วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 04, 2569

ประชาไท ไล่ประวัติ 20 ปีแห่งความหลังของ ‘สุรพล นิติไกรพจน์’ ที่กำลังสร้างแรงเสียดทานสูงทางการเมืองในปัจจุบัน


ประชาไท Prachatai.com

15 hours ago
·
20 ปีแห่งความหลังของ ‘สุรพล นิติไกรพจน์’ ย้อนชีวิตนักกฎหมายรุ่นใหญ่
.
ชื่อ ‘สุรพล นิติไกรพจน์’ ศาตราจารย์ด้านกฎหมายมหาชน ที่เงียบหายไปนานถูกพูดถึงอย่างมากอีกครั้ง หลังมีการเปิดตัวว่าเป็น ประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ของ ‘ดร.โจ’ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตชิงตำแหน่งผู้ว่ากรุงเทพฯ ของพรรคประชาชน
.
การพูดถึงหรือการตั้งคำถามเกิดขึ้นในหมู่ที่ติดตามการเมืองไทยมายาวนานพอ และจำบทบาทของเขาได้ชัดเจนบ้าง บางเบาบ้าง แต่อดีตก็คืออดีต หาใช่ปัจจุบันที่อาจเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ดังที่ ดร.โจได้ออกมาชี้แจงแล้วว่า แม้สุรพลจะมีบทบาทในยุคหลังรัฐประหาร แต่มีการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและร่วมสนับสนุนพรรค เป้าหมายของพรรคคือการเปลี่ยนคนเห็นต่างให้ร่วมสนับสนุนผลักดันวาระทางสังคม
.
อย่างไรก็ตาม ความร้อนแรงของปัจจุบันเทียบไม่ได้เลยกับในอดีต และนั่นอาจเป็นอีกคำตอบหนึ่งว่าทำไมแรงเสียดทานจึงยังมีต่อเนื่องถึงวันนี้ แม้เวลาจะผ่านมายาวนาน
.
หากย้อนไปเวลาไปในปี 2549 ซึ่งเกิดรัฐประหารโดย คมช. หลังจากประเทศไทยห่างหายจากรัฐประหารไปถึง 15 ปีและผู้คนคิดว่าทหาร ‘กลับเข้ากรมกอง’ หมดแล้ว เวลานั้นสุรพลดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาตอบรับการเป็น สนช. (สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ) ที่ตั้งขึ้นโดยคณะรัฐประหาร เช่นเดียวกับอธิการบดีมหาวิทยาลัยและนักวิชาการอีก 29 คน (อ่านที่ https://prachatai.com/journal/2006/10/10074 และ https://prachatai.com/journal/2006/10/10075)
.
นับเป็น ‘ความย้อนแย้งขั้นสุด’ ระหว่างมหาวิทยาลัยที่แบกประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไว้บนบ่า กับกลไกของที่ตั้งขึ้นโดยคณะรัฐประหาร มีการเคลื่อนไหวล่ารายชื่อจากประชาคมธรรมศาสตร์และนักวิชาการ เพื่อให้สุรพลเลือกซักทางว่าจะเป็นอธิการ มธ.หรือจะเป็น สนช. (อ่านที่ https://prachatai.com/journal/2006/10/10289 และ https://prachatai.com/journal/2006/11/10338 )
.
ในเวลานั้นสุรพลได้ออกมาอธิบายเหตุผลอย่างเป็นเรื่องเป็นราวผ่านเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เองในลักษณะบทสัมภาษณ์ ในฐานะ ‘ผู้มองสถานการณ์ตามความเป็นจริง’ และการเสียสละเข้าไปทำให้อนาคตข้างหน้าดีขึ้น
.
“ผมแยกระหว่างสิ่งที่มันเกิดขึ้นและแก้ไขอะไรไม่ได้โดยที่เราไม่ได้เห็นด้วยกับมัน - กับผลที่ตามมาซึ่งเป็นปัจจุบันและอยู่ในวิสัยที่เราจะดัดแปลงหรือไปผลักดัน ให้มันออกมาในทางที่ดีและป้องกันไม่ให้สิ่งที่เราไม่ชอบหรือเห็นว่าไม่ถูกต้องให้มีโอกาสเกิดขึ้นมาได้อีก”
.
“ผมสุจริตใจและเชื่อมั่นในมโนสำนึกของผมที่จะคอยเตือนให้ทำในสิ่งที่ถูกและคิดว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทย แม้ว่าจะเห็นว่าการวางเฉย การไม่ร่วมสังฆกรรมใดๆ ทั้งสิ้นอย่างที่เพื่อนนักวิชาการหลายคนทำ จะทำให้เราปลอดภัย สถานภาพของเราไม่ถูกกระทบกระเทือนและไม่ถูกใครมาด่า จะเป็นทางที่ง่ายที่สุดในการรักษาภาพลักษณ์ รักษาหน้าตาของตัวเองและพูดได้ว่าเราได้รักษาหลักการที่น่าเชื่อไว้ก็ตาม”
.
“ผมเป็นพวกชอบอ่านนิยายกำลังภายใน และเชื่อที่โก้วเล้งเขียนไว้ในหลายเรื่องว่า " ถ้าหาก เราไม่ลงนรก แล้วผู้ใดจะลงนรก" ถ้าคนที่รู้เรื่อง เข้าใจการเมือง และพูดอะไรก็มีคนฟังอยู่บ้าง อย่างที่ผมและเพื่อนนักวิชาการหลายคนเป็นอยู่ ไม่เข้าไปผลักดัน ไม่เข้าไปถากถางเส้นทางของระบบปกครองในระบอบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น แล้วใครจะเข้าไปทำ เราจะไว้วางใจให้คณะทหารหรือคนที่ทำงานให้ทหารมาโดยตลอดเป็นคนกำหนดกติกาการปกครอง เป็นคนเขียนรัฐธรรมนูญ เป็นคนออกกฎหมายแต่ฝ่ายเดียวอย่างนั้นหรือ”
.
ส่วนหนึ่งที่สุรพลให้สัมภาษณ์ไว้คราวนั้น
.
รูปธรรมที่เขาได้ชิมลางมาก่อนหน้านี้แล้วว่าตนเองสามารถร่วมกำหนดทิศทางกฎหมายประเทศร่วมกับคณะรัฐประหารได้คือ การได้มีโอกาสไปให้คำแนะนำหลายอย่างกับผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว แล้วก็ได้รับการตอบรับที่ดี ทำให้หน้าตาของกฎหมายดีขึ้น
.
“ผมขอเรียนว่าหลังรัฐประหาร 1 สัปดาห์ คือเมื่อ 25 กันยายน 2549 ผมได้รับการติดต่อจากนักกฎหมายที่กำลังยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ใช้อยู่นี้ให้ไปช่วยดูร่างรัฐธรรมนูญที่ยกร่างเบื้องต้นเสร็จแล้วที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผมก็ตัดสินใจไป โดยความเชื่ออย่างที่ว่า และเมื่อเข้าไปก็ได้เสนอความเห็นตามแนวทางที่ผมเชื่อหลายเรื่อง เช่น การตัดบทบัญญัติทำนองเดียวกับมาตรา 17 ของรัฐธรรมนูญการปกครองสมัยจอมพลสฤษดิ์ ที่ให้อำนาจเกือบจะเด็ดขาดแก่คณะปฏิวัติ เรื่องการห้ามไม่ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ รวมตลอดไปถึงคณะรัฐประหารหรือ คปค. เข้ามามีบทบาททางการเมือง ในรัฐธรรมนูญถาวรต่อไปอีก โดยห้ามมิให้มาสมัคร สส. หรือดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา เรื่องการกำหนดโครงสร้างของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญซึ่งผมเสนอให้นำตุลาการในศาลปกครองสูงสุดเข้าไปร่วมกับผู้พิพากษาศาลฎีกาด้วย เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องหลักๆ ซึ่งพอเสนอเข้าไป ข้อเสนอเหล่านี้ก็ได้รับการยอมรับ และกำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ โดยกลุ่มของนักกฎหมายที่มาช่วยกันดูตัวร่าง แล้วพอเสนอคณะรัฐประหารและอธิบายเหตุผลในเชิงหลักการ เขาก็ยอมให้กำหนดอย่างนี้ได้ แล้วหลายกรณีก็ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ใช้บังคับอยู่” (อ่านที่ https://prachatai.com/journal/2006/11/10335)
.
ความผิดหวังที่เกิดกับสุรพลนั้นรุนแรง นอกเหนือจาก ‘ยี่ห้อธรรมศาสตร์’ แล้ว อาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้ช่วงที่ พธม.เรียกร้องมาตรา 7 สุรพลได้ออกมาให้สัมภาษณ์แสดงความไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่าระบบยังคงเดินต่อไปได้ ‘ยังไม่ถึงเวลา’
.
“ถึงแม้จะมีพรรคการเมืองที่ประกาศเจตนารมณ์จะไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.ก็ถือว่าเป็นสิทธิของแต่ละพรรค ซึ่งแนวทางการเมืองของแต่ละพรรคไม่ทำให้กระทบต่อสิทธิของพรรคการเมืองอื่นๆ หรือกระทบต่อสิทธิของประชาชน แต่หลังจากนี้จะต้องดูพัฒนาการทางการเมืองว่าจะมีพัฒนาการอย่างไร หากมีเสียงเรียกร้อง มีการชุมนุมแสดงความคิดเห็นต่างๆ ในระยะต่อไปก็อาจจะมีเหตุให้ต้องดำเนินการตามมาตรา 7 ก็ได้ แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีเหตุที่จะต้องไปใช้มาตรา 7 เพราะทุกอย่างก็ได้เดินตามกรอบของรัฐธรรมนูญอยู่" อธิการบดี มธ.เคยให้สัมภาษณ์ (อ่านที่ https://prachatai.com/journal/2006/02/7532)
.
จากการต่อต้าน ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ที่ถูกสถาปนาให้เป็น ‘ระบอบ’ ในเวลานั้นซึ่งถนนทุกสายเห็นควรรื้อทำลาย ลากมาสู่ยุคสมัยของน้องสาว - ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเผชิญกับการต่อต้านของม็อบใหญ่ที่ยืดเยื้อรุ่น 2 คือ กปปส. นำโดยสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำหลายคนของพรรคประชาธิปัตย์รวมถึงเครือข่ายอนุรักษนิยม ปมเงื่อนสำคัญมาจากการต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของรัฐบาล ขยายตัวสู่ข้อเรียกร้อง ‘การปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง’ เพราะแม้ยิ่งลักษณ์จะประกาศยุบสภาในวันที่ 9 ธ.ค.56 การชุมนุมของ กปปส.ยังเดินต่อเนื่องจากเชื่อว่าระบอบทักษิณยังจะกลับมาได้ผ่านการเลือกตั้ง จึงเรียกร้องให้มีการลาออกจากรัฐบาลรักษาการ เพื่อให้เกิดสุญญากาศที่เปิดโอกาสให้มีการจัดตั้ง ‘สภาประชาชน’ สุเทพระบุว่านั่นเป็น ‘ประชาธิปไตยทางตรง’ แผนการปฏิรูปนี้จะแต่งตั้งตัวแทนสาขาอาชีพต่างๆ ประกอบกันเป็นสภาประชาชน คล้ายกับสภาสนามม้าที่ประชาชนหลายสาขาอาชีพมาช่วยกันร่างรัฐธรรมนูญปี 2517 (อ่านที่ https://prachatai.com/journal/2013/12/50263)
.
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้มีเค้าลางตั้งแต่ก่อนยุบสภาแล้ว ช่วงชุลมุนนั้น มีนักวิชาการจำนวนมากที่ออกมาอธิบายสนับสนุนแนวทางการตั้งสภาประชาชน กรณีของสุรพลเขาอธิบายว่า หากนายกฯ ยุบสภาแล้วจะไม่เป็นรัฐบาลรักษาการก็มีช่องทางทำได้ หรือจะไม่สนใจข้อเสนอสุเทพฯ ก็ได้ แต่อย่างไรก็เห็นควรว่าต้องยุบสภา (อ่านที่ https://www.isranews.org/.../item/25614-surapol_25614.html)
.
เรื่องราวความขัดแย้งรอบนั้นจบลงที่รัฐประหารอีกครั้งในปี 2557 ห่างจากรอบก่อนเพียง 8 ปี และมีอะไรตามมาอีกมากมาย ซึ่งอยู่ในวิสัยที่ผู้คนน่าจะพอจดจำได้มากขึ้น
.
มาถึงอีกจุดสำคัญคือปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงพีคของการชุมนุมที่นำโดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ซึ่งค่อยๆ ก่อตัวหลังมีการยุบพรรคอนาคตใหม่ในช่วงต้นปี ม็อบนี้มีข้อเรียกร้องหลัก 3 ข้อ คือ 1. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และองคาพยพลาออก 2. รัฐสภาต้องเปิดประชุมวิสามัญทันทีเพื่อรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และ 3. ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตย
.
18 กันยายน 2563 หรือ 1 วันก่อนการชุมนุม ‘19 กันยา ทวงอำนาจคืนราษฎร’ ของม็อบคนรุ่นใหม่ สุรพลได้กล่าวปาฐกถาหัวข้อ ‘ชีวิต งาน และปณิธานเมื่อ 60 ปี’ จัดที่หอประชุมเล็ก มธ. เล่าถึงเส้นทางการทำงานของตนเอง โดยช่วงหนึ่งคล้ายว่าจะส่งเสียงเตือนสติคนรุ่นก่อน และมองถึง ‘ความขัดแย้งระหว่างรุ่น’ ที่กำลังเกิดขึ้น เว็บไซต์คณะนิติศาสตร์ มธ.สรุปความช่วงหนึ่งไว้ว่า
.
“โลกและสังคมเกิดความเปลี่ยนแปลงโดยความเปลี่ยนแปลงนี้เร็วขึ้นเรื่อยๆ คนรุ่นเก่าจะตามไม่ค่อยทัน ความเร็วเพิ่มขึ้น 10 เท่า คนรุ่นใหม่เรียนรู้เร็วขึ้นผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่วนที่ตนเรียนรู้คือตอนนี้เมืองไทยกำลังเดินทางไปสู่ความขัดแย้งระหว่างคนสองยุค คือกลุ่มคนอายุ 50 ปีขึ้นไป และกลุ่มคนอายุต่ำกว่า 30 ปี คนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปเป็นคนที่มีฐานะการทำงานและครอบครัว น่าจะประมาณ 40% และกุมทุกอย่างไว้ไม่ว่าทางเศรษฐกิจ ทางการเมือง ส่วนในกลุ่มคนที่อายุน้อยกว่า 30 ปีนี้มีความเป็นอิสระ เขามีวิธีคิดของเขาโดยเฉพาะ เข้าใจโลกอีกแบบ ตนรู้สึกว่าคนกลุ่มนี้กำลังจะไม่มีที่ยืนในสังคมด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ ก่อนและหลังการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งไม่กระทบกับคนกลุ่มบน วันนี้กำลังจะมีความขัดแย้งเกิดขึ้นในสังคมไทยระหว่างคน 2 กลุ่ม คนในยุคเก่าไม่กล้าพูดเพราะเขามีสถานะที่ต้องรักษาไว้ ส่วนคนยุคใหม่ เขาไม่มีอะไรจะเสีย เรากำลังจะเผชิญหน้ากับคนกลุ่มนี้ซึ่งกำลังจะเริ่มต้นที่นี่ พรุ่งนี้
.
ตนไม่รู้ว่าจะจบอย่างไร ตนรู้จักกับทุกพรรค เข้าใจวิธีคิด เมื่อไรก็ตามที่คน 2 กลุ่มซึ่งไม่มีอะไรเหมือนกันเลยจำเป็นที่จะต้องตัดสินใจอะไรบางอย่างร่วมกัน เมื่อคนกลุ่มที่อายุมากกว่าไม่ยอมเปิด ไม่ยอมเสีย วันนั้นจะเกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ ขอเรียนว่าเวลาอยู่ข้างคนอายุน้อยกว่าเสมอ ถ้าเราไม่เปิดช่องทาง ไม่ฟังเขา ไม่ยอมปรับเปลี่ยนและเสียอะไรบางอย่างที่เรามี มันจะนำไปสู่อะไรบางอย่างที่อาจดีหรือแย่ มีการเรียนรู้ว่า ผู้มีอำนาจไม่เคยเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ ขอเรียนว่าคนเหล่านี้มีสิทธิมีเสียงในการแสดงออกของเขา การที่ไปตัดกระบวนการแสดงออกของเขาโดยไม่มีฐานทางกฎหมาย เช่น การยุบพรรคการเมืองก็จะนำไปสู่การปะทะครั้งใหญ่ เพราะเมื่อไรที่เขามีตัวแทนเขาก็จะไม่มาทำ เมื่อเขาไม่มีตัวแทนเขาก็จะลงมาบนถนน”
.
อีกจุดสำคัญที่อาจกล่าวได้ว่าสะท้อน ‘ความเปลี่ยนแปลง’ ของนักกฎหมายมหาชนผู้นี้ คือ การเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญให้กับคดียุบพรรคก้าวไกลในช่วงกลางปี 2567 หลังพรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้งปี 2566 เป็นพรรคอันดับหนึ่งได้ไม่นาน
.
ประเด็นสำคัญที่นักกฎหมายมหาชนรุ่นใหญ่ให้ความเห็นในการสู้คดี คือ

กกต.มีมติเสนอคำร้องยุบพรรคก้าวไกล ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่กระทำตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ต้องถูกเพิกถอนไป

กรณีที่ กกต. เห็นว่า ม.92 คือช่องทางยื่นยุบพรรคช่องทางหนึ่ง และ ม.93 คืออีกช่องทางหนึ่ง ส่งผลให้การเสนอคำร้องยุบพรรคมี 2 กระบวนการที่แตกต่างกัน แบบที่หนึ่ง ไม่ต้องเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองได้รับทราบข้อกล่าวหา-ชี้แจง แบบที่สอง เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองได้รับทราบข้อกล่าวหา-ชี้แจงโต้แย้ง

กกต.ไม่อ้างคำวินิจฉัยศาล รธน. ที่ 3/2567 มาเป็นฐานยื่นยุบพรรคก้าวไกล เนื่องจากเป็นคนละกรณีที่แตกต่างกัน

กรณีเป็นการล้มล้างการปกครองฯ หลายการกระทำมิใช่การกระทำของพรรค แต่เป็นในฐานะปัจเจกบุคคล-ใช้อำนาจหน้าที่ สส. มิได้เป็นการใช้กำลังบังคับ หรือเป็นการกระทำโดยใช้ความรุนแรงเพื่อให้การปกครองฯ สิ้นสุดลง

การเข้าชื่อเสนอร่างแก้กฎหมาย ม.112 ของ สส. ชอบด้วยวิถีทางของ รธน. และไม่อาจมีทางเป็นการบ่อนเซาะทำลายระบอบประชาธิปไตยฯ

กกต.เคยวินิจฉัยยกคำร้องกรณีนโยบายหาเสียง ม. 112 ของพรรคก้าวไกลไว้แล้ว เพราะเห็นว่ามิได้เป็นทำขัดต่อ พ.ร.ป.การเลือกตั้ง สส.
การยุบพรรคต้องระมัดระวัง มิเช่นนั้นอาจนำไปสู่การทำลายระบอบประชาธิปไตย

การยุบพรรคอาจส่งผลร้ายในอนาคต ทำลายดุลยภาพระหว่างฝ่ายค้าน กับ ฝ่ายรัฐบาล อาจนำไปสู่เผด็จการรัฐสภาได้

การกระทำของก้าวไกลใช้อำนาจหน้าที่-เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญจึงไม่เป็นเหตุแห่งการยุบพรรค

การวินิจฉัยยุบพรรคที่เป็นปฏิปักษ์ ไม่เคยทำให้เกิดทางออก หรือทางเลือกใหม่ ที่จะช่วยคลี่คลายวิกฤตทางการเมืองที่เป็นอยู่ ในทางตรงกันข้าม กลับสร้างความโกรธแค้นชิงชังในทางการเมืองให้มีเพิ่มมากยิ่งขึ้น

เรียกร้องไปยังตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่า กรุณาใช้มโนธรรมและความรัก ความห่วงใยในประเทศชาติ และประชาชนชาวไทยโดยรวมในการวินิฉัยชี้ขาดคดีนี้
.
ดูเหมือนว่า ‘คนรุ่นเดียวกับสุรพล’ จะไม่เห็นด้วยกับเขา ผลลัพธ์ยังคงเป็นการยุบพรรคก้าวไกลในเวลานั้น
.
ทั้งหมดนี้เป็นเพียง ‘อดีตโดยสังเขป’ แต่ก็ทำให้พอมองเห็นได้ว่าเหตุใดชื่อนี้จึงสร้างแรงเสียดทานสูงแม้เพียงในบทบาทเล็กๆ ทางการเมือง คงมีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะบ่งบอกเนื้อหาและทิศทางของความเปลี่ยนแปลงที่เราอาจมองไม่เห็น ความเปลี่ยนแปลงที่ว่าอาจไม่ใช่เพียงกับตัวสุรพล แต่กับการทำความเข้าใจความหมายของ ‘การเมือง’ บนเส้นแบ่งหนาๆ ของอุดมคติ-ปฏิบัตินิยม หลักการ-ความเป็นจริง ด้วยเช่นกัน
.
#การเมือง #สุรพลนิติไกรพจน์
.
อ่านเวอร์ชันเว็บไซต์ที่ลิงก์
https://prachatai.com/journal/2026/06/117593

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1445615487612754&set=a.643704854470492