วันอาทิตย์, มิถุนายน 07, 2569

'สรศักดิ์' จี้รัฐบาลวางยุทธศาสตร์รับมือกระบวนการประนอมภาคบังคับ เตือนศึกษาโมเดล ติมอร์-ออสเตรเลีย หวั่นไทยเสียเปรียบเวทีโลก


THE STANDARD

7 hours ago
·
UPDATE :​ 'สรศักดิ์' จี้รัฐบาลวางยุทธศาสตร์รับมือกระบวนการประนอมภาคบังคับ เตือนศึกษาโมเดล ติมอร์-ออสเตรเลีย หวั่นไทยเสียเปรียบเวทีโลก

วันนี้ (6 มิถุนายน) สรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้แสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงชี้แจงต่อคณะทูตานุทูตจาก 67 ประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ ภายหลังจากประเทศกัมพูชาได้ยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS)

สรศักดิ์ ระบุว่า ถ้อยแถลงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ระบุว่าฝ่ายไทยมีความมั่นใจและไม่ได้ถูกลากเข้าสู่กระบวนการนั้น อาจเป็นเพียงแนวทางการลดแรงกดดันทางการเมือง เนื่องจากในข้อเท็จจริงทางกฎหมายระหว่างประเทศ คำว่า ภาคบังคับ หมายถึงการที่ประเทศไทยไม่สามารถปฏิเสธกระบวนการดังกล่าวได้ และหากฝ่ายไทยไม่ดำเนินการแต่งตั้งผู้ประนอมภายในกรอบเวลา 21 วัน องค์การสหประชาชาติก็จะมีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนให้แก่ประเทศไทยตามขั้นตอนอยู่ดี

ทั้งนี้ พรรคประชาชนได้ตั้งข้อสังเกตต่อประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลใน 3 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย

⚈ ประเด็นที่ 1 กรอบการเจรจาทวิภาคี การที่ประเทศไทยประกาศยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU 44) ฝ่ายเดียว โดยอ้างว่าจะทำการเจรจาภายใต้บริบทใหม่ แต่กลับไม่มีการเสนอกรอบการทำงานที่เป็นรูปธรรม ส่งผลให้ฝ่ายกัมพูชาสามารถนำไปใช้สร้างความชอบธรรมในเวทีระหว่างประเทศ ว่าประเทศไทยเป็นฝ่ายยุติการเจรจาทวิภาคี

⚈ ประเด็นที่ 2 ขอบเขตของกระบวนการประนอม: ข้ออ้างของกระทรวงการต่างประเทศที่ว่ากระบวนการนี้จะจำกัดเฉพาะเรื่องเส้นเขตแดน โดยไม่รวมพื้นที่พัฒนาร่วม (JDA) นั้น ถือเป็นการมองข้ามข้อบัญญัติในอนุสัญญา UNCLOS มาตรา 74(3) และ มาตรา 83(3) ที่กำหนดให้รัฐภาคีต้องพยายามจัดทำความตกลงชั่วคราวที่มีลักษณะปฏิบัติ (Practical Arrangements) ในระหว่างที่ยังไม่สามารถตกลงเรื่องเส้นเขตแดนได้ ซึ่งครอบคลุมถึงแนวทาง JDA

⚈ ประเด็นที่ 3 กรอบระยะเวลาดำเนินงาน: ความเห็นที่ระบุว่ากระบวนการของสหประชาชาติจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี แต่วิธีการเจรจาทวิภาคีอาจเสร็จสิ้นเร็วกว่านั้น ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่รัฐบาลเคยระบุว่า การเจรจาภายใต้ MOU 44 ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมาไม่มีความคืบหน้า จึงเกิดคำถามถึงความมั่นใจในการเจรจาแบบไม่มีกรอบการทำงานว่าจะสามารถบรรลุผลได้ภายใน 2 ปีได้อย่างไร

นอกจากนี้ สรศักดิ์ยังได้หยิบยกกรณีข้อพิพาทระหว่างประเทศติมอร์-เลสเตกับประเทศออสเตรเลีย ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศนำมาอ้างอิง โดยระบุว่าแม้ผลลัพธ์ของคณะกรรมการประนอมภาคบังคับจะไม่มีผลผูกมัดทางกฎหมาย (Non-binding) แต่เนื้อหารายละเอียดของคำตัดสินจะกลายเป็นบรรทัดฐานสากลและสร้างแรงกดดันจากประชาคมโลก จนสกัดกั้นให้ออสเตรเลียซึ่งเป็นประเทศใหญ่ยอมลงนามในข้อตกลงในที่สุด รัฐบาลไทยจึงจำเป็นต้องศึกษาบทเรียนดังกล่าวอย่างละเอียดรอบคอบ

พรรคประชาชนได้แสดงความคาดหวังต่อการที่ประเทศไทยจะต้องส่งรายชื่อนักกฎหมายระหว่างประเทศจำนวน 2 ราย เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ประนอมฝ่ายไทยภายในกรอบเวลา 21 วัน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาคัดเลือกบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในระดับสากล มีความรู้เท่าทันต่อพัฒนาการของกฎหมายทะเลสมัยใหม่ และต้องวางยุทธศาสตร์เชิงรุกทางการทูต เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดินในกระบวนการต่อสู้ครั้งนี้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1357165309876142&set=a.586524703606877

.....

เพิ่มเติมจาก Gemini

ประเด็นที่ยกมาเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองระหว่างประเทศที่น่าจับตาอย่างยิ่งครับ โดย นายสรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ในฐานะอดีตนักการทูต) ได้ออกมาแสดงความกังวลและให้ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลไทย หลังจากที่ กัมพูชา เริ่มเดินหน้าใช้ "กระบวนการประนอมภาคบังคับ" (Compulsory Conciliation) ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล (OCA) หลังจากที่ไทยมีแนวโน้มจะยกเลิก MOU 44

สรุปสาระสำคัญและข้อเตือนใจที่นายสรศักดิ์ส่งถึงรัฐบาล มีรายละเอียดดังนี้ครับ:

1. คำว่า "ภาคบังคับ" ไทยไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ

นายสรศักดิ์ระบุว่า การที่กระทรวงการต่างประเทศแถลงว่าไทย "ไม่ได้ถูกลากไป แต่ไปด้วยความมั่นใจ" อาจเป็นเพียงการลดแรงกระแทกทางการเมือง เพราะในทางกฎหมายระหว่างประเทศ คำว่าภาคบังคับหมายความว่า ไทยปฏิเสธไม่ได้ และมีกรอบเวลาบังคับภายใน 21 วันที่ไทยต้องส่งรายชื่อนักกฎหมาย 2 คนเพื่อเป็นผู้ประนอมฝ่ายไทย มิฉะนั้นสหประชาชาติ (UN) จะเป็นผู้แต่งตั้งตัวแทนให้เอง

2. บทเรียนจาก "โมเดลติมอร์-เลสเต VS ออสเตรเลีย"

แม้ฝ่ายรัฐบาลจะมองว่าผลลัพธ์จากคณะกรรมการประนอมภาคบังคับจะ ไม่มีผลผูกมัดทางกฎหมาย (Non-binding) และสุดท้ายก็ต้องกลับมาเจรจาทวิภาคีอยู่ดี แต่นายสรศักดิ์เตือนให้มองโมเดลประวัติศาสตร์ระหว่าง ติมอร์-เลสเต กับ ออสเตรเลีย ให้ลึกซึ้ง:

ผลลัพธ์ในอดีต: แม้ตอนแรกจะไม่มีผลผูกมัด แต่รายงานและแนวทางที่คณะกรรมการฯ ตัดสินออกมา ได้กลายเป็น "บรรทัดฐาน" และสร้าง "แรงกดดันจากสังคมโลก" * บทสรุป: แรงกดดันนั้นบีบให้ออสเตรเลีย (ซึ่งเป็นประเทศใหญ่และได้เปรียบกว่าในตอนแรก) ต้องยอมถอย และยอมลงนามแบ่งผลประโยชน์ด้านพลังงาน (น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ) ให้ติมอร์-เลสเตสูงถึง 70%

ความเสี่ยงของไทย: หากคณะกรรมการประนอมฯ วางแนวทางที่เป็นลบต่อไทย ทั่วโลกจะใช้เกณฑ์นั้นกดดันไทยทันที ทำให้ไทยเสียเปรียบในการเจรจาภายหลัง
3. ข้อสังเกตเชิงยุทธศาสตร์ 3 ประเด็นที่ไทยพลาด

การไร้กรอบทำงาน (Framework): การที่ไทยประกาศยกเลิก MOU 44 โดยไม่มีข้อเสนอหรือกรอบใหม่ที่ชัดเจนไปยื่น ทำให้กัมพูชาฉวยความชอบธรรมในเวทีโลกทันทีว่า ไทยเป็นฝ่ายปิดประตูเจรจา กัมพูชาจึงมีความชอบธรรมที่จะพึ่งกลไกสากล

พื้นที่พัฒนาร่วม (JDA): รัฐบาลไทยพยายามบอกว่ากระบวนการนี้จะจำกัดแค่เรื่อง "เส้นเขตแดน" และไม่ยอมให้กัมพูชาพ่วงเรื่อง "พื้นที่พัฒนาร่วม (JDA)" เข้ามา แต่นายสรศักดิ์ชี้ว่า ตามข้อบท UNCLOS (มาตรา 74 และ 83) ระบุว่าหากยังแบ่งเขตแดนไม่ได้ รัฐภาคีต้องพยายามทำความตกลงชั่วคราว ซึ่งก็คือ JDA ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงได้ยาก

กรอบเวลา 2 ปี: รัฐบาลมองว่ากระบวนการนี้ใช้เวลา 2 ปี คุยกันเองอาจจบเร็วกว่า แต่นายสรศักดิ์แย้งว่า ขนาดมี MOU 44 คุยกันมา 20 กว่าปียังไม่จบ การคุยเองแบบไม่มีกรอบจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะจบได้เร็วกว่า
💡 สิ่งที่พรรคประชาชนจี้ให้รัฐบาลเร่งทำด่วน

คัดสรรนักกฎหมายระดับสากล: ภายใน 21 วันนี้ รัฐบาลต้องเลือกนักกฎหมายระหว่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเลที่ทันสมัยระดับโลกจริงๆ มาปกป้องผลประโยชน์ชาติ ไม่ใช่เลือกคนที่เน้นทำตามคำสั่งการเมือง

วางยุทธศาสตร์เชิงรุกทางการทูต: อย่าปล่อยให้ประเทศไทยตกเป็นจำเลยในสายตาชาวโลก เพราะการสู้คดีในเวทีสากลต้องใช้งบประมาณมหาศาลและมีผลประโยชน์ของชาติเป็นเดิมพัน

สรุปสั้นๆ: ฝ่ายค้านเตือนว่า "อย่าชะล่าใจว่าผลการประนอมไม่ผูกมัด" เพราะในเวทีโลก แรงกดดันจากข้อมติสากลสามารถเปลี่ยนชาติที่ได้เปรียบให้กลายเป็นเสียเปรียบได้ เหมือนที่ออสเตรเลียเคยพ่ายแพ้เชิงการทูตให้กับติมอร์-เลสเตมาแล้ว