วันอังคาร, กรกฎาคม 14, 2569

แม้รัฐสภาและรัฐบาลเมียนมาเพิ่งปฏิเสธกรอบ ฉันทามติ 5 ข้อ อะไรคือ รายละเอียดของฉันทามติ 5 ข้อ อะไรคือข้อกังวลของอาเซียนต่อจากนี้ ?


ดร.รัชดา ธนาดิเรก - Rachada Dhnadirek

AI info · July 10 ·

พรุ่งนี้ ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมอย่างไม่เป็นทางการระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา

การต่างประเทศไม่ใช่แค่เรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล แต่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วย

หลังเสร็จสิ้นภารกิจการเยือนมาเลเซียของนายกฯ ประเทศไทยยังเดินหน้าบทบาทในเวทีอาเซียนอย่างต่อเนื่อง โดยในวันที่ 12 กรกฎาคม ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมอย่างไม่เป็นทางการระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา และนายกรัฐมนตรีจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงรับรองผู้แทนประเทศสมาชิกอาเซียน

การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญ เพราะเป็นการพบหารือในระดับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับเมียนมาครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2564 และเป็นความพยายามร่วมกันที่จะผลักดันการดำเนินการตาม ฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน (Five-Point Consensus) ให้เกิดความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งประกอบด้วย

1. การยุติความรุนแรงในเมียนมาโดยทันที
2. การเจรจาที่สร้างสรรค์ระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะเริ่มต้นขึ้น เพื่อหาทางออกอย่างสันติ
3. ทูตพิเศษของประธานอาเซียนจะอำนวยความสะดวกเป็นสื่อกลางของกระบวนการเจรจาโดยความช่วยเหลือของเลขาธิการอาเซียน
4. อาเซียนให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมผ่านทางศูนย์ประสานงานอาเซียนเพื่อความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมด้านการจัดการภัยพิบัติ
5. ทูตและคณะผู้แทนพิเศษจะเดินทางไปเยือนเมียนมาเพื่อพบปะกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ประเทศไทยสนับสนุนแนวทาง calibrated re-engagement หรือการกลับมามีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภายใต้เงื่อนไขที่ชัดเจน เพื่อเปิดพื้นที่สำหรับการพูดคุย ลดความตึงเครียด และส่งเสริมกระบวนการสันติภาพ โดยยังคงยึดหลักการและกลไกของอาเซียน

สันติภาพและเสถียรภาพของประเทศเพื่อนบ้านไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงชายแดน การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และโอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชนไทย

ประเทศไทยจึงพร้อมทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการหารือและความร่วมมือ เพื่อให้ภูมิภาคของเรามีเสถียรภาพและก้าวไปข้างหน้าร่วมกัน

“การเปิดพื้นที่ให้เกิดการพูดคุย ย่อมดีกว่าเหินห่าง หมางเมิน เพราะสันติภาพที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากการมีช่องทางสื่อสารระหว่างกัน” เห็นด้วยไหมคะ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1570685551124040&set=a.490116605847612
.....

ความกังวลเรื่อง "ภูมิรัฐศาสตร์" และมหาอำนาจแทรกแซง

สิ่งที่อาเซียนกลัวที่สุดคือ "สูญเสียความเป็นแกนกลางของอาเซียน" (ASEAN Centrality) หากอาเซียนแก้ปัญหาในบ้านตัวเองไม่ได้ มหาอำนาจภายนอกอย่าง จีน หรือ สหรัฐฯ จะเข้ามาแทรกซึมและใช้เมียนมาเป็นพื้นที่สงครามตัวแทน (Proxy War) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของทั้งภูมิภาค นอกจากนี้ ปัญหาผู้ลี้ภัย ยาเสพติด และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตามตะเข็บชายแดน (โดยเฉพาะที่กระทบไทยและลาว) กลายเป็นภัยคุกคามข้ามชาติที่อาเซียนมองว่าต้องรีบสกัดกั้น
...

1. จีน: การรักษาผลประโยชน์และทางออกสู่มหาสมุทรอินเดีย

สำหรับจีน เมียนมาคือจุดยุทธศาสตร์ที่ยอมให้หลุดมือไม่ได้เด็ดขาดภายใต้โครงการ Belt and Road Initiative (BRI) หรือเส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21

ระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา (CMEC): จีนได้ลงทุนสร้างท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากท่าเรือน้ำลึก "คอกพิว" (Kyaukphyu) ในรัฐยะไข่ของเมียนมา ยิงตรงเข้าสู่มณฑลยูนนานของจีน

ยุทธศาสตร์คอขวด (Malacca Dilemma): ท่อส่งน้ำมันนี้ช่วยให้จีนสามารถนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางได้โดยไม่ต้องผ่าน "ช่องแคบมะละกา" ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงที่อาจถูกสหรัฐฯ หรือพันธมิตรปิดล้อมหากเกิดความขัดแย้งในอนาคต

การเล่นเกมสองหน้า: จีนมีความกังวลว่าความไร้เสถียรภาพในเมียนมาจะกระทบต่อท่อส่งน้ำมันนี้ ในแง่หนึ่งจีนจึงให้การสนับสนุนรัฐบาลทหารเมียนมา (SAC) เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ แต่ในอีกแง่หนึ่ง จีนก็มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นและสนับสนุนกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธตามแนวชายแดนจีน-เมียนมา (เช่น กลุ่มพันธมิตรสามพี่น้อง) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือต่อรองและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่กระทบต่อคนจีน อาเซียนจึงกลัวว่าจีนจะเข้ามาควบคุมทิศทางของเมียนมาเบ็ดเสร็จจนอาเซียนหมดความหมาย

2. สหรัฐอเมริกาและตะวันตก: การปิดล้อมจีนและการส่งเสริมประชาธิปไตย

ในมุมของสหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตก เมียนมาคือหนึ่งในสมรภูมิของยุทธศาสตร์ Indo-Pacific ที่ใช้ในการคานอำนาจของจีน

กฎหมาย BURMA Act: สหรัฐฯ ได้ผ่านกฎหมายที่อนุญาตให้รัฐบาลสามารถให้ความช่วยเหลือ (ที่ไม่ใช่แต่งตั้งกองกำลังทหารโดยตรง) แก่กลุ่มต่อต้าน รัฐบาลเงา (NUG) และกองกำลังปกป้องประชาชน (PDF) รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ

ความกังวลของอาเซียน: อาเซียนกลัวว่าหากสหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซงขยับหมากในเมียนมามากเกินไป ไม่ว่าจะผ่านการสนับสนุนเงินทุน อาวุธ หรือการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจขั้นรุนแรง จะยิ่งทำให้เมียนมากลายเป็น "สงครามตัวแทน" (Proxy War) ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น เมียนมาจะกลายเป็นรัฐล้มเหลว (Failed State) ที่ใจกลางภูมิภาคทันที

3. รัสเซีย: มหามิตรรายใหม่ของรัฐบาลทหาร

ในขณะที่ชาติตะวันตกคว่ำบาตร และจีนเล่นเกมการทูตที่ซับซ้อน รัสเซีย กลายเป็นประเทศที่ก้าวเข้ามาเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นที่สุดของรัฐบาลทหารเมียนมา

ผลประโยชน์ต่างตอบแทน: รัสเซียต้องการตลาดขายอาวุธ (เครื่องบินรบ เฮลิคอปเตอร์ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ) และต้องการพันธมิตรในเวทีโลกในช่วงที่รัสเซียเองก็โดนตะวันตกโดดเดี่ยว ส่วนรัฐบาลทหารเมียนมาก็ต้องการอาวุธประสิทธิภาพสูงมาใช้ในสงครามกลางเมือง รวมถึงเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติและการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย

ความกังวลของอาเซียน: การที่รัสเซียเข้ามามีอิทธิพลทางทหารในเมียนมา ยิ่งทำให้การเจรจาด้วยสันติวิธีของอาเซียนยากขึ้น เพราะรัฐบาลทหารเมียนมารู้สึกว่าตนเองยังมี "หลังพิง" เป็นมหาอำนาจที่มีสิทธิ์วีโต้ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เหมือนกับจีน
ทำไมเรื่องนี้ถึงทำให้อาเซียน "นอนไม่หลับ"?

หากมหาอำนาจเหล่านี้เข้ามาแบ่งขั้วแทรกแซงเมียนมาอย่างเต็มที่ สิ่งที่จะตามมาและเป็นฝันร้ายของอาเซียนคือ:

การสูญเสียความเป็นแกนกลาง (Loss of ASEAN Centrality): อาเซียนจะหมดอำนาจในการกำหนดทิศทางความมั่นคงในบ้านตัวเอง และต้องยอมให้มหาอำนาจภายนอกเข้ามาลากเส้นแบ่งเขตอิทธิพล

ความแตกแยกภายในอาเซียนเอง: ประเทศสมาชิกอาเซียนไม่ได้มีจุดยืนต่อมหาอำนาจเหมือนกัน บางประเทศเอนเอียงไปทางจีน บางประเทศใกล้ชิดสหรัฐฯ หากปัญหาเมียนมากลายเป็นสงครามขั้วอำนาจ มันจะรอยร้าวที่ลิ่มลึกเข้าไปในความสามัคคีของอาเซียน จนทำให้บล็อกนี้อ่อนแอลงในที่สุดครับ