Trump administration vows to dismantle the International Criminal Court https://t.co/y9iCeI4Dia
— TIME (@TIME) July 14, 2026
US Secretary of State Marco Rubio’s reprehensible attack on the ICC is the latest in a series of escalating and existential assaults by the Trump administration on the very idea of international justice.https://t.co/GyABg98lmf
— Amnesty International USA (@amnestyusa) July 14, 2026
VIDEO | "We will teach the ICC the full meaning of American resolve."
— The Cradle (@TheCradleMedia) July 13, 2026
US Secretary of State Marco Rubio has issued a stark warning regarding the International Criminal Court (ICC), accusing the tribunal of attempting to establish itself as an "unaccountable arbiter" that… pic.twitter.com/mtLfXNxsNB
นักการเมืองระดับเก๋าและนักการทูตอย่าง มาร์โก รูบิโอ ย่อมรู้ดีอยู่เต็มอกว่าในทางกฎหมายระหว่างประเทศ สหรัฐฯ ไม่มีสิทธิ์เดินไปสั่งปิดตึกหรือฉีกสนธิสัญญาที่ 120 กว่าประเทศร่วมกันเซ็นได้
ดังนั้น คำถามของคุณที่ว่า "แล้วเขาจะพูดออกมาเพื่ออะไร?" จึงเป็นหัวใจสำคัญของการวิเคราะห์ทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป้าหมายที่แท้จริงเบื้องหลังวาทกรรม "ทุบศาลทีละอิฐ" มีเหตุผลหลักอยู่ 4 ประเด็น ดังนี้:
1. การป้องปรามล่วงหน้า (Pre-emptive Deterrence)
นี่คือการส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรงที่สุด (Chilling Effect) ไปยังอัยการและผู้พิพากษาของ ICC ว่า "อย่าริอาจแตะต้องคนอเมริกันหรือพันธมิตรของสหรัฐฯ" * ในคำแถลงของรูบิโอ มีการยกตัวอย่างภาพของ "ทหารอเมริกัน" หรือ "เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนชายแดน" ที่อาจถูกลากตัวไปขึ้นศาลโลก
การขู่ว่าจะทำลายล้างศาล จึงเป็นการสร้างเกราะคุ้มกันล่วงหน้า เพื่อให้เจ้าหน้าที่ ICC เกิดความหวาดกลัวและต้อง "คิดแล้วคิดอีก" หากจะเปิดฉากสืบสวนคดีที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของสหรัฐฯ หรือพันธมิตรใกล้ชิด (เช่น อิสราเอล)
2. ผลประโยชน์ทางการเมืองภายในประเทศ (Domestic Politics)
วาทกรรมนี้ไม่ได้ส่งถึงกรุงเฮก (ที่ตั้ง ICC) มากเท่ากับที่ส่งถึง "ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งชาวอเมริกัน"
แนวคิดแบบ "อเมริกาต้องมาก่อน" (America First) และการต่อต้านลัทธิโลกาภิวัตน์ (Anti-Globalism) เป็นฐานเสียงสำคัญของรัฐบาลชุดนี้
การพูดคำว่า "ยุบศาลโลก" ฟังดูดุดัน แข็งกร้าว และแสดงถึงพลังอำนาจของสหรัฐฯ ที่ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกใจผู้นิยมขวาจัดและสายชาตินิยมในประเทศอย่างมาก
3. กลยุทธ์ "ขู่ให้สุด" เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง (Maximalist Bargaining)
ในทางเจรจาต่อรอง การตั้งเป้าหมายไว้สูงสุดกู่ (เช่น การสั่งยุบองค์กร) จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามหรือประเทศพันธมิตรตกเป็นรองตั้งแต่เริ่ม
เมื่อสหรัฐฯ ขู่ว่าจะทำลายศาลทิ้ง ประเทศพันธมิตรในยุโรปที่ยังอยากรักษา ICC ไว้ จะต้องเป็นฝ่ายยอมอ่อนข้อหรือเข้ามาอ้อนวอนขอเจรจา
สหรัฐฯ อาจใช้จุดนี้ในการต่อรองข้อตกลงอื่น ๆ เช่น บีบให้ประเทศยุโรปยอมเซ็นข้อตกลงทวิภาคีว่าจะไม่ส่งตัวคนอเมริกันให้ ICC (ซึ่งสหรัฐฯ เคยทำสำเร็จมาแล้วในอดีตผ่านข้อตกลง Article 98)
4. การส่งสัญญาณปรับเปลี่ยน "ระเบียบโลกใหม่" (Signaling a Shift)
รูบิโอต้องการประกาศให้โลกรู้ว่า ยุคสมัยที่สหรัฐฯ จะเกรงใจองค์กรพหุภาคี (Multilateralism) ได้จบลงแล้ว
การประกาศสงครามกับ ICC เป็นการขีดเส้นแบ่งที่ชัดเจนว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ชุดนี้ให้คุณค่ากับ "อำนาจอธิปไตยของรัฐชาติ" (State Sovereignty) เหนือกว่ากฎหมายโลกที่ไม่มีใครต้องรับผิดชอบ (Globalist Bureaucracy) เป็นการเตือนองค์กรระหว่างประเทศอื่น ๆ (เช่น UN หรือ WHO) ไปในตัวด้วยว่าหากล้ำเส้น สหรัฐฯ พร้อมจะใช้วิธีรุนแรงแบบเดียวกัน
📌 บทสรุป
คำว่า "จะยุบศาล" จึงไม่ใช่แผนการทางกฎหมาย แต่เป็น "อาวุธทางจิตวิทยาและการทูต" รูบิโอไม่ได้หวังจะเห็นศาลล่มสลายในพริบตา แต่เขาต้องการให้ศาล "กลัวจนไม่กล้าขยับ" และส่งสัญญาณให้โลกเห็นว่าสหรัฐฯ พร้อมจะใช้อำนาจดิบทางการเงินและการทูตจัดการกับใครก็ตามที่กล้าท้าทายอธิปไตยของตน