Suchart Sawadsri
16 hours ago
·
ความรำลึกย้อนหลัง
ปรับจากโพสต์เก่า เมื่อ 11 ปีที่แล้ว
ย้อนถึง "เทียนอันเหมิน" และ "โรคประจำศตวรรษ"
ภาพในอดีตที่ทำให้ทั่วโลกไม่ลืม "เทียนอันเหม็น" ผมเรียกของผมเช่นนั้น เคยเขียนบทกวีให้เหตุการณ์นองเลือดในครั้งนั้นด้วยชื่อนี้ด้วย และตั้งแต่นั้นผมก็ไม่เรียกประเทศนี้ว่า "สาธารณรัฐประชาชนจีน" อีกต่อไป แต่กลับมาเรียกแบบเกรียนๆว่า "เจ๊กแดง" หรือถ้าให้สุภาพก็ในชื่อ "จีนแดง" เหมือนยุค "สงครามเย็น" ในช่วงรุ่นทศวรรษ 1950 ที่ยังมี 2 จีน 2 ระบบ คือ "จีนแดง" กับ "จีนไต้หวัน" ทั้งๆที่ครั้งหนึ่งผมเคยชื่นชมการต่อสู้ของ "เหมาเจ๋อตง" และ "คอมมิวนิสต์จีน" ถึงกับจัดทำ "สังคมศาสตร์ปริทัศน์" ฉบับ "แนะนำสาธารณรัฐประชาชนจีน" ( พฤศจิกายน พ.ศ.2514 ) และเป็นสื่อมวลชนฉบับแรกในยุคเผด็จการ "ถนอม - ประภาส" ที่ใช้คำๆนี้อย่างเป็นทางการว่า "สาธารณรัฐประชาชนจีน" พร้อมกับเขียน "บทนำ" เรื่อง "นโยบายจีนเดียว" เสนอให้รัฐบาลไทยในสมัยนั้นยอมรับจีนแผ่นดินใหญ่ว่าเป็นตัวแทนในองค์การสหประชาชาติแทนจีนไต้หวัน
ผลจากการทำ "สังคมศาสตร์ปริทัศน์" ฉบับ "แนะนำสาธารณรัฐประชาชนจีน" ฉบับนี้ทำให้ผมได้รับจดหมายเรียกตัวจากตำรวจสันติบาลให้ไปพบ ( เรียกในสมัยนี้ก็คือ "เชิญไปปรับทัศนคติ" ) ผู้การสันติบาลกอง 2 ฝ่ายเอกสารและหนังสือพิมพ์ ที่มีจดหมายเรียกตัวให้ไปพบในสมัยนั้น คือ พ.ต.ท.นิรันดร์ วรหิรัญ ผมเองก็ไปพบ และเขาก็ให้ผมเซ็นรับทราบการไปพบในครั้งนั้น คล้ายเป็นการเตือนว่า "ทีหลังอย่าทำอีก" แต่พอกลับมาจากสันติบาลแล้ว อีกไม่นานต่อมาผมก็ยังทำอีก คือต้องสารภาพว่าในครั้งที่จัดทำ "สังคมศาสตร์ปริทัศฯ์" ฉบับ "แนะนำสาธารณรัฐประชาชนจีน" นั้น ผมเทใจให้กับ "จีนเหมาเจ๋อตง" มากกว่า "จีนเจียงไคเซ็ค"
หนังสือเล่มของกอง บก."สังคมศาสตร์ปริทัศน๋" ที่ผมจัดทำในช่วงเมื่อปี 2518 ก็มีชื่อหนังสือว่า "การปฏิวัติของจีน" และผมไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าทำไมในช่วงนั้นผมจึงทำตัวเหมือนเป็น "สาวกท่านประธานเหมา" ( Moaist ) แต่แล้วต่อมาอีกไม่นาน ก่อนช่วงเกิดเหตุการณ์นองเลือด "6 ตุลาคม 2519" ผมก็ไม่เอาด้วยกับแนวความคิด "ซ้ายจัด" แบบ "เหมาอิสต์" ซึ่งหมายความว่าไม่เอาด้วยกับแนวทางการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธในทุกรูปแบบเนื้อหา แต่แล้วไม่ว่าจะซ้ายแบบไหน เมื่อเกิด "6 ตุลาคม 2519" ซ้ายทุกประเภท สังคมนิยมทุกประเภท ก็กลายเป็นคอมมิวนิสต์แบบเดียวกันหมด และเกิดวาทกรรม "ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป" จนผลักดันให้คน "หนีตาย" ไปร่วมกับพรรคคอมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ( พคท.) ทั้งที่เต็มใจและไม่เต็มใจ ซึ่งในทางประวัติศาสตร์ความคิด นักประพันธ์ เช่น "ทมยันตี" ต้องรับผิดชอบในเหตุการณ์นองเลือด "6 ตุลาคม 2519" ไม่แตกต่างจาก "กิตติวุฒโฑ" ที่เป็นเข้าของตำพูด "ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป" ( เป็นพระแบบไหนก็ไม่ทราบทำผิดศีลข้อแรกได้อย่างหน้าตา่าเฉย )
แม้ว่าสถานการณ์ในตอนนั้นจะยากลำบาก เพราะเกิด "รัฐประหาร" ในช่วงเย็นวันที่ 6 ตุลาคม 2519 หลายคนไม่รู้จะเดินหน้าหรือถอยหลัง และไม่รู้ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายไปแบบไหน แม้จะไม่แน่ใจในความปลอดภัย แต่ผมก็ตัดสินใจ "ไม่เข้าป่า" ไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เพราะมีความรู้สึกลึกๆว่า พคท.ทำตัวเป็นเหมือนเอเยนต์ให้กับ พคจ. ( พรรคคอมมิวนิสต์จีน ) ผมตัดสินใจ "ไม่เข้าป่า" โดยใช้วิธี "หลบอยู่ใต้ขนตาศัตรู" ตามสำนวนใน "สามก๊ก" แต่ในช่วงนั้น ถ้าสถานการณ์เลวร้ายมากขึ้น ผมก็เตรียมทางเลือกไว้ 2 ทาง คือถ้าไม่ "เข้าป่า" ตามที่มีสายจัดตั้งไว้แล้ว ก็จะลี้ภัยไปสวีเดน แต่ในช่วงตั้งแต่ปี 2520-2523 ที่ "หลบอยู่ใต้ขนตาศัตรู" นี่เอง ที่ผมไปเป็นบรรณาธิการ "โลกหนังสือ" รายเดือนให้กับร้านหนังสือดวงกมลของคุณสุข สูงสว่าง
ผมตัดสินใจไม่เป็น "แนวร่วมด้านกลับ" ให้ฝ่ายไหนทั้งนั้น และด้วยอาจเป็นเพราะเหตุนี้ก็ได้ ในช่วงที่มีการสู้รบในเขตป่าเขา ผมจึงมักได้รับการเทศนามาจาก "สหายในป่า" บางคน ซึ่งขณะนั้นกำลังสุดจิตสุดใจกับ พคท. เป็นต้นวิจารณ์ว่าผมว่าเป็นพวกโลเล เป็น "เสือจร" ไม่เข้าใจทฤษฏี "ไดอะเลกติก" ไม่เข้าใจเรื่อง"วัตถุนิยมประวัติศาสตรฺ์" ( คือไม่เข้าใจ Dialectic Materialism ) และก็มีสหายบางคนวิจารณ์ว่าเป็นพวกนิยมทรอตสกี้ มีแนวโน้มเป็นพวก "อนาคิสต์" ถึงขนาดมีจดหมายจากสหายในป่าบางฉบับบอกว่าผมเป็นพวก "ลัทธิแก้" ตามแนวทาง "สู้ในเมืองผ่านวิธีรัฐสภา" ของผิน บัวอ่อน และประเสริฐ ทรัพย์สุนทร มีอยู่บางฉบับของผู้เป็นเจ้าของวลี "จากวนาถึงนาคร" ในช่วงปี 2520 ได้ฝากสั่งสอนไปถึง ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ด้วยว่า "อย่าลุ่มหลงนางนวลโจนาธาน และพ่อมดอ๊อซให้มากนัก" และก็มีนักวิจารณ์วรรณกรรมในสายจัดตั้งบางคนวิจารณ์ว่าผมเป็นพวกศิลปินที่เผชิญกับโรคร้าย-โรคประจำศตวรรษ ( ยืมคำมาจาก สมชาย ปรีชาเจริญ หนึ่งในนามปากกาของ จิตร ภูมิศักดิ์ ) ผู้ที่วิจารณ์ทำนองนี้ได้เคยวิจารณ์สั่งสอนผมมาก่อนแล้ว ผ่านจากการวิจารณ์หนังสือรวมเรื่องสั้นชุด "ความเงียบ" ที่รวมพิมพ์ครั้งแรกปี พ.ศ.2515 ผมก็เฉย และเหมือนจะรู้ขึ้นมาในทันทีว่า ความคิด "ซ้ายจัด" ในมุมมอง "การเมืองนำศิลปะ" แบบสั่งสอน ( didactic ) นั้นไม่มีทางที่จะเอาชนะได้แน่ ซึ่งก็จริง หลังจาก "ป่าแตก" เพราะนโยบาย 66/23 ทุกอย่างก็พังครืน และที่ไม่น่าเชื่อว่าในอีก 30 ปีต่อมา บรรดาสหาย "เหมาอิสต์/ซ้ายจัด" ทั้งหลายที่เคยสั่งสอนผมในช่วงก่อนและหลัง "6 ตุลาคม 2519" ย้อนมาในเวลาปัจจุบันก็มีหลายคนกลับไปฝักใฝ่ขบวน "เสื้อเหลือง" ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล และขบวน กปปส.ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ บางคนไปเป็นคอลัมนิสต์ให้ นสพ."ผู้จัดการ" "ไทยโพสต์" และ "แนวหน้า" ถ้าเข้าใจไม่ผิด สหาย "ซ้ายจัด" ที่เคยวิจารณ์ว่าผมเป็น "ศิลปินที่เผชิญกับโรคร้าย - โรคประจำศตวรรษ" นั้น ก็กลายไปเป็นคอลัมนิสต์เอียงขวา ( แบบไม่ประจำ ) อยู่ใน นสพ."แนวหน้า"
ผมก็ยังอยู่ที่เดิมของผม ตัดสินใจไม่ไป "ศึกษาต่อต่างจังหวัด" และเหตุการณ์ฆ่าประชาชนที่ "เทียนอันเหม็น" เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ.1989 ( พ.ศ.2532 ) ก็เปลี่ยนมุมมองของผมใหม่อย่างสิ้นเชิง จากที่ครั้งหนึ่ง "สังคมศาสตร์ปริทัศน์" เป็นสื่อมวลชนฉบับแรกที่ประกาศชื่อว่า "สาธารณรัฐประชาชนจีน" ในปี 2514 แต่ความหน้าไหว้หลังหลอกและการฆ่าประชาชนของตนเองหลังเหตุกาณณ์ "เทียนอันเหมิน" ทุกวันนี้ผมจึงกลับไปเรียกว่า "จีนแดง" อีกครั้ง ถ้าเกรียนมากก็เรียกว่า "เจ๊กแดง" ไปเลย และเรื่องนี้ไม่ใช่วิธีคิดแบบ Racism แต่เป็นการบอกเลิกกับ "นโยบายจีนเดียว" ที่มีแค่จีนแผ่นดินใหญ กลับไปมองเรื่องหลายจีน - จีนไต้หวัน จีนสิงคโปว์ จีนมาเลย์ จีนอินโดฯ และจีนไทย ( ที่สนธิ ลิ้มทองกุล และจำลอง ศรีเมือง เคยเรียกตัวเองว่า "ลูกจีนรักชาติ" ที่เข้าใจว่าคงจะไม่ใช่ในความหมาย "ลูกเจ๊กแดงรักชาติ )
สหายซ้ายและและซ้ายจัดของผมบางคน ที่ปัจจุบันเปลี่ยนไปอยู่อีกฝั่ง และสนับสนุนการเข้ามาทำรัฐประหารของ คสช. พวกเขาจะรู้สึกอย่างไรบ้างเมื่อทราบข่าวเรื่องนักศึกษาชายหญิง 4 คนถูกทำร้ายจากฝ่ายอำนาจรัฐเผด็จการ เพราะไปร่วมชุมนุมเชิงสัญลักษณ์ในวาระครบ 1 ปี การทำรัฐประหารของ ตสช. พวกเขาเหล่านั้นไปร่วมชุมนุมอย่างเชื่อมั่นในสันติภาพและประชาธิปไตย แต่กลับได้รับบาดเจ็บ และ "ถูกหมาย" เรียกตัว โดยถูกตั้งข้อหาว่า "ขัดคำสั่ง คสช."
จาก "เทียนอันเหม็น" มาลงที่เรื่อง" นกหวีด" และ คสช.
ศิลปินที่เผชิญกับ "โรคประจำศตวรรษ" ก็ทำได้แค่นี้แหละครับ
ขอความถูกต้องจงคุ้มครองนักศึกษาหนุ่มสาวทั้ง 4 และหวังให้เหตุการณ์จับกุมนักศีกษาหนุ่มสาวทั้ง 4 ของ คสช.จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น
-----------
หมายเหตุ : นักศึกษาที่ถูกจับในวันครบรอบ 1 ปี รัฐประหาร คสช. ที่จำได้คือ รังสิมันต์ โรม และ แมน ปกรณ์ เข้าใจว่าวันนั้นมี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มาร่วมชุมนุมด้วย แต่ไม่ถูกจับ ผมเองก็ตั้งใจจะไปดูงานแสดงศิลปกรรมของ ครองศักดิ์ จุฬามรกต ที่หอศิลป์ กทม.ในวันนั้นพอดี แต่ไม่ได้ไป เพราะมีนัดดื่มเบียร์กับ Ben Anderson ที่มติชน และเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมได้พบ Ben Anderson
-----------
1. "สังตมศาสตร์ปริทัศน์" ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2514 ที่ตำรวจสันติบาลเรียก บก.ไป "ปรับทัศนคติ"
2. "การปฎิวัติของจีน" สุชาติ สวัสดิ์ศรี บรรณาธิการ โครงการหนังสือเล่ม "สังคมศาสตร์ปริทัศน์" พ.ศ.2518