วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 19, 2561

‘กะเบน’ กับ 'กระเบน' ต่างกันแค่จากนักประวัติศาสตร์ประชาธิปไตย หรือของ ‘ลิ่วล้อปีศาจ’


เรื่องเล็กๆ ในความงี่เง่าโฉดเขลาของ สิ่งพิมพ์ลิ่วล้อ ที่พยายามสร้างค่าเป็นสุนัขริมรั้วบ้าน คสช. ซึ่งดูเหมือนเจ้าตัวผู้ถูกจาบจ้วงจะรักษาอุเบกขา ไม่ได้ให้คุณค่าอะไรนัก จึงมีปฏิกิริยาเพียงว่า “นึกแล้วเชียว”

ถ้าเขียนแบบโบราณก้อ กะเบน ถ้าลากเข้าวัดหรือดัด จร. เป็นผู้ดีก้อเติม ร.เรือ เข้าไปครับ อยากเป็นคนธรรมดาสามัญ ไพร่ หรือ ดจร. เป็นผู้ดีมีปริญญาก้อเลือกตามสบายครับ

อันผู้ดี มีมาแต่ไหนแน่ สืบไปแน่แท้ ก้อคือไพร่” อจ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เขียนตอบเหน็บนุ่ม

แต่กับปวงชนที่มีวิญญูย่อมแสดงถึงการถดถอยทางจรรยาบรรณของการเป็นสื่อในประเทศไทย โดยเฉพาะเมื่อพลังทรัพย์สามารถทำให้ได้เข้าไปครอบครองเครือสื่อซึ่งมีคุณค่าพอประมาณ กับการอยู่ในกระแสหลักของการให้ข่าวสารต่อมวลชน แม้ว่าบางครั้งก็ขายวิญญานเพื่อการเล่นพวกก็ตามที

อันเนื่องมาแต่หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ทีนิวส์เสนอข่าว “ต้องให้สอน” กรณี ศจ. ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักประวัติศาสตร์ฝ่ายประชาธิปไตยไทย โพสต์ข้อความเชิงวิจารณ์การแต่งกายย้อนยุคร่วมกันถ่ายภาพของคณะรัฐมนตรี คสช.

“ทำไมนุ่ง 'โจงกะเบน' ถึงว่าเป็นไท้ไทย ในเมื่อ 'โจง' เป็นคำเขมร แปลว่าผูก ในเมื่อ 'กะเบน' ก้อเป็นคำเขมร แปลว่าหาง...”

ก็พอดีมีผู้ใช้นาม เสมา ขุนศึกรักสถาบันอวดรู้ดีกว่า โพสต์โต้ว่า “โจงเป็นคำไทยนะครับ โจง ความหมายคือ โยงขึ้นหรือรั้งขึ้น กระเบนเป็นชื่อของปลาชนิดหนึ่งที่มีหางยาว ผ้านุ่งที่ม้วนๆ นั่นแหละครับ หางปลากระเบน”

ผู้โพสต์รายนี้เขียนส่อเสียดว่า “ต้องให้สอน...คำว่า โจงกระเบน เขียนจังซี้นะคร่ะ” อ้างว่า กะเบน ที่ ดร.ชาญวิทย์เขียนนั้นผิด ต้องมี คือ กระเบน จึงจะถูก

ก็ไม่รู้ว่าเขาไปเอาหลักการมาจากไหน ที่อ้างอย่างนั้น แต่ นสพ.ทีนิวส์ ได้ช่อง จับเอาไปกระเดียด ทันที โดยตี (ไข่ใส่) ข่าวว่า

ต้องให้สอน ชาญวิทย์เอาอีก ปล่อยไก่ตัวเบ้อเร่อ วิจารณ์ผิดๆ ถูกๆ หมดสภาพความน่าเชื่อถือ” จาบจ้วงหนักเข้าไปใหญ่

แท้จริงคนที่ต้องถูกสอนนั่นเป็น ทีนิวส์ เอง ที่ปล่อยห่า นตัวใหญ่กว่าไก่ เมื่อมี นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ นักหนังสือพิมพ์อาวุโส ที่เคยเป็นทีมงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับเครือสื่อเนชั่นมาแล้วไม่น้อย อดรนทนไม่ได้ต้องแสดงปฏิกิริยาบ้างว่า

“ถ้าคนทำสื่อเครือทีนิวส์ยังหาเรื่องดิสเครดิตชาวบ้านด้วยท่าทีโง่อวดฉลาดแบบนี้ ดิฉันคงได้สอนคนข่าวและบอกอข่าวเครือทีนิวส์ทุกวัน

หลังจากไปยึดเครือเนชั่นแล้ว หวังว่าทีนิวส์คงไม่สั่งให้คนข่าวเครือเนชั่นซึ่งชั่วๆดีๆเขาก็ยังมี มืออาชีพที่ซื่อสัตย์ในวิชาชีพหลงเหลืออยู่ ต้องลอกข่าวโง่ๆ ของทีนิวส์นะคะ”

น่าจะสายไปเสียแล้วละ เพราะช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมาปรากฏว่า การเล่นข่าวและพาดหัวข่าวของ คมชัดลึก นสพ.อีกฉบับที่อยุ่ในเครือเนชั่น ใช้ภาษา จ้วงจาบในการพาดหัวและนำเสนอเนื้อข่าวอยู่บ้างแล้ว

สะท้อนถึงคำของนายสนธิญาน หนูแก้ว เจ้าของและบรรณาธิการตัวสำคัญของทีนิวส์ ผู้เข้าไปเป็นกรรมการป้ายแดงของเครือเนชั่นผ่านทางการยึดครองของสปริงนิวส์ ซึ่งมีนายมีชัย ฤชุพันธ์ ลิ่วล้อคนสำคัญของ คสช. เป็นประธานกรรมการอยู่

สนธิญานบอกว่าต่อนั้นไปเขาจะทำการ กอบกู้ เนชั่น (ให้สมกับเป็นบริวารรับใช้ คสช.ได้เต็มเต็มพิกัด) จากการที่เคยถือหางพรรคการเมืองรอส้มรัฐประหารหล่น มาเป็น ลิ่วล้อเสียเองอย่างเต็มคราบ
 
ใครผิดใครถูกระหว่าง โจงกะเบน กับ โจงกระเบน ไม่ต้องพูดถึง เพราะค่าควรแก่การเชื่อถืออยู่ที่ Nithinand Yorsaengrat มากกว่า เสมา ขุนศึกรักสถาบัน อยู่แล้วหลายขุม มิพักจะเปิดหน้ากันภายหลังว่าเสมานั้นยิ่งใหญ่หรือสถุลธรรมดา

“ความรู้ทางประวัติศาสตร์และภาษาศาสตร์มีบ้างไหมคะ? ไม่มีก็ไปศึกษาบ้างนะคะ” คราวนี้นิธินันท์เป็นผู้สอนบ้าง “โจง/จูง เป็นคำเขมรค่ะ ถอดเป็นอักษรโรมันว่า chong/ chang แปลว่าผูก กะเบน ก็เป็นคำเขมร ถอดเป็นอักษรโรมันว่า kaben/ kben แปลว่าหาง

โจงกะเบน ที่ไทยเอามาเขียนว่า โจงกระเบน แปลว่านุ่งผ้าจูงหางค่ะ วิธีนุ่งผ้าคือจีบหรือม้วนชายผ้าด้านหน้ารวมกันแล้วโยงลอดหว่างขาไปเหน็บไว้ที่ขอบผ้านุ่งตรงก้นกบ จัดชายให้ยาวลงมาใต้หัวเข่าเล็กน้อย

แต่เดิมมา หลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีมีค่ะ ชาวพื้นเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นุ่ง เตี่ยวผ้าผืนเล็กแคบยาวปกปิดอวัยวะเพศ พอรับวัฒนธรรมอินเดียจึงเริ่มนุ่งผ้าแบบที่อินเดียเรียกว่า โธตี dhoti

โธตีเป็นผ้านุ่งยาว อาจนุ่งปล่อยชายแบบโสร่งหรือพับจีบชายผ้าข้างซ้ายลอดหว่างขาเหน็บไว้ด้านหลัง ชายผ้าข้างขวาพับเหน็บด้านหน้าเป็นชายพก การนุ่งผ้าแบบนี้มีชื่อเรียกเป็นภาษาถิ่นอินเดียอีกหลายชื่อ

เมื่อเขมรรับมาใช้ เรียกว่าโจงกะเบน ออกเสียงแบบเขมร/ขแมร์ว่า จองเกบินไทย ยืมมาอีกต่อทั้งคำศัพท์และรูปแบบการนุ่ง ตั้งแต่ยุคสุโขทัย อยุธยา โน่นแหละค่ะ ลาวชั้นสูงก็ยืมไปค่ะ เพราะแต่ก่อนเขมร/ขแมร์ เป็นศูนย์กลางอำนาจในสุวรรณภูมิค่ะ”

พอหอมปากหอมคอให้ทีนิวส์ได้เบิกปัญญาบ้างละกัน ถ้าต้องการละเอียดกว่านี้อีก ควรไปที่ https://www.facebook.com/NithinandY/posts/10159916955475117 จะได้ซึมซับอีกนิด

แต่ คิดอีกที ‘for the second thought’ ที่จริงคนเขียนข่าวของทีนิวส์อาจจะไม่ได้โง่เง่าอย่างที่ชวนให้คิดก็เป็นได้ เพราะว่าวิธีการใส่ไคล้ปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชัง มุ่งร้ายต่อกันและกันในสังคมนี่เป็นวิธีเผด็จการครองเมือง แบ่งแยกและทำลายที่ใช้กันมาแล้วหลายร้อยหลายพันปี

เครื่องไม้เครื่องมือก็มักไม่จำเป็นต้องสมเหตุสมผลนักก็ได้ (แบบ เสมาฯ นั่นละ) ข้อเท็จจริงอยู่ที่ยังมีกลุ่มคนที่พร้อมจะน้อมรับการปลุกปั่นร่วมมือทำการสั่นคลอนให้สังคมป่วน เพื่อพวกอสูรจะได้ครอบครองโดยง่ายอีกเยอะ

ภาษาฝรั่งเรียกพวกนี้ว่า ‘devil advocates’ แปลเป็นไทยว่า ลิ่วล้อปีศาจแต่ใช้คำใหม่สั้นๆ นำสมัย เข้าใจง่ายได้ว่า สลิ่ม ไง