The Italian sculptor who designed the FIFA World Cup trophy wanted to capture three sporting emotions in a single spiralling form: the athlete’s struggle, the fan’s jubilation and the moment of victory. pic.twitter.com/fbvE1uHJSn
— The Associated Press (@AP) July 17, 2026
.....
ประติมากรชาวอิตาลีผู้ออกแบบถ้วยรางวัลฟุตบอลโลกต้องการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกทางกีฬา 3 ประการผ่านรูปทรงเกลียวเพียงหนึ่งเดียว ได้แก่ ความมุมานะพยายามของนักกีฬา ความปิติยินดีของแฟนบอล และวินาทีแห่งชัยชนะ
เมื่อปี 1971 หลังจากที่บราซิลได้ครอบครองถ้วย "จูลส์ ริเมต์" (Jules Rimet Trophy) ไปเป็นกรรมสิทธิ์ถาวร FIFA ได้เปิดประกวดออกแบบถ้วยรางวัลใบใหม่ ซึ่งผลงานของกัซซานิกาได้รับเลือกจากทั้งหมด 53 แบบจากทั่วโลก
แนวคิดการออกแบบรูปทรงเกลียวที่บิดขึ้นมาจากฐานนั้น จงใจฉีกกฎเกณฑ์เดิม ๆ ของถ้วยรางวัลที่เป็นรูปทรงขันหรือถุงทรงธรรมดา โดยเขาสะท้อนอารมณ์ทั้ง 3 ประการออกมาอย่างชัดเจน:
ความมุมานะพยายามของนักกีฬา (The athlete’s struggle): แสดงออกผ่านเส้นสายที่พุ่งทะยานและบิดเป็นเกลียวขึ้นมาจากฐาน สะท้อนถึงพลัง ความเหน็ดเหนื่อย และหยาดเหงื่อแรงกายในการต่อสู้
วินาทีแห่งชัยชนะ (The moment of victory) และ ความปิติยินดีของแฟนบอล (The fan’s jubilation): สะท้อนผ่านรูปทรงของมนุษย์สองคนที่กำลังยืดตัวขึ้นสุดแขนเพื่อรองรับลูกโลก ความรู้สึกที่เหมือนกำลังระเบิดความสุขออกมาในเสี้ยววินาทีที่ความฝันกลายเป็นจริง
ถ้วยรางวัลฟุตบอลโลกใบนี้จึงไม่ใช่แค่โลหะล้ำค่า แต่เป็นประติมากรรมที่หยุดเวลาของ "ห้วงอารมณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกกีฬา" เอาไว้ได้อย่างงดงาม
.....
ในการมองถ้วยรางวัลฟุตบอลโลก (FIFA World Cup Trophy) ผ่านสายตาของนักออกแบบ เราจะพบว่านี่ไม่ใช่แค่ถ้วยรางวัลธรรมดา แต่เป็น งานประติมากรรมสมัยใหม่ (Modernist Sculpture) ที่ฉีกทุกกฎเกณฑ์เดิม ๆ ของการออกแบบถ้วยรางวัลในยุคนั้น
เมื่อปี 1970 ตอนที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ประกาศประกวดแบบเพื่อหาถ้วยรางวัลใหม่มาแทนถ้วย "จูลส์ ริเมต์" (Jules Rimet Trophy) ซิลวิโอ กัซซานิกา (Silvio Gazzaniga) ประติมากรชาวอิตาลี ได้ส่งผลงานที่สร้างความตะลึง เพราะในขณะที่คนอื่นส่งภาพวาด 2 มิติ แต่เขากลับแบกโมเดลปูนปลาสเตอร์ 3 มิติเข้าไปเสนอด้วยตัวเอง
แนวคิดเบื้องหลังการออกแบบถ้วยนี้ในมุมมองของดีไซเนอร์ มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:
1. เส้นสายแห่งพลังและความเคลื่อนไหว (Lines of Force & Dynamism)
ถ้วยรางวัลในยุคก่อนหน้ามักจะเน้นความสมมาตร แข็งทื่อ และดูเหมือนสถาปัตยกรรมขนาดเล็ก (เช่น ถ้วยทรงแจกัน ทรงขัน หรือมีหูจับสองข้าง) แต่กัซซานิกาต้องการทลายกรอบนั้น
ความเคลื่อนไหวแบบก้นหอย (The Spiral): ดีไซเนอร์ใช้เส้นสายที่บิดเกลียวและพุ่งทะยานขึ้นจากฐาน (Helical Spiral) เพื่อสร้าง "พลังงานจลน์" (Kinetic Energy) สายตาของผู้ดูจะถูกดึงดูดให้ไล่ขึ้นไปตามแนวโค้งจากล่างขึ้นบนโดยอัตโนมัติ
ความไม่สมมาตรที่ลงตัว (Asymmetry): ถ้วยใบนี้ไม่มีด้านหน้าหรือด้านหลังที่ตายตัว เมื่อคุณหมุนถ้วยไปในแต่ละองศา มุมมองและมิติของถ้วยจะเปลี่ยนไปตลอดเวลา สะท้อนถึงความลื่นไหลและคาดเดาไม่ได้ของเกมฟุตบอล
2. การลดรูปเพื่อความเป็นสากล (Abstraction & Universal Symbolism)
การออกแบบที่ดีต้องสื่อสารข้อความอันทรงพลังได้ทันทีโดยไม่ต้องมีคำอธิบาย กัซซานิกาเลือกใช้สัญลักษณ์สากล 2 อย่าง คือ "มนุษย์" และ "โลก"
มนุษย์กึ่งนามธรรม (Stylized Figures): แทนที่จะปั้นรูปนักฟุตบอลที่สวมเสื้อผ้าหรือมีรายละเอียดกล้ามเนื้อที่สมจริงเกินไป เขาเลือก "ลดทอนรายละเอียด" (Abstraction) ให้เหลือเพียงสรีระมนุษย์สองคนโผล่พ้นขึ้นมาจากฐาน การทำเช่นนี้ทำให้ถ้วยรางวัลนี้เป็นตัวแทนของนักกีฬาทุกคน ทุกเชื้อชาติ และทุกยุคสมัย โดยไม่มีกำแพงเรื่องวัฒนธรรมมาขวางกั้น
สรีระแห่งชัยชนะและความพยายาม: แขนของรูปปั้นทั้งสองเหยียดสปริงตัวขึ้นไปด้านบนเพื่อรองรับลูกโลก ท่าทางนี้ไม่ได้แสดงแค่ความดีใจ แต่สะท้อนถึง "แรงผลักดันและหยาดเหงื่อ" ที่ต้องแบกรับเพื่อก้าวไปสู่จุดสูงสุด
โลกในกำมือ: ลูกโลกที่อยู่จุดสูงสุดถูกออกแบบให้มีลายเส้นนูนต่ำของทวีปต่าง ๆ เพื่อตอกย้ำว่านี่คือเกมกีฬาที่เชื่อมโยงคนทั้งโลกเข้าด้วยกัน และผู้ชนะคือผู้ที่ได้ "ครองโลก" ในเชิงสัญลักษณ์
3. มิติของพื้นผิวและวัสดุ (Materiality & Contrast)
ในแง่ของการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) การเลือกใช้วัสดุและการตัดกันของพื้นผิวถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างคุณค่าทางสายตา
ความขรุขระ ปะทะ ความเรียบเนียน: * ส่วนฐานและลำตัวช่วงล่างจะมีพื้นผิวที่ขรุขระ (Rugged/Textured) คล้ายกับผืนดินดิบ ๆ เพื่อสื่อถึงรากเหง้า ความยากลำบาก และการต่อสู้ฟาดฟันในสนาม
ยิ่งสูงขึ้นไปจนถึงสรีระท่อนบนและลูกโลก พื้นผิวจะถูกขัดจนเรียบเนียนและเงางาม (Polished/Smooth) เป็นตัวแทนของความประณีต จิตวิญญาณ และความบริสุทธิ์ของชัยชนะ
การเล่นกับแสง (Solid Gold Golden Ratio): ถ้วยทำจากทองคำแท้ 18 กะรัต (น้ำหนักประมาณ $6.175$ กิโลกรัม) ซึ่งทองคำไม่เพียงแต่ทรงคุณค่าในตัวเอง แต่มันยังสะท้อนแสงไฟในสนามกีฬาและแสงแฟลชของกล้องถ่ายภาพได้อย่างทรงพลังที่สุด ส่องประกายสีทองอร่ามดูขลังและจับต้องไม่ได้ในเวลาเดียวกัน
เส้นตัดสายตาจากมาลาไคต์ (Malachite Bands): ที่ฐานของถ้วยมีการคาดเส้นสีเขียวเข้มของหินมาลาไคต์ (Malachite) สองเส้น การเลือกใช้หินสีเขียวนี้ช่วยเบรกโทนสีทองไม่ให้ดูเลี่ยนจนเกินไป และสีเขียวยังเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึง "ผืนหญ้า" ของสนามฟุตบอลได้อย่างยอดเยี่ยม
4. ออกแบบมาเพื่อ "ช่วงเวลาแห่งการชูถ้วย" (The Lifting Moment)
ดีไซเนอร์ไม่ได้คิดแค่ว่าถ้วยจะวางโชว์ในตู้กระจกอย่างไร แต่เขาคิดไปถึง "ฟังก์ชันการใช้งานในวินาทีประวัติศาสตร์" ด้วย
ช่วงบนของถ้วยที่แผ่ออกเป็นทรงรูปถ้วยครึ่งวงกลม (Crescent Shape) เกิดจากมือของรูปปั้นสองคนประคองลูกโลกไว้ มันสร้างช่องว่าง (Negative Space) ที่ดูเปิดกว้าง ต้อนรับ และพร้อมจะถูกโอบอุ้ม โครงสร้างโดยรวมจึงไม่ได้ดูทึบตัน แต่ให้ความรู้สึกเบาสบายและเฉลิมฉลอง
กัซซานิกาเคยอธิบายแนวคิดนี้ไว้ว่า:
"เส้นสายที่พุ่งขึ้นจากฐาน หมุนวนเป็นเกลียว ยืดเหยียดออกไปเพื่อโอบอุ้มโลก... จากแรงขับเคลื่อนอันทรงพลังของงานประติบาลชิ้นนี้ เผยให้เห็นร่างของนักกีฬาคู่หนึ่งในวินาทีอันน่าตื้นตันใจของชัยชนะ"
...
FIFA World Cup trophy arrives in style: Louis Vuitton unveils stunning case for final in New Jersey
CBS Miami
Jul 16, 2026
The most coveted prize in soccer is heading to New Jersey for the FIFA World Cup Final between Argentina and Spain, transported in a one-of-a-kind Louis Vuitton case featuring a golden “V” for victory. Get a look at the trophy’s extravagant journey and what to expect from the historic match this Sunday at 3 p.m.
https://www.youtube.com/watch?v=-BHCpckzruA