วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 27, 2562

มาตรฐาน 'เดี่ยว' ศาลรัฐธรรมนูญคดีหุ้นสื่อ ต่างจากมาตรฐานศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง

สภาเปิดเต็มพิกัดแล้ว ให้สมาชิกอภิปรายกันอึกทึก แต่ล้วนเป็นพรรคฝ่ายค้านทั้งนั้น พรรค ว่าที่รัฐบาลประชารัฐโหรงเหรง กระทั่งพรรคร่วมฯ ยังทำเหนียม จนโดน ส.ส.เพื่อไทยเหน็บว่าพวกเขารอ ม.๔๔ หมดก่อน

คสช.ยืนหยัดรัฐบาล ๑ ไม่ยอมไปต่อ ๒ (แพลมๆ ว่าให้รอกลางกรกฎา) ช่วงนี้ยังคงกระตุกใบไม่ยั้ง มันมือรายการถลุงงบประมาณ ไหนจะแจกบัตรสวัสดิการงวด ๓ ตามด้วยอัดงบฯ เพิ่มโครงการบ้านมั่นคงอีก ๖ พันกว่าล้าน


กระทู้ต่างๆ บานเบอะที่ฝ่ายค้านขออภิปรายไม่มีคนตอบ อย่างเรื่อง “การก่อสร้างถนนสาย ๒๒๖ เรื่องมาตรการการแก้ปัญหาข้าราชการครู และเรื่องการขุดลอกอ่างเก็บน้ำบ้านเกาะแก้ว” ทั้งสามกระทู้ของครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย

ซ้ำทั่นประธานฯ ชวน หลีกภัย แก้ตัวแทนรัฐมนตรีที่ขอเลื่อนตอบกระทู้ ครูมานิตย์ก็เลยต้องบ่น “ทั่นประธานฯ ครับ “ตั้งแต่ทำหน้าที่เป็นผู้แทนฯ มา ไม่เคยสับสนเท่ายุคนี้ที่ไม่รู้ว่าตอนนี้อยู่ในรัฐบาลไหน ใครเป็นนายกฯกันแน่”

 
ทั่นประธานฯ ก็อ้างสิทธิพิเศษ คสช.ในบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๖๔ ต้องรอจนกว่าเขาจะมาเอง จน จาตุรนต์ ฉายแสง ตั้งข้อสังเกตุ “ความจริงคงไม่ได้ติดภารกิจสำคัญอะไรหรอก ครม.ชุดนี้เขาไม่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภานี้ไว้ เขาไม่มีความรับผิดอะไรต่อสภานี้ เขาจึงไม่มา มาก็จะตอบคำถามยากๆ ไม่ได้”

ทว่า เพื่อไทย บอกไม่รอละ “การประชุมสภาในสัปดาห์นี้ มีการบรรจุญัตติด่วนเรื่องปัญหาพืชผลการเกษตรราคาตกต่ำ...แม้จะยังไม่มีรัฐบาลใหม่และรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ แต่ความทุกข์ยากของพี่น้องเป็นเรื่องที่รอไม่ได้” (ตามแถลงการณ์ของพรรคจากโพสต์ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ)

ส่วนพรรคอนาคตใหม่ไปก่อนแล้ว รังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พร้อมกับอีกสาม ส.ส.ประกาศ “เสนอญัตติด่วนขอตั้งกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการใช้อำนาจ คสช.” พาดพิงถึงหัวหน้า คสช.ว่ายังคงใช้อำนาจมาตรา ๔๔ ไม่หยุดหย่อน

เหตุนั้น “พรรคร่วมฝ่ายค้านจึงมีความประสงค์อยากตั้งกรรรมาธิการเพื่อวินิจฉัยผลกระทบดังกล่าว” เอากันตั้งแต่รัฐประหาร มิถุนายน ๒๕๕๗ มาเลย ว่ามีการข่มขู่คุกคามเกิดขึ้นต่อเนื่อง ยกตัวอย่างกรณี เอกชัย หงส์กังวาน และ จ่านิว สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ถูกทำร้ายร้างกาย

ส.ส.อนาคตใหม่อีกคน ปิยบุตร แสงกนกกุล อภิปรายในวาระถึงเรื่องการตั้งงบประมาณให้เบี้ยประชุมผู้พิพากษา ว่าเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณมากเกินไป ในการประชุมแต่ละครั้งของคณะผู้พิพากษา “ประธานได้ ๑ หมื่นบาท องค์ประชุมได้ ๖-๘ พันลดหลั่นกันไป”

เขาอ้างว่าเมื่อต้นปี ๒๕๖๑ มีการประชุมวิปรัฐบาลในเรื่องนี้โดยให้เจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณไปชี้แจง สำนักงบฯ ไม่เห็นด้วยว่าเป็นการสิ้นเปลืองมากเกินไป อีกราว ๒๐๗ ล้านบาทต่อปี ซ้ำซ้อนกับที่ผู้พิพากษาได้รับเงินเดือนสูงเป็นแสนๆ กันอยู่แล้ว

“ยิ่งกว่านั้นมันเกิดความไม่เสมอภาคกับส่วนราชการต่างๆ” แม้กระทั่งตัวเลข ๑ หมื่นนี่เท่ากับครึ่งหนึ่งของเงินเดือนของคนจำนวนมาก เช่น พนักงานบริษัทได้แค่เดือน ๑ หมื่นถึง ๒ หมื่นบาท ไม่นับว่าพวกผู้พิพากษามีเงินเดือน “แสนกว่าบาท พร้อมสวัสดิการ พร้อมรถประจำตำแหน่ง เพียงพอแล้ว”


นอกจากนี้ปิยบุตรยังได้แถลงถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องของกลุ่ม ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ๖๖ คน ที่ส่งผ่านประธานรัฐสภา กรณีมี ส.ส.พรรคต่างๆ ๔๑ คนถือหุ้นสื่อ ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๑๐๑(๖) ประกอบมาตรา ๙๘(๓) หรือไม่

ศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณา ๓๒ ราย และปล่อย ๙ ราย มีคนเด่นๆ ที่รอด เช่น กรณ์ จาติกวนิช และ ปารีณา ไกรคุปต์ ด้วยเหตุว่าในหนังสือบริคณห์สนธิ (แบบ บอจ.) ระบุเป็นการจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียน ไม่เข้าข่าย สื่อโดย ๓๒ รายที่ศาลรับพิจารณาไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เหมือนกรณีของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

ปิยบุตรชี้ให้เห็นถึงประกาศข่าวของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ มี อนึ่งวรรคสุดท้ายพาดพิงถึงความต่างกับคดีของธนาธรว่า ที่ไม่สั่งพักงาน ๓๒ ส.ส.เพราะในคำร้องไม่ได้มีแบบ สสช.๑ และแบบนำส่งงบการเงินของบริษัทแนบไปด้วย จึงยังไม่อาจชี้ชัดว่าผู้ถูกร้องผิดจริง

แต่กับคดีของธนาธร ได้ผ่านการไต่สวนของ กกต.แล้ว พร้อมด้วยแบบแสดงกิจกรรมการเงิน ทำให้สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที ปิยบุตรชี้อีกว่านี่เป็นมาตรฐานที่ศาลรัฐธรรมนูญ (เพิ่ง) กำหนด (โดยปริยาย) ว่าการยื่นร้องเรียนเรื่องนี้ต้องผ่าน กกต.ก่อน

อันต่างจากมาตรฐานที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้ใช้ตัดสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งของสองผู้สมัครก่อนหน้านี้ (คดี ภูเบศวร์ เห็นหลอด และ คมสัน ศรีวนิช) ซึ่งพิพากษาจากเจตนาหรือวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิ


นั่นละ คงจะเป็นการลุ้นเรื่องมาตรฐานศาลรัฐธรรมนูญว่าเชื่อมือได้ไหม จะไม่สั่งให้ ส.ส.ที่ถูกร้องว่าถือหุ้นสื่อหยุดปฏิบัติหน้าที่ พรรค คสช.จึงได้โหรงเหรงไม่ยอมไปสภากัน วันนี้รู้แล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ยั่นใดๆ ใช้มาตรฐานเดี่ยวของตนเอง กลางเดือนหน้าคงได้เห็นพลังประชารัฐคึกคัก

ประวิตร วงษ์สุวรรณ กำลังเล่นกับไฟ ? ประวิตร​ไปกินดีหมีมาจากไหน ?!?




ประวิตร วงษ์สุวรรณ กำลังเล่นกันไฟ
นี่เป็นครั้งแรกในทางกฎหมายที่ประยุทธ์ จันทรโอชา ในฐานะหัวหน้า คสช. ออกคำสั่งหักหน้าประวิตร
สุดท้ายแล้วชะตากรรมประวิตร อาจจะใกล้เคียงกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
.................

6 เมษายน 2562
ยืนยันคำสั่ง ผบ.ตร. เซ็นย้ายด่วน “พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล” เข้ากรุ ศปก.ตร. มีผลทันที
https://workpointnews.com/…/%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B8%99%E0…/

9 เมษายน 2562
‘ผบ.ตร.’ สั่งปลด ‘บิ๊กโจ๊ก’ พ้นทุกศูนย์ ชุดปฏิบัติการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
https://www.prachachat.net/general/news-313241

หัวหน้า คสช. ออกคำสั่งเด้ง "บิ๊กโจ๊ก" พ้น สตช. ไปเป็น ขรก. พลเรือน
https://www.bbc.com/thai/thailand-47840516

25 มิถุนายน 2562

ด่วน!! “บิ๊กป้อม” เซ็นตั้ง “บิ๊กโจ๊ก” เป็นอนุกรรมการก.ตร.
https://www.matichon.co.th/politics/news_1554964

26 มิถุนายน 2562
ถอดออก! "บิ๊กโจ๊ก" พ้น อนุกรรมการ ก.ตร.
https://www.thebangkokinsight.com/167016/


Thanapol Eawsakul


มีรายงานข่าวว่า ปีนี้ราชวงศ์อังกฤษใช้เงินภาษีประชาชนไปมากกว่า 2,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41% จากปีก่อนหน้า เฉลี่ยแล้วประชาชนชาวอังกฤษเสียภาษีให้ราชวงศ์ตกราวคนละ 1.24 ปอนด์ หรือ 49 บาท แต่คนอังกฤษยังรู้สึกว่า"ปีนี้ราชวงศ์อังกฤษใช้เงินภาษีประชาชนมากเกินไป"





ปีนี้ราชวงศ์อังกฤษใช้เงินภาษีประชาชนไปมากกว่า 2,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41% จากปีก่อนหน้า ยังไม่รวมงบผูกพันซ่อมวังบักกิ้งแฮมอีกนับหมื่นล้านบาท

สื่ออังกฤษหลายแห่งรายงานว่า ในงบประมาณระหว่าง2018-2019 นั้น ราชวงศ์อังกฤษใช้งบประมาณที่มาจากภาษีประชาชนในปีนี้มาถึง 67 ล้านปอนด์ หรือกว่า 2,600 ล้านบาท ตามรายงานงบประมาณประจำปีที่ทางสำนักพระคลังข้างที่เปิดเผยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

การใช้งบประมาณในปีนี้เพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 41% จากการสำนักพระราชวังอังกฤษดำเนินการจัดงานพิธีอภิเษกสมรสของทั้งเจ้าชายแฮร์รี่ และเมแกน มาร์เคิล ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์เมื่อเดือนพ.ค.ปีที่แล้ว

รายงานดังกล่าวยังไม่รวมถึงงบผูกพันในโครงการปรับปรุงพระราชวังบักกิ้งแฮมครั้งใหญ่ที่คาดว่าจะใช้เวลาปรับปรุงนานถึง 10 ปี ด้วยงบประมาณคราวๆกว่า 369 ล้านปอนด์ หรือราว 14,000 ล้านบาท ที่ได้จากการระดมเงินงบประมาณในหลายส่วนทั้งจากเงินภาษี และเงินจากทรัพย์สินส่วนพระองค์

เฉลี่ยแล้วประชาชนชาวอังกฤษเสียภาษีให้ราชวงศ์ตกราวคนละ 1.24 ปอนด์ (49 บาท)

ที่มา 


อนิจจา กะลานีเซีย นับวัน ยิ่งถอยหลัง - อ่าน "เอธิโอเปีย จากประเทศยากไร้ สู่การเปลี่ยนแปลงในแบบที่ชาวโลกคาดไม่ถึง"




เเค่ได้อ่านก็รู้สึกดีเอามากๆ หลายๆท่านคงจะจำได้ดีประเทศเอธิโอเปีย เป็นภาพความอดอยาก ยากไร้ และขาดแคลนของคนในประเทศ นั่นเท่ากับว่า คุณรู้จักแค่เพียง อดีตของประเทศในทวีปแอฟริกาประเทศนี้เท่านั้น

เพราะวันนี้ บอกได้เลยว่า ประเทศเอธิโอเปีย กำลังเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปในแบบที่ชาวโลกคาดไม่ถึง

บทพิสูจน์ข้อมูลที่บอกมาข้างต้นนี้ มาจากรายงานข่าวของสำนักข่าวบลูมเบิร์กที่รายงานว่าประเทศเอธิโอเปียมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่รุดหน้า โดยมี GDP ที่เพิ่มขึ้นอัตราเฉลี่ยในปีนี้ที่ร้อยละ 8.5 และมีการคาดการณ์ต่อไปว่า เศรษฐกิจของประเทศจะขยายตัวเฉลี่ยในปีนี้อย่างน้อยร้อยละ 6.5

ด้วยข้อเท็จจริงนี้ทำให้เอธิโอเปียสร้างสถิติใหม่ ครองตัวเลขอัตราการเติบโตทางเศรฐกิจโดยเฉลี่ยของประเทศถึงประมาณร้อยละ 10 จนคนทั่วโลกต่างมอบฉายา “จีนแห่งทวีปแอฟริกา” ให้กับเอธิโอเปีย เพราะความเจิดจรัสในฐานะดาวรุ่งพุ่งแรงในเศรษฐกิจโลกในแนวทางเดียวประเทศจีนนั่นเอง





ที่มาของการนำประเทศเอธิโอเปียมาเปรียบเทียบกับประเทศจีนในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจาก ทั้งสองประเทศนี้ แม้จะอยู่กันคนละซีกโลก ทว่า ทั้งจีนและเอธิโอเปียต่างมีรากฐานในการพัฒนาประเทศที่เติบโตมาจากแนวคิดที่คล้ายกัน

นั่นคือ การไม่ไปกังวลกับประวัติศาสตร์หรืออดีตอันขมขื่นที่เกิดขึ้นใประเทศ และมีวิสัยทัศน์ชัดเจนกับการพัฒนาประเทศในอนาคต โดยเชื่อมั่นว่าวันหนึ่งประเทศของตนจะพัฒนาขึ้นเป็นประเทศมหาอำนาจผู้ทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจของโลกได้

อ่านต่อได้ที่
https://lovedara.com/25/06/2019/19537/?fbclid=IwAR3zlJ4AoLRcJLGOhTF48Z7LbNfSOfCw5SV1MotLHxWGn2um4O8YpaM_S3g

เหมือนปลวกกัดกินประเทศ : ศาลยุติธรรมเพิ่มค่าใช้จ่ายในการประชุมให้กับตนเอง 805%





ที่มา FB

พรรคอนาคตใหม่ - Future Forward Party


[“ปิยบุตร” อภิปรายงบการเงินศาลยุติธรรม - พบค่าใช้จ่ายประชุมเพิ่มกว่า 172 ล้านบาท - ตรวจอีกพบออกระเบียบ “เบี้ยประชุม” กว่าปีละ 200 ล้านให้กับผู้พิพากษา ชี้อาจมีปัญหาทางกฎหมาย - จี้ถามความเหมาะสม]
.
“ผมไม่ต้องการเรียกร้องว่าเราต้องได้เบี้ยประชุม ไม่ได้ต้องการเรียกร้องให้ ส.ส.ได้เบี้ยประชุมเหมือนศาล ผมไม่ได้ต้องการอย่างนั้น แต่ผมเรียกร้องว่าถ้าเป็นไปได้ในอนาคต ขอให้ยกเลิกเบี้ยประชุมแบบนี้ออกไปเสียดีกว่า

ผมขออนุญาตสรุปแบบนี้ พวกเราปกครองในระบอบ​ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์​ทรง​เป็น​ประมุข​ ทุกวันนี้อำนาจบริหารและนิติบัญญัติถูกตรวจสอบอย่างหนักเต็มที่ แต่ระบบการตรวจสอบองค์กรตุลาการนั้นไม่เข้มข้นเท่ากับพวกเรา

การประกันความเป็นอิสระของศาลไม่ได้แปลว่าศาลจะต้องรอดพ้นจากการตรวจสอบ ผมเรียนว่าในต่างประเทศผู้แทนราษฎรของเขามีผู้ตรวจการที่เอาไว้ตรวจสอบการใช้อำนาจของกองทัพบ้าง ศาลบ้าง แต่ของประเทศไทยวันนี้ เราถูกลิดรอนอำนาจตรงนี้ไป ผมเรียกร้องว่า จะเป็นไปได้ไหมที่ กบศ. จะยกเลิกระเบียบเบี้ยประชุมนี้ ซึ่งจะเป็นพระคุณอย่างมากต่อแผ่นดินไทย ที่จะได้ช่วยประหยัดงบประมาณลงไปได้ถึง 207 ล้านบาท”
.
——————
.
เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่หอประชุมใหญ่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ร่วมอภิปรายในวาระแจ้งให้ทราบเรื่องรายงานของผู้สอบบัญชี และรายงานการเงินสำนักงานศาลยุติธรรมสำหรับปีสิ้นสุด วันที่ 30 กันยายน 2561 โดยระบุว่า การเปิดให้ ส.ส.ได้อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องศาลนั้น สะท้อนว่า เรายืนยันเรื่องหลักการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ ทั้ง 3 ฝ่ายไม่มีใครใหญ่กว่าใคร เป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชน เราเพียงตรวจสอบถ่วงดุลกันและกัน การอภิปรายเป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบของ ส.ส.แม้ท้ายที่สุดเป็นวาระแจ้งเพื่อทราบ ไม่มีการลงมติ แต่อย่างน้อย คงเป็นประโยชน์ สำนักงานศาลยุติธรรม สตง.และสำนักงบประมาณ ซึ่งในการอภิปรายครั้งนี้จะอยู่ใน 2 ประเด็น คือ 1. ความเห็นของผู้สอบบัญชี และ 2.งบประมาณซึ่งเจาะจงงบการเงินส่วนการเงินที่เกี่ยวกับค่าใช้สอย
.
นายปิยบุตร​ กล่าวว่า ประเด็นที่ 1 ผู้สอบบัญชี คือ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ทำรายงานผู้สอบบัญชีเสนอต่อประธานศาลฎีกา เป็นความเห็นอย่างมีเงื่อนไข หมายความว่า รายงานการเงินศาลยุติธรรมถูกต้องตามมาตรฐาน เว้นแต่มีบางรายการที่ไม่ได้มาตรฐาน ส่วนนี้จากการสุ่มตรวจพบว่ามีปัญหา 3 ข้อ 1. เกี่ยวกับรายการที่มียอดคงเหลือตามบัญชีต่ำกว่ารายละเอียด คือ เงินสดหายไปจากบัญชี 162 ล้านบาท 2.คุรุภัณฑ์ประเมินแล้วมูลค่าหายไป 40 ล้านบาท และ 3.เงินฝากศาลจังหวัดนนทบุรี 6 บัญชี มีการบันทึกไม่ตรงกับเช็คที่มีการสั่งจ่าย ซึ่งจากการสอบถามผู้เชี่ยวชาญเรื่องบัญชี เห็นว่าเป็นความผิดพลาดบกพร่องทางบัญชีที่ค่อนข้างร้ายแรง เรื่องเหล่านี้หากเป็น บริษัท มหาชน ผู้ถือหุ้นอาจเรียกร้องความรับผิดชอบจากคณะกรรมการบริหารได้ เช่นเดียวกัน ถ้าเป็นองค์กรบริหารการปกครองส่วนท้องถิ่น หรือส่วนราชการเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งกรณีนี้หัวหน้า คสช.ก็เคยใช้อำนาจตาม ม.44 ให้ยุติการทำหน้าที่มาแล้ว จึงอยากทราบว่า ระบบตรวจสอบการรับผิดชอบนี้ ทางสำนักงานศาลยุติธรรมมีการรับผิดชอบอย่างไรในเรื่องที่เกิดขึ้น
.
ประเด็นที่ 2 งบการเงินแสดงผลการเงินส่วนค่าใช้สอย ซึ่งจากการตรวจสอบมีค่าใช้จ่ายเพิ่มจากปี 2560 สูงถึง 330 ล้านบาท ขณะที่รายการอื่นไม่เพิ่มหรือเพิ่มเล็กน้อย ซึ่งพอไล่ดูทีละรายการค่าใช้สอยที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ คือ ค่าใช้จ่ายในการประชุม ซึ่งในปี 2560 อยู่ที่ 24 ล้านบาท ขณะที่ 2561 เพิ่มเป็น 196 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 172 ล้านบาท หมายความว่าค่าใช้จ่ายการประชุม คือ เบี้ยประชุมในการประชุมใหญ่ศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ซึ่งมีการออกระเบียบเริ่มจ่ายตั้งแต่ตุลาคม 2560 ซึ่งจากการค้นไปอีกว่า เอาระเบียบอะไรมาจ่ายก็พบว่า เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2560 ประธานศาลฎีกาในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม หรือ กบศ. ได้ลงนามในประกาศระเบียบว่าด้วยเรื่องเบี้ยประชุมในการประชุมใหญ่และการประชุมแผนกคดีในศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ซึ่งระเบียบฉบับนี้ องค์กรต่างๆ จะออกต้องมีกฎหมายให้อำนาจ ซึ่งก็อ้างถึง ม.17 (1) พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 เมื่อไปตรวจสอบก็เขียนว่า ให้ กบศ.มีอำนาจออกระเบียบ แต่เพื่อการบริหารราชการศาลยุติธรรมเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องเบี้ยประชุมในที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาและศาลอุทธรน์
.
“จากการตรวจสอบไปอีก พบว่าประธานศาลฎีกาท่านก่อนเคยมีเรื่องเข้าที่ประชุม กบศ. เมื่อ 11 กันยายน 2560 ว่า หากต้องการออกระเบียบเบี้ยประชุม ไม่มีกฎหมายให้อำนาจ ดังนั้น ท่านจึงไม่ยอมลงนาม แต่พอคนปัจจุบันเข้ามารับตำแหน่ง กลับมีการออกระเบียบกำหนดเบี้ยประชุมขึ้นมา อ้างถึง ม.17 (1) ซึ่งในภายหลัง ในช่วงต้นปีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. เห็นชอบ พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม ฉบับ 4 ปี 2562 มีเรื่องสำคัญคือมีการเพิ่ม ( 1/1) ใน ม.17เพิ่มอำนาจให้คณะกรรมการ กบศ. ออกระเบียบกำหนดเบี้ยประชุมสำหรับข้าราชการตุลาการซึ่งเข้าร่วมประชุมใหญ่ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ซึ่งเรื่องนี้มีนัยยะสำคัญ เพราะตอนใช้อำนาจตาม ม.17 (1) ออกระเบียบนั้นมีปัญหาทางกฎหมายหรือไม่ จึงเพิ่ม (1/1) ขึ้นมาตอนที่ สนช.ผ่านกฎหมายเรื่องนี้” นายปิยบุตร กล่าว
.
นายปิยบุตรกล่าวว่า ผ่านมา 1 ปี ค่าใช้จ่ายในการประชุมเพิ่ม 172 ล้าน ซึ่งตอนนี้มีกฎหมายรองรับแล้ว แต่ของตั้งคำถาม เรื่องความเหมาะสม ซึ่งระเบียบที่ประชุมกำหนดเบี้ยประชุมให้ครอบคลุมที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาและชั้นศาลอุทธรณ์ ประกอบด้วย ศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนาญพิเศษ และศาลอุทธรณ์ภาค 1-9 ซึ่งที่ประชุมใหญ่ของศาลรวมแล้ว 12 ที่ประชุมใหญ่ที่จะได้เบี้ยประชุมนี้ รวมแล้วผู้พิพากษา 1,101 คน โดยระดับประธานศาลจะได้ 10,000 บาท ผู้พิพากษา​ที่เป็นองค์ประชุมได้ 8,000 ผู้พิพากษาที่เข้าร่วมประชุมขั้น 4 ได้ 8,000 บาท ผู้พิพากษา​ที่​เข้า​ร่วม​ประชุม​ชั้น 3 ได้ 6,000 บาท
ทั้งหมดนี้ สำนักงบประมาณทำตัวเลขประมาณการไว้ใช้จ่าย ราว 207 ล้านบาทต่อปี คิดเป็น 17.2 ล้านบาทต่อเดือน ประเด็นดังกล่าวนี้ ถือว่ามีปัญหาเรื่องความเหมาะสม ตรงที่ผู้พิพากษาแต่ละท่านมีเงินประจำตำแหน่ง มีรถประจำตำแหน่ง มีบ้านพัก เดือนๆหนึ่งคิดเป็นจำนวนเงินแสนกว่าบาท แต่ในการมาปฏิบัติหน้าที่ของท่าน ยังได้เบี้ยประชุมอีก ทำให้เกิดความไม่เสมอภาคกันระหว่างข้าราชการ ทั้งๆที่ข้าราชการฝ่ายนิติบัญญัติ​ บริหาร ตุลาการควรมีศักดิ์และศรีเท่าเทียมกัน
.
“ผมไม่ต้องการเรียกร้องว่าเราต้องได้เบี้ยประชุม ไม่ได้ต้องการเรียกร้องให้ ส.ส.ได้เบี้ยประชุมเหมือนศาล แต่ผมเรียกร้องว่าถ้าเป็นไปได้ในอนาคต ขอให้ยกเลิกเบี้ยประชุมเสียดีกว่า ผมขออนุญาตสรุปแบบนี้ พวกเราปกครองในระบอบ​ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์​ทรง​เป็น​ประมุข​ ทุกวันนี้อำนาจบริหารและนิติบัญญัติถูกตรวจสอบอย่างหนักเต็มที่ แต่ระบบการตรวจสอบองค์กรตุลาการนั้นไม่เข้มข้นเท่ากับพวกเรา การประกันความเป็นอิสระของศาลไม่ได้แปลว่าศาลจะต้องรอดพ้นจากการตรวจสอบได้ ผมเรียนว่าในต่างประเทศผู้แทนราษฎรของเขามีผู้ตรวจการที่เอาไว้ตรวจสอบการใช้อำนาจของกองทัพบ้าง ศาลบ้าง แต่ของประเทศไทยวันนี้ เราถูกลิดรอนอำนาจตรงนี้ไป ผมเรียกร้องว่า จะเป็นไปได้ไหมที่ กบศ. จะยกเลิกระเบียบเบี้ยประชุมนี้ ซึ่งจะเป็นพระคุณอย่างมากต่อแผ่นดินไทย ที่จะได้ช่วยประหยัดงบประมาณลงไปได้ถึง 207 ล้านบาท” นายปิยบุตรกล่าว
-------

สำนักข่าวอิศรา: ปัญหาเบี้ยประชุมศาล
https://www.isranews.org/isranews-artic…/64151-aticleee.html

iLaw: ร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม: แก้ไขกฎหมายชัดขึ้นให้ “ผู้พิพากษาบริหาร” กำหนดเบี้ยประชุม
https://ilaw.or.th/node/4983

สำนักข่าวอิศรา: เบี้ยประชุมในการประชุมใหญ่ตุลาการ
https://www.isranews.org/isranews-…/63986-prasong-63986.html

#วงไฟเย็น ขึ้นข่าวในสื่อเยอรมัน DW Deutsche Welle "แยมมี่ ไฟเย็น" โพสต์ขอบคุณ #savefaiyen ทุกท่าน







ไหนบอกว่าเผด็จการโดยธรรมโปร่งใสตรวจสอบได้... แล้วทำไมวันนี้บอกว่าอำนาจคสช.ตรวจสอบไม่ได้... เผด็จการโดยธรรมไม่มีนะซี เพราะเผด็จการไม่เคยมีธรรม



เผด็จการโดยธรรมไม่มี เพราะเผด็จการไม่มีธรรม




สนิทสุดา เอกชัย เรื่อง
ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ
May 17, 2019
1O1


เชื่อว่าถ้าท่านใช้โซเชียลมีเดีย ต้องเคยเห็นโพสต์ในเฟซบุ๊กเป็นภาพท่านพุทธทาส พร้อมวาทะ “เผด็จการโดยธรรม” เพื่อสนับสนุนเผด็จการทหารของประยุทธ์และพวก

อีกวาทะหนึ่งของท่านพุทธทาสที่โพสต์กันแพร่หลายคือ “คนดี สำคัญกว่าทุกสิ่ง” เป็นลายมือท่านเอง และมีรูปหรือภาพวาดท่านประกอบ เป้าหมายชัดเจนคือใช้ท่านมารับรองเผด็จการทหารที่อ้างว่าตนเป็นคนดีมาล้างคนชั่วให้เมืองไทย

ไม่ละอายแก่ใจกันเลย




อ่านต่อได้ที่
https://www.the101.world/moral-fascism/
.



สมชาย ปรีชาศิลปกุล ชี้องค์กรตุลาการกำลังทำให้คณะรัฐประหารเป็นองค์กรเหนือกฎหมาย
(https://prachatai.com/journal/2019/06/83128)
.



ผ่านมายาวนานกว่า 6 ปี ยืดเวลาก่อสร้างมาแล้วถึง 3 ครั้ง มหากาพย์ "รัฐสภา" 6 ปี คืบ 60% ส่อเค้า "ยืด" อีกรอบ





ที่มา
มหากาพย์ "รัฐสภา" 6 ปี คืบ 60% ส่อเค้ายินยอม "ยืด" อีกรอบ


ไทยรัฐออนไลน์
26 มิ.ย. 2562

อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ หรือ "สัปปายะสภาสถาน" มีความหมายทางธรรมว่า สถานที่ประกอบแต่กรรมดี มีพื้นที่อาคาร 3.9 แสนตารางเมตร ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ราชพัสดุ ถนนทหาร(เกียกกาย) เขตดุสิต ซึ่ง "สถาบันอาศรมศิลป์" อธิบายถึงแรงบันดาลใจในการออกแบบว่า การออกแบบเป็นตามหลักการสถาปัตยกรรมไทยแบบไตรภูมิตามความเชื่อคติพุทธ โดยมีอาคารเครื่องยอดสถาปัตยกรรมตั้งอยู่บริเวณกลางอาคาร แสดงถึงโอกาสที่จะยกฐานะของรัฐสภาไทยสู่ระดับโลก ในส่วนของห้องพระสุริยัน (ห้องประชุม ส.ส.) และห้องพระจันทรา (ห้องประชุม ส.ว.) มีการนำสัญลักษณ์ "ขวัญ" มาเป็นองค์ประกอบหลัก เปรียบเสมือนขวัญของรัฐสภาและประเทศ

ในวันนี้ก่อสร้างมากว่า 6 ปีแล้ว ยังไม่พร้อมเปิดให้ใช้บริการ บรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จึงจำเป็นต้องไปทำงาน ณ ศูนย์ประชุม บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ แจ้งวัฒนะ เป็นการชั่วคราว แต่มีค่าเช่าที่แรงไม่หยอก ตกเดือนละ 11 ล้านบาท หรือเฉลี่ยวันละ 3.7 แสนบาท

ประชุมสภาฯ ดุเดือดเผ็ดมันกันมา 5 ครั้ง ท่านผู้อ่านคิดว่าอย่างไร?
มหากาพย์การก่อสร้าง 6 ปี ยืดเวลา 3 ครั้ง

เดิมทีแล้ว การก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่มีกำหนดสร้าง 900 วัน คือ นับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2556-24 พฤศจิกายน 2558 แต่ด้วยสารพัดปัญหา(?) ทำให้มีการขอยืดเวลาถึง 3 ครั้ง

... ไล่เรียงตั้งแต่

ครั้งที่ 1 ขอขยายเวลาเพิ่มอีก 387 วัน เป็นสิ้นสุด 15 ธันวาคม 2559 ให้เหตุผลว่า การส่งมอบพื้นที่ล่าช้า

ครั้งที่ 2 ขอขยายเวลาเพิ่มอีก 421 วัน เป็นสิ้นสุด 9 กุมภาพันธ์ 2561 ให้เหตุผลว่า เกิดปัญหาการขนย้ายมูลดินออกจากโครงการก่อสร้าง

ครั้งที่ 3 ขอขยายเวลาเพิ่มอีก 674 วัน เป็นสิ้นสุด 15 ธันวาคม 2562 ให้เหตุผลว่า เกิดความล่าช้าในการส่งมอบพื้นที่โรงเรียนโยธินบูรณะ ฯลฯ

รวมแล้วระยะเวลาการก่อสร้างตามสัญญา 2,382 วัน ซึ่งตอนนี้เหลือเวลาอีกแค่ 184 วันเท่านั้น แต่คืบหน้าเพียง 63.93%!! (ณ วันที่ 14 มิ.ย. 62) น้อยกว่าเป้าถึง 13.62% เฉลี่ยแล้วสร้าง 6 ปี ก่อสร้างได้ปีละ 10.66%!!

รวมแล้วระยะเวลาการก่อสร้างตามสัญญา 2,382 วัน ซึ่งตอนนี้เหลือเวลาอีกแค่ 184 วันเท่านั้น แต่คืบหน้าเพียง 63.93%!! (ณ วันที่ 14 มิ.ย. 62) น้อยกว่าเป้าถึง 13.62% เฉลี่ยแล้วสร้าง 6 ปี ก่อสร้างได้ปีละ 10.66%!!

แล้วคุณผู้อ่านคิดว่า 184 วันที่เหลือ จะสามารถสร้างครบ 100% ทันตามกำหนดหรือไม่?

ลองคิดคร่าวๆ กำหนดเดิม 900 วัน ขยายเวลามาเป็น 2,382 วัน เท่ากับการก่อสร้างล่าช้า 1,482 วัน ค่าปรับ 12 ล้านบาทต่อวัน (ตามสัญญาเดิม) รวมแล้วต้องจ่ายเท่าไร?

คำตอบ คือ ผู้รับจ้างต้องจ่ายค่าปรับ 1.8 หมื่นล้านบาท!! "มากกว่า" งบประมาณการก่อสร้างถึง 6 พันล้านบาท (งบประมาณการก่อสร้าง 1.2 หมื่นล้านบาท) สามารถก่อสร้างอาคารรัฐสภาเพิ่มได้อีกแห่ง

แต่!! ผู้รับจ้าง "ไม่ต้อง" ควักเงินจ่ายค่าปรับสักบาท เพราะรัฐสภา "ยินยอม" ให้ขยายเวลาก่อสร้าง

ล่าสุด มีแววว่า กำหนดการแล้วเสร็จปลายปี 2562 อาจกระทบอีก โดยจากเอกสาร รายงานความก้าวหน้าโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ประจำเดือนพฤษภาคม 2562 แจ้งว่า มีจำนวนแบบและรายละเอียดมาก ทำให้แบบรูปและรายละเอียดขัดแย้งกัน หรือแบบไม่สมบูรณ์ รวมถึงจำนวนแรงงานก่อสร้างมีไม่เพียงพอกับพื้นที่และปริมาณงาน ทำให้งานสถาปัตยกรรมคืบหน้าเพียง 32% เท่านั้น!!

ซึ่งขณะนี้ มีจำนวนแรงงานประมาณ 2,500-3,500 คนต่อวัน มีการแบ่งการทำงาน 2 ช่วงเวลา คือ 07.00-17.00 น. และ 18.00-02.00 น. โดยช่วงเดือนพฤษภาคมมีความคืบหน้าก่อสร้าง 1.40%

แต่สารพัดปัญหา(ฉาว) ไม่ได้มีแค่การก่อสร้างที่ยืดแล้วยืดอีก แต่มีทั้งกรณีการใช้ไม้สัก 5,000 ต้น เพื่อประกอบการก่อสร้าง ลานจอดรถ หรืออย่างระบบไอซีที 8 พันล้าน ก็เกิดปัญหาเฉกเช่นเดียวกัน ราคาไมโครโฟนล่อไป 1.2 แสนบาท นาฬิกาเรือนละ 7 หมื่นบาท ทีวีเครื่องละ 1.7 แสนบาท เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั่วโลกโซเชียล ซัดราคาแพงเว่อร์เกินราคาตลาดกว่าครึ่ง จนสุดท้าย ถูกปัดตกให้กลับไปทบทวนใหม่ และหั่นงบลงเหลือ 3 พันล้าน

แม้ตอนนี้จะได้ผู้รับจ้างงานไอซีทีแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะราบรื่น เพราะยังเหลือส่วนงานอื่นๆ อีก ซึ่งล่าช้ากว่ากำหนดมาพอสมควร

หรือต้องยินยอม "ขยายเวลา" อีกรอบ?

อ่านบทความเต็มได้ที่
https://www.thairath.co.th/scoop/1599768


เรื่องเกี่ยวข้อง

“รัฐสภาใหม่”สุดฉาว! ภายใต้อุ้งมือ “ซิโน-ไทย”
http://www.thansettakij.com/content/273882


ไม่มีศาลรัฐธรรมนูญเสียดีไหม เรื่องเดียวกัน ปัญหาเดียวกัน แต่ตัดสินต่างกัน !




https://www.facebook.com/VoiceOnlineTH/videos/1112013998990598/
.


[ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีรับคำร้องเรียน 41 ส.ส. พรรครัฐบาลถือหุ้นสื่อ 32 กรณี และไม่รับคำร้อง 9 กรณี โดยทั้งหมดไม่ต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ ]

สิ่งที่น่าสนใจคือในเอกสารของศาลรัฐธรรมนูญได้ระบุถึงมาตรา 98 (3) ว่าด้วยลักษณะต้องห้ามเกี่ยวกับการถือหุ้นสื่อ ศาลอธิบายไว้ว่ามิใช่ให้ดูแต่เพียงเจตนาหรือความประสงค์จะทำกิจการดังกล่าวเท่านั้น ถึงแม้จะมีการถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่มีวัตถุประสงค์จะประกอบธุรกิจ พอที่จะใช้เป็นเหตุในการยื่นคำร้องต่อศาลได้

ถ้อยคำนี้เองที่เป็นเหตุให้เมื่ออ่านแล้ว สามารถตั้งข้อสังเกตได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะใช้เกณฑ์ในการพิจารณาที่แตกต่างไปจากศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งที่พิจารณาเพียงแต่ดูจากหนังสือบริคณห์สนธิ ที่มีวัตถุประสงค์เรียงข้อ ถ้ามีวงเล็บใดวงเล็บหนึ่งเป็นเรื่องทำสื่อเมื่อไหร่ก็ถือว่าประกอบกิจการสื่อ ถือหุ้นสื่อ และตัดสิทธิ์ทันทีอย่างที่เกิดขึ้นมาแล้ว 2 ราย คือ นายภูวเบศร์ เห็นหลอด อดีตผู้สมัคร ส.ส. จังหวัดสกลนครพรรคอนาคตใหม่ และนายคมสัน ศรีวนิชย์ อดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาชาติจังหวัดอ่างทอง ซึ่งไม่แน่ใจว่าสุดท้ายคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อกรณีนี้จะออกมาเป็นอย่างไร

สุดท้ายแล้วถ้าศาลรัฐธรรมนูญใช้เกณฑ์ที่แตกต่างจากศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตัดสินกรณีนี้ นั่นแปลว่าผู้สมัครสองรายที่ถูกตัดสิทธิไป จะเป็นเพียงสองรายเท่านั้นที่ถูกใช้เกณฑ์การดูวัตถุประสงค์ในหนังสือบริคณห์สนธิมาตัดสิทธิ์

การที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณารับคำร้องไว้ 32 รายและมีมติไม่ต้องให้หยุดการปฎิบัติหน้าที่ โดยให้เหตุผลไว้ว่า กรณีของ ส.ส. 41 รายที่พรรคอนาคตใหม่ยื่นไป เป็นการยื่นโดย ส.ส. เข้าชื่อ ไม่ได้มีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง ในขณะที่คดีของนายธนาธรนั้นผ่านคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มานั้น

ผมต้องเรียนชี้แจงว่ากรณีของนายธนาธรแม้จะผ่านคณะกรรมการการเลือกตั้งมา แม้จะมีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง จนคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติออกมา แต่ทุกท่านก็ทราบกันดีว่าการไต่สวนของคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้นมีปัญหาเรื่องมาตรฐาน การไม่ได้ให้สิทธิผู้ถูกกล่าวหาอย่างเพียงพอ ยกตัวอย่างเช่นเปิดโอกาสให้ธนาธรไปชี้แจงเพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น เรียกนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาของธนาธรมาสอบสวน แต่เรียกมาสอบสวนตอนเช้าหนังสือส่งมาถึงตอนบ่าย ทำให้ไปชี้แจงไม่ทัน และที่สำคัญเมื่อมีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนขึ้นมา ยังไต่สวนไม่เสร็จเลย ยังมีหนังสือเชิญผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงอยู่ แต่ปรากฏว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเสนอคำร้องไปศาลรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้ว

อีกประเด็นหนึ่ง กรณีศาลรัฐธรรมนูญสั่งว่า 32 รายนี้ไม่ต้องหยุดการปฎิบัติหน้าที่ เป็นการให้เกณฑ์เพิ่มเติมมาว่าจะดูจากแบบ บอจ. อย่างเดียวไม่ได้ จำเป็นที่จะต้องดูแบบ สสช.1 หรือแบบแสดงรายการเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของห้างหุ้นส่วนจำกัด รวมทั้งแบบนำส่งงบการเงินของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทด้วย ว่ามีรายได้จากการประกอบกิจการใด พร้อมให้เหตุผลว่ากรณีของธนาธรนั้น กกต. ได้ส่งแบบ สสช.1 และแบบงบการเงินแนบเข้ามาด้วย ดังนั้นกรณีที่ร้อง 41 ส.ส. ที่ไม่ได้ส่ง สสช.1 และแบบงบการเงินมา จึงยังไม่ปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ถูกร้องมีกรณีตามที่ถูกร้องจริง เลยไม่สั่งให้หยุดการปฎิบัติหน้าที่

ตรงนี้ศาลรัฐธรรมนูญน่าจะมีความปรารถนาดีในยามที่สังคมกำลังตั้งคำถามว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีมาตรฐานเท่าเทียมกันหรือไม่ จึงแถมประเด็นในย่อหน้าสุดท้ายของคำแถลงออกมาให้ ทั้งๆ ที่เราไม่ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ในคำร้องเลย นี่คือสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญช่วยทำความกระจ่างให้

นี่จึงเป็นที่น่าเสียดายว่าในมติศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งให้คุณธนาธรยุติการปฏิบัติหน้าที่ ถ้าทุกท่านย้อนกลับไปดู ซึ่งปรากฏอยู่ในข่าวสำนักงานเลขที่ 10/2562 ศาลรัฐธรรมนูญท่านไม่ได้พูดถึงเลยว่ากรณีธนาธรนั้นมีเหตุควรเชื่อได้ว่าจริง เพราะมีแบบ สสช. มีแบบงบการเงิน มีแบบ บอจ. ถ้าศาลรัฐธรรมนูญท่านพูดเอาไว้ในครั้งที่แล้ว เราก็จะได้รู้ว่าท่านจะเอามาตรฐานตามเกณฑ์นี้ ครั้งนี้เราจะได้เตรียมแบบ สสช. ไว้ด้วย เราก็เลยเพิ่งทราบจากศาลรัฐธรรมนูญ ก็เอาเป็นว่าวันนี้เราได้มาตรฐานแน่นอนแล้ว ถ้าท่านเข้าชื่อกันศาลท่านก็จะบอกว่าไม่มีการไต่สวน ดังนั้นช่องทางที่ผ่านและเหมือนจะมีการไต่สวนมาแล้วหนึ่งขั้น ก็คือการร้องที่ กกต.

อ่านข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญกรณี 41 ส.ส. ได้ที่ :
http://www.constitutionalcourt.or.th/…/article_201906261831…

อ่านข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญกรณี ธนาธร ได้ที่ :
http://www.constitutionalcourt.or.th/…/article_201905231759…
...

วันพุธ, มิถุนายน 26, 2562

ศาลปกครองไม่รับฟ้องคดีสรรหา สว.มิชอบ "เข้าข่าย ทหาร-ตุลาการ ครองเมืองเหมือน ‘อียิปต์โมเดล’"


ว่าไปแล้วโดยนิตินัยจำต้องยอมรับ ที่ศาลปกครองสูงสุด ไม่รับฟ้องคดีซึ่งร้องว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจัดการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาโดยมิชอบ เพราะ คสช.เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ

อ้างว่า “ไม่ใช่ข้อพิพาทจากการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง” นั่นคือ คสช.ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ใช้อำนาจในทางปกครอง

ทั้งนี้เพราะ คสช.มีฐานะและอำนาจตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.๒๕๕๗ ที่เคยมีการอ้างโดยผู้ตรวจการแผ่นดินว่าเป็น รัฏฐาธิปัตย์ แล้วยังมีบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ให้การรับรองไว้ด้วยอีก

แต่ รัฐธรรมนูญนี้เป็นฉบับที่ คสช.จัดการร่างขึ้นให้เป็นประโยชน์ต่อการสืบทอดอำนาจของตน นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างฯ ก็ยอมรับแล้วว่าร่างตามที่ คสช.สั่งมา จึงเป็นเหตุอันควรอย่างยิ่งจักต้องมีการแก้ไขจากฝ่ายประชาธิปไตย

หรือยกเลิกไปเสียเลยเพื่อร่างใหม่ ให้สะท้อนและสนองตอบต่อประชาชนจริงจัง ด้วยการที่ประชาชนได้มีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง ดังได้มีการรณรงค์ในภาคประชาชนอยู่ขณะนี้ และมีพรรคการเมืองที่ไม่รับการสืบทอดอำนาจของ คสช. กำหนดเป็นนโยบายไว้แล้ว

นอกจากนั้นศาลฯ ยังตีตกข้อต่อสู้อื่นๆ เช่นที่ร้องให้ศาลปกครองกลางเรียกคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสรรหา สว.มาพิจารณาก่อนมีคำสั่งอย่างใดนั้น ศาลฯ บอกว่า “รับฟังไม่ได้” เพราะระเบียบกฎหมาย ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง ๒๕๕๓ ข้อ ๕๔ กำหนดให้เป็นดุลยพินิจของศาลว่าจะสั่งอย่างนั้นหรือไม่ (ผู้ฟ้องไม่ต้องแหยม)

และกรณีที่ผู้ฟ้องร้องขอ “ให้นำเรื่องนี้เสนอต่อประธานศาลปกครองสูงสุด เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด” ด้วยนั้น ศาลฯ อ้าง พรบ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดี (ปี ๒๔๕๒) ก็กำหนดให้เป็นดุลยพินิจของศาลฯ เท่านั้น

“จึงไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของทั้งตุลาการ และผู้ร้องจะมีสิทธิเสนอต่อประธานศาลปกครองสูงสุดได้” แบบนี้ สลิ่มต้องบอกว่าศาลฯ ตบหน้าผู้ฟ้องร้องฉาดเบ้อเร่อเลยทีเดียว ว่า อย่าสะเออะทั้งๆ ที่พี่ใหญ่ คสช.อย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานกรรมการสรรหาเอง ยังยอมรับว่าทำกันอย่าง มั่วๆ
 
จากที่ วาสนา นาน่วม รายงานข่าว “บิ๊กป้อมยอมรับ ปล่อยผ่านคุณสมบัติ สว. ปมถือหุ้นสื่อตั้งแต่แรก ปัดผิดพลาด แต่เพราะไม่รู้ ชี้ตอนนั้นก็ยังมั่วกันอยู่ เพราะมีการรวมกันและการตั้งบริษัทก็พ่วงกันไปหมด”

พี่ใหญ่เสริมอีกว่า “สำหรับคนที่ถูกร้องขาดคุณสมบัติก็ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้พิจารณา ถ้าพบว่าขาดคุณสมบัติจริงก็ขยับรายชื่อสำรองมาทดแทน” แล้วเห็นรายชื่อ สว.สำรองไหมล่ะ ก็ยัง มั่ว กันต่อไปอยู่ดี

ส่วนความรับผิดชอบของกรรมการสรรหา ว่าที่รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง คสช.๒ (คุมตำรวจอย่างเคย) ตอบง่ายๆ สไตล์ ไม่รู้ ไม่ผิด ไม่สนว่า “ไม่ถือเป็นความผิดพลาดในการคัดเลือก เพราะคณะกรรมการฯ ไม่รู้เรื่อง”


แล้วอย่างนี้ ถ้าเรื่องไปถึงศาลรัฐธรรมนูญก็อีกแหละ แนบสนิทกับ คสช.ยิ่งกว่าศาลปกครองด้วยซ้ำไป อย่างเลขาศาลรัฐธรรมนูญคนปัจจุบัน นายเชาวนะ ไตรมาส นี่ตั้งด้วยน้ำมือ คสช.แท้ๆ ตอนนักวิชาการกฎหมายเขาเสวนากันที่ท่าพระจันทร์ อุตส่าห์ไปฟัง แล้วยกมือขอพูดแย้ง
 
นายเชาวนะอ้างประสบการณ์ใกล้ชิดศาล ว่าตอนรัฐประหาร ๒๕๕๗ นั่นได้เห็นหนังสือของ คสช.ที่มีถึงศาล แจ้งยกเลิกเชิญเข้าค่าย “เฉพาะหน่วยงานศาล โดยระบุว่าเคารพองค์กรตุลาการ ซึ่งต้องดำรงความเป็นกลาง ความเป็นอิสระ เป็นองค์กรที่แยกอำนาจออกไปจากฝ่ายการเมือง”

ถ้อยทีถ้อยยกยอต่อกัน เหมือนอย่างผู้ตรวจการแผ่นดินที่บอกว่าคณะรัฐประหาร ๕๗ “ใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์” ก็อิงคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๕/๒๕๔๓

จน พล.อ.ประวิตร เอาไปอ้างตอนที่มีการเรียกร้องกันมากๆ ให้จัดเลือกตั้งเมื่อต้นปี ๒๕๖๑ ว่า “คสช.เป็นรัฐาธิปัตย์ ทุกคนต้องเคารพ” ตอนนั้นนักวิชาการอย่าง ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ยังต้องออกมาค้านว่า “ไม่ใช่”

แบบนี้เข้าข่าย ทหาร-ตุลาการ ครองเมืองเหมือน อียิปต์โมเดลไม่มีผิด ทหารกำจัดเครือข่ายประชาธิปไตยก้าวหน้าจนเกลี้ยงแล้วลงเลือกตั้งเอง โดยมีศาลรัฐธรรมนูญคอยชงกฎหมายเพิ่มอำนาจให้แก่ อัลซีซิ ที่ใกล้จะเป็นประธานาธิบดีอีกสมัยที่สาม
บางคนว่าไม่เหมือนเพราะอียิปต์โหดกว่าฆ่าทิ้งเป็นพัน แต่ของไทยแค่จำนวนร้อย จะว่าเผด็จการประชาธิปไตยแบบไทยเนียนกว่าก็ว่าไป รอไว้การปรับหลักสูตรนักศึกษาวิชาทหารนำออกใช้กรกฎาคมนี้ได้เห็นกัน
มีการปรับลดวิชาทหารภาคสนามจาก ๗๐% เหลือแค่ ๕๕% แล้วเพิ่มเนื้อหาวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย สถาบันกษัตริย์ บทบาทกองทัพ วิชาผู้นำ ฯลฯ ส่วนนี้เพิ่มจาก ๓๐% เป็น ๔๕% ประมาณว่าเน้นหนักที่ การล้างสมอง นั่นแหละ

เริ่มแล้ว การประชุมขยายวง กำหนดยุทธศาสตร์​ใหม่ต่อสู้กับระบอบประยุทธ์​2 ณ กรุงปารีส 1 กรกฎาคม จัดโดย "สมาคมนักประชาธิปไตยชาวไทยไร้พรมแดน"




การประชุมขยายวง กำหนดยุทธศาสตร์​ใหม่ต่อสู้กับระบอบประยุทธ์​2

ที่มา FB


คำคารวะ "คณะราษฎร" ผู้นำแสงแรกแห่งระบอบประชาธิปไตย




คารวะผู้นำแสงแรกแห่งระบอบประชาธิปไตย
ส่องสว่างเรืองรองสาดฉายทั่วแคว้นแดนสยาม
เป็นความหวังของประชาชนไทย
...
๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๒
ครบรอบ ๘๗ ปี การอภิวัฒน์ประชาธิปไตยสยาม

Sinsawat Yodbangtoey
..


อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่
https://www.the101.world/suda-interview-on-2475/


อ้าววว ลุง!!! 'ป้อม'สารภาพไม่ได้ตรวจสอบคุณสมบัติ​ส.ว.ถือหุ้นสื่อตั้งแต่แรก ส่อตายยกเข่ง