
Mickey Yutthana Srisavat
Yesterday
·
ถ้าผมมีเงิน 1,621 ล้านบาท…
ผมคงไม่ใช้เงินก้อนนี้เพื่อทำให้คนไทยเป็นเพียง user ของ AI ต่างชาติแค่ 1 ปี
แต่ผมจะเปลี่ยนจาก expense เป็น investment แทน
ผมจะใช้เงินก้อนนี้ปั้น Startup made in Thailand ซัก 120 รายแทน โดยทำผ่านโครงการสนับสนุน startup ของ depa ที่มีอยู่แล้ว เช่น S2 และ S3 แต่เพิ่มวงเงินให้ใหญ่พอที่จะสร้างผลลัพธ์จริง
1. สนับสนุน startup รุ่นใหม่ หรือ seed stage 100 ราย
รายละ 4 ล้านบาท
(จากเดิมที่ S2 สนับสนุนรายละ 1 ล้านบาท)
วงเงินนี้ใกล้เคียงกับเงินก้อนแรกที่สถาบันบ่มเพาะ startup ระดับโลกอย่าง Y Combinator ลงทุนให้ startup ที่ได้รับคัดเลือกเข้าโครงการ นั่นคือ 125,000 USD เงินตั้งต้นจำนวนนี้จะได้มากพอที่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันในช่วงแรกได้ง่ายขึ้น
2. สนับสนุน startup กลุ่ม growth stage 20 ราย
รายละ 30 ล้านบาท
(จากเดิมที่ S3 สนับสนุนรายละ 5 ล้านบาท)
วงเงินนี้ใกล้เคียงกับ 1 ล้าน USD ซึ่งเป็นระดับเงินลงทุนที่ช่วยให้ startup ที่เริ่มพิสูจน์โมเดลธุรกิจได้แล้วว่ามีโอกาสขยายธุรกิจได้จริงและมีโอกาสไปต่างประเทศได้จริง
ทั้งหมดนี้ใช้เงินประมาณแค่ 1,000 ล้านบาทพอ (ยังเหลือเงินอีก 621 ล้าน)
แน่นอนว่าเราสามารถกำหนดเงื่อนไขได้ว่า startup ที่ได้รับการสนับสนุนต้องใช้ AI แก้ปัญหาจริง มีโมเดลธุรกิจจริง และมีโอกาสเติบโตออกไปต่างประเทศได้
ถ้า startup ไทยพวกนี้ลืมตาอ้าปากได้สำเร็จ พวกเขาจะจ้างงานในประเทศ สร้างรายได้ในประเทศ เพิ่ม GDP และเสียภาษีกลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจไทย
และถ้าเราโชคดีสนับสนุนจนมี startup ซักรายนึงเติบโตเป็น unicorn ได้สำเร็จ บริษัทสัญชาติไทยรายนั้นจะมีมูลค่าเกิน 30,000 ล้านบาท
ถ้าบริษัทนั้นทำกำไรได้ปีละ 500 ล้านบาท ประเทศไทยจะเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ประมาณปีละ 100 ล้านบาท จะกลายเป็นห่านทองคำของประเทศได้เลย
ถ้าบริษัทในไทยอย่าง LINE MAN ยังทำกำไรปีละ 500 ล้านบาทได้ ผมว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ฝันที่ไกลเกินจริง
คำถามคือ…
เราควรใช้เงิน 1,621 ล้านบาทสร้างเทคโนโลยี Made in Thailand ที่คนไทยเป็นเจ้าของและสามารถส่งออกไปขายต่างประเทศได้ มากกว่าแค่ได้บัญชี AI Pro ที่หมดอายุใน 1 ปีรึเปล่า?
—
ถ้าผมมี user 5 ล้านคน…
ผมคงไม่ยก user คนไทย 5 ล้านคนนี้เป็นได้แค่ผู้ใช้งานให้แพลตฟอร์มต่างชาติ
แต่ผมจะเปลี่ยนจาก user คนไทย ให้เป็น traction แทน
ผมจะใช้ user 5 ล้านคนนี้เป็นฐานที่มั่นให้ startup ไทยหาลูกค้าได้ง่ายขึ้น เพื่อว่า startup ไทยจะได้ traction เพิ่มขึ้นทันที มีโอกาสสร้างรายได้ให้ธุรกิจอยู่รอด แถม data ก็ยังไหลเวียนอยู่ในประเทศ ได้ case study สำหรับพัฒนา solution ให้ดียิ่งขึ้น
และที่สำคัญ startup ไทยพวกนี้จะได้มีตัวเลขการเติบโตไปคุยกับนักลงทุนในการระดมทุนรอบต่อๆ ไปได้ง่ายขึ้น
ตัวอย่างเรื่องนี้มีให้เห็นในประเทศอินโดนีเซีย
รัฐบาลอินโดนีเซียเปิดช่องทางให้ startup พัฒนาระบบขายตั๋วรถไฟแล้วนำมาเชื่อมกับระบบหลังบ้านของการรถไฟได้ ทำให้ Traveloka ได้ traction จากระบบขนส่งขนาดใหญ่ของประเทศซึ่งมีผู้โดยสารทุกวันนับล้านคน โดยที่รัฐบาลแค่เปิดตลาดให้ startup ได้ user เพิ่มขึ้นจาก demand ที่มีจริงอยู่แล้วเท่านั้นเอง
คำถามคือ…
การสนับสนุน startup ไทยด้วย user 5 ล้านคนแบบนี้ สร้างประโยชน์ให้ระบบเศรษฐกิจไทยได้มากกว่าปล่อยให้คนไทย 5 ล้านคนกลายเป็นแค่ user ของแพลตฟอร์มต่างชาติอย่างเดียวรึเปล่า?
—
ถ้าผมมีจอประชาสัมพันธ์ในร้านสะดวกซื้อ 1,500 สาขา…
ผมคงไม่ใช้จอพวกนี้แค่บอกให้คนไทยไปใช้บริการ AI ของต่างชาติ
แต่ผมจะเปลี่ยนจาก media เป็นเวทีอวดเทคโนโลยี made in Thailand แทน
ผมจะใช้หน้าจอพวกนี้ประกาศให้คนไทยทั้งประเทศรู้ว่า startup ไทยมี solution ดีๆ แบบเมืองนอกเหมือนกัน พวกเขาเพียงแค่รอให้คนไทยรู้จัก เปิดใจ และลองเข้ามาใช้งาน
เผลอๆ หน้าจอในร้านสะดวกซื้อ 1,500 สาขา อาจจะสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่อยากสร้างเทคโนโลยีสัญชาติไทยของตัวเองเพื่อไปปรากฏอยู่บนจอพวกนี้บ้าง
จอพวกนี้ควรทำหน้าที่บอกคนไทยว่า ประเทศไทยเป็นได้มากกว่าแค่ประเทศ user เพราะเรามี startup จำนวนมากที่พร้อมจะเป็น maker สร้าง solution ดีๆ เพื่อแก้ปัญหาให้คนบนโลกนี้ได้เต็มไปหมด
คำถามคือ…
การใช้จอในร้านสะดวกซื้อ 1,500 สาขาแบบนี้ ดูเข้าท่ากว่าการปล่อยให้จอพวกนี้ไปทำหน้าที่กระตุ้นให้คนไทยอยากไปใช้ของนอกมากกว่ารึเปล่า
—
แต่น่าเสียดายครับ
ผมไม่มีเงิน 1,621 ล้านบาท
ไม่มี user 5 ล้านคน
และไม่มีจอในร้านสะดวกซื้อ 1,500 สาขาด้วย
สิ่งที่ผมทำได้ตอนนี้คงเหลือแค่อย่างเดียว คือ
รอกดลงทะเบียน TH-AI Passport สิครับ
ใช้ AI แบบฟรีมานานแล้ว อยากใช้แบบ Pro บ้างจัง
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10242782584043700&set=a.1737144991449