วันจันทร์, มิถุนายน 08, 2569

2-3 เดือนนี้ถ้าใครตามข่าวเศรษฐกิจจาก "อินโดนีเซีย" จะเห็นสัญญาณเตือนภัยสีแดงเข้ม ที่กำลังเผชิญกับภาวะ Perfect Storm ที่เราควรถอดบทเรียนเตือนใจกัน เกิดอะไรขึ้นกับอินโดนีเซีย นโยบายแบบไหนที่ทำให้ตลาด "สะบัดบ็อบหนี" จากตลาดที่น่าสนใจที่สุดประเทศหนึ่ง และทำไมคนไทยถึงต้องดูเรื่องนี้ให้ดี?

https://www.facebook.com/lpipat/posts/10164408596595700

Pipat Luengnaruemitchai
6 hours ago
·

Perfect storm ถล่มอินโดนีเซีย: เมื่อนโยบายไม่เกรงใจตลาด เสถียรภาพที่สร้างมาเป็นทศวรรษก็พังได้ในพริบตา

ช่วง 2-3 เดือนนี้ถ้าใครตามข่าวเศรษฐกิจในภูมิภาค จะเห็นสัญญาณเตือนภัยสีแดงเข้มจากเพื่อนบ้านเราอย่าง "อินโดนีเซีย" ที่กำลังเผชิญกับภาวะ Perfect Storm หรือพายุเศรษฐกิจลูกใหญ่ ที่เราควรถอดบทเรียนเตือนใจกัน
เกิดอะไรขึ้นกับอินโดนีเซีย นโยบายแบบไหนที่ทำให้ตลาด "สะบัดบ็อบหนี" จากตลาดที่น่าสนใจที่สุดประเทศหนึ่ง และทำไมคนไทยถึงต้องดูเรื่องนี้ให้ดี?

ตลาดตื่นตระหนก: สรุปความยับเยินของ "หุ้น-ค่าเงิน-ดอกเบี้ย" ในช่วง 3 เดือน
อินโดนีเซียที่เคยเป็น "เค้กชิ้นโต" เนื้อหอมในสายตานักลงทุนต่างชาติ เจอกลไกตลาดกระหน่ำลงโทษ อย่างรุนแรงและรวดเร็วในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา:

ค่าเงินรูเปียะ อ่อนค่าฮวบฮาบทะลุกรอบจิตวิทยาอย่างไร้แรงต้าน จากเดือนมีนาคมที่อยู่ราว 16,985 รูปิยาห์/ดอลลาร์ ล่าสุดดิ่งทะลุ 18,020 รูปิยาห์ต่อดอลลาร์สหรัฐ ทำสถิติอ่อนสุดต่อเนื่องเป็นประวัติการณ์

ตลาดหุ้นดิ่งเหว (JCI): ระหว่างที่ตลาดหุ้นทั่วโลกทำ all time highs กัน ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย เผชิญแรงเทขายจากต่างชาติ อย่างหนักหน่วง เฉพาะเดือนพฤษภาคมเดือนเดียวดัชนีทรุดลงไปถึง 11.92% และล่าสุดดิ่งกระแทกพื้น ลดลง 4.20% ภายในวันเดียว ต่ำที่สุดในรอบปี 2026 (หากนับต้้งแต่ต้นปี ตลาดหุ้นอินโดนีเซียลบไปแล้วกว่า 36% ลบภาพของตลาดหุ้นที่ให้ตอบแทนดีที่สุดประเทศนึงในปี 2025 ไปเลย)

ดอกเบี้ยนโยบายพุ่งสวนทาง: จากเดิมที่พยายามตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ 4.75% เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่สุดท้ายทนแรงเงินไหลออกไม่ไหว ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (Bank Indonesia) จำใจต้อง ปรับขึ้นดอกเบี้ยรวดเดียว 50 bps (0.50%) สู่ระดับ 5.25% ซ้ำเติมต้นทุนทางการเงินของภาคเอกชนทันที

โดนหั่น Outlook: ล่าสุดสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง Moody's และ Fitch ได้ปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือ (Sovereign Rating Outlook) ของอินโดนีเซียลงสู่ "แนวโน้มเชิงลบ" (Negative Outlook) เป็นที่เรียบร้อย

รากเหง้าของปัญหา: ประชานิยมค้ำคอ + ตัวเร่งจาก "Trilemma" และ "Danantara"

พายุลูกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอกอย่างสงครามในตะวันออกกลางที่ดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์ไปแตะ 96 ดอลลาร์เท่านั้น แต่เกิดจาก "โครงสร้างนโยบายในบ้าน" ที่สร้างความอึดอัดให้ตลาดทุน

กับดักงบประมาณอุดหนุนพลังงาน:
อินโดนีเซียใช้พลังงานวันละ 1.7 ล้านบาร์เรล แต่ผลิตเองได้แค่ 0.86 ล้านบาร์เรล (อินโดนีเซียเปลี่ยนจากสมาชิก OPEC กลายเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิตั้งแต่ปี 2003) รัฐบาลตั้งงบปี 2026 ไว้บนสมมติฐานน้ำมันที่ 70 ดอลลาร์ แต่ความจริงคือราคาน้ำมันพุ่งเฉียด 100 ดอลลาร์ โดยทุกๆ 1 ดอลลาร์ที่เพิ่มขึ้น รัฐบาลจะขาดดุลเพิ่มขึ้น 6.8 ล้านล้านรูปิยาห์ ถ้าราคายังค้างสูง ภาระอุ้มน้ำมัน ชดเชยให้บริษัท Pertamina และอุ้มค่าไฟฟ้า จะพุ่งเกิน 500 ล้านล้านรูปิยาห์ในปี 2026 ดุลการค้าต่ำสุดในรอบ 6 ปี เงินเฟ้อจ่อคุมไม่อยู่ แต่รัฐบาลก็ไม่กล้าขึ้นราคาน้ำมันเพราะกลัวเสียคะแนนนิยม แถมยังมีโครงการประชานิยมแจกอาหารกลางวันฟรีอีกเกือบ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ค้ำคออยู่
(แต่จริงๆ อินโดนีเซียก็ได้ประโยชน์จากราคาถ่านหิน น้ำมันปาล์ม และนิกเกิลที่พุ่งขึ้นพร้อมกันนะครับ)
เมื่อธนาคารกลางติดกับดัก "Impossible Trinity" (Policy Trilemma):

ตามหลักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารกลางไม่สามารถทำ 3 สิ่งนี้พร้อมกันได้ คือ (1) กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนให้คงที่ (2) ให้เงินทุนเคลื่อนย้ายเสรี และ (3) ดำเนินนโยบายการเงินเป็นอิสระเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ
เมื่ออินโดนีเซียเปิดให้เงินทุนเคลื่อนย้ายเสรี แต่เกิดวิกฤตศรัทธาจนเงินทุนไหลออก ธนาคารกลางจึงติดกับดักอย่างรุนแรง ถ้าอยากรักษาค่าเงินให้มีเสถียรภาพ ก็จำเป็นต้องยอม "แลก" ด้วยการขึ้นดอกเบี้ยและเสียทุนสำรองไปกับการแทรกแซงค่าเงิน ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยนี้เองที่เป็นการเหยียบเบรกฝั่งเศรษฐกิจในบ้านและทุบตลาดหุ้นให้พังลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ชนวนซ้ำเติมจากหน่วยงานรัฐใหม่อย่าง "Danantara":
สิ่งที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติ "หมดความอดทน" และสับสนมากที่สุด คือการจัดตั้งซูเปอร์โฮลดิ้งและหน่วยงานรัฐใหม่อย่าง Danantara (DSI) ที่รัฐบาลดึงดันจะเข้ามาควบคุมและจัดระเบียบการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์หลัก (เช่น ถ่านหิน, น้ำมันปาล์ม) โดยบังคับให้เอกชนรายงานธุรกรรมและแทรกแซงกลไกตลาด

ตลาดมองว่านี่คือการเพิ่มความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย (Policy Uncertainty) บิดเบือนการแข่งขัน และสะท้อนปัญหาด้านธรรมาภิบาล (Governance) จน Moody's ต้องออกโรงหั่น Outlook ของหน่วยงานนี้เป็นลบตามรัฐบาล และดัชนีระดับโลกอย่าง MSCI สั่งชะลอการรวมหุ้นอินโดนีเซียเพิ่ม

นอกจากนี้ดุลบัญชีเดินสะพัดอินโดนีเซียยังติดลบ ยิ่งทำให้ต้องพึ่งพาเงินทุนต่างชาติ แต่ไม่สามารถที่จะควบคุมวินัยตัวเอง (รัดเข็มขัด) เพื่อดึงดูดเงินทุนนั้นกลับมาได้

มองกลับมาที่ "ประเทศไทย": เราปลอดภัยกว่าจริง...แต่ห้ามประมาท!
หากดูตัวเลขผิวเผิน ตอนนี้ฐานะทางการเงินภายนอกของไทยดูปลอดภัยกว่าอินโดนีเซียพอควร (เพราะเศรษฐกิจโตช้า) เงินเฟ้อเราไม่สูง ไม่ได้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเยอะมาก ทุนสำรองเรายังหนา และโครงสร้างพื้นฐานเรายังไม่อ่อนแอเท่าเขา

แต่... เรื่องแบบนี้ก็สามารถเกิดกับประเทศไทยได้ในพริบตา ถ้าเราขาดความระมัดระวัง!

บทเรียนราคาแพงจากเพื่อนบ้านสอนเราอย่างตรงไปตรงมาว่า "ตลาดทุนและเจ้าหนี้โลกไม่มีวันปรานีใคร"
ถ้าในอนาคต รัฐบาลไทยใช้นโยบายเศรษฐกิจในลักษณะ "ประชานิยม" ที่เน้นการแจก การอุดหนุนระยะสั้น หรือการเปลี่ยนกติกาทางเศรษฐกิจตามใจชอบเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง โดยไม่เกรงใจวินัยการเงินการคลัง และไม่ได้สร้างความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริง...

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตอนนี้เราเริ่มมีสัญญาณเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่เริ่มลดน้อยลง ยิ่งต้องดูดีๆ และเราพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเยอะ ไม่มี Commodity Export ที่มา Offset ราคาน้ำมัน และยังมีประเด็นการค้าที่มาทำให้ต้องปวดหัวอีก

คำว่า "Trust, Confidence, and Stability" (ความน่าเชื่อถือ ความมั่นใจ และเสถียรภาพ) เป็นสิ่งที่สร้างยากมาก ต้องใช้เวลาสั่งสมสร้างกันมาเป็นทศวรรษ แต่เวลาที่ตลาดตัดสินใจลงโทษเพื่อทำลายความเชื่อมั่นนั้น มันใช้เวลาทุบหุ้นและเทขายค่าเงินเพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น

เมื่อไหร่ที่ต่างชาติตัดสินใจสะบัดบ็อบหนี และสถาบันจัดอันดับเครดิตหั่น rating อีก ต่อให้รัฐบาลจะงัดนโยบายสวยหรูแค่ไหนมาฉุด ตลาดก็อาจจะไม่ฟังเราอีกก็ได้

อย่ารอให้พายุพัดมากระหน่ำหลังคาบ้านเรา แล้วค่อยมาคิดได้ว่า "วินัยทางการคลัง" และ "ความน่าเชื่อถือของนโยบาย" สำคัญแค่ไหนครับ

https://www.facebook.com/lpipat/posts/10164408596595700