูแลของยุโรปและนานาชาติกำลังพยายามทำให้การดำเนินงานกลุ่มดาวเทียมขนาดหนึ่งล้านดวงกลายเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่าในทางเศรษฐกิจ

3. จุดยุทธศาสตร์บนโลก: การปฏิเสธสิทธิ์อธิปไตยเหนือสถานีภาคพื้นดิน

ความย้อนแย้งครั้งใหญ่ของเครือข่าย AI บนอวกาศคือ แม้กระบวนการประมวลผลจะเกิดขึ้นในสุญญากาศของอวกาศ แต่ข้อมูลยังคงต้องมีการรับส่งกับผู้ใช้งานและโครงสร้างพื้นฐานบนโลก Starmind จำเป็นต้องพึ่งพาสถานีภาคพื้นดินและจุดรับสัญญาณ (downlink) ในภูมิภาคต่างๆ อย่างมาก เพื่อส่งผลลัพธ์การประมวลผล AI ที่รวดเร็วระดับมิลลิวินาทีกลับไปยังภาคธุรกิจ

อธิปไตยที่ชายแดน: หน่วยงานกำกับดูแลระหว่างประเทศและรัฐต่างๆ เริ่มตระหนักว่าวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการสกัดกั้นการเข้ายึดครองพื้นที่ในวงโคจร คือการตัดช่องทางสนับสนุนบนโลก กลุ่มความร่วมมือระดับภูมิภาคทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ละตินอเมริกา และสหภาพยุโรป ต่างขู่ว่าจะปฏิเสธการออกใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่และใบอนุญาตตั้งสถานีภาคพื้นดินภายในประเทศของตน

อธิปไตยด้าน AI ของชาติ: หากรัฐใดปฏิเสธไม่ให้ Starmind ส่งสัญญาณข้อมูลเข้ามาในดินแดนของตน โครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลบนอวกาศของ Musk ก็จะกลายเป็นเพียงเปลือกนอกที่ไร้ประโยชน์และถูกตัดขาดจากเครือข่ายหลัก ทั้งนี้ นานาชาติกำลังใช้ประโยชน์จากอำนาจเหนือดินแดนนี้เพื่อเรียกร้องให้มีการปฏิบัติตามกฎระเบียบการกำกับดูแลข้อมูลในท้องถิ่น ซึ่งเป็นการบีบให้ SpaceX ต้องยอมรับการกำกับดูแลจากนานาชาติหากต้องการเข้าถึงตลาดโลก

ท้ายที่สุดแล้ว การต่อสู้เรื่อง Starmind คือการปะทะกันของสองมุมมองที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง Musk มองว่าข้อจำกัดต่างๆ ของโลก เช่น กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ข้อจำกัดด้านพลังงาน และขั้นตอนทางราชการที่ยุ่งยากซับซ้อน เป็นอุปสรรคที่สามารถก้าวข้ามได้ด้วยการย้ายฐานการดำเนินงานขึ้นไปสู่วงโคจร หน่วยงานกำกับดูแลระดับนานาชาติกำลังพยายามพิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่ว่าคุณจะส่งศูนย์ข้อมูลขึ้นไปติดตั้งไว้สูงเพียงใด กฎเกณฑ์ว่าด้วยอธิปไตยเหนือดินแดน ความรับผิดชอบในระดับสากล และความปลอดภัยโดยรวมก็ยังคงมีผลบังคับใช้บนภาคพื้นดินอยู่ดี