
https://www.politico.com/news/2026/05/31/singapore-trump-china-hegseth-allies-00943832
สรุปบทความจาก Politico เรื่อง: เอเชียต้องรับมือกับจีน ในขณะที่ทรัมป์ถอนตัวกลับ
บทความจาก Politico (ฉบับวันที่ 31 พฤษภาคม 2026) เรื่องเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในเอเชียและการประชุมความมั่นคง Shangri-La Dialogue ที่สิงคโปร์ สามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้:
1. นโยบาย "พันธมิตรต้นแบบ" (Model Allies) ของรัฐบาลทรัมป์ ในการประชุม Shangri-La Dialogue ปี 2026 นายพีท เฮกเซท (Pete Hegseth) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะไม่ยอมให้ประเทศพันธมิตรเอาเปรียบหรือ "นั่งกินแรง" (Free ride) เม็ดเงินภาษีของชาวอเมริกันในเรื่องการทูตและความมั่นคงอีกต่อไป โดยสหรัฐฯ จะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกกับประเทศที่เป็น "พันธมิตรต้นแบบ" ซึ่งมีความพร้อม มีความเข้าใจสถานการณ์ และยินดีที่จะเพิ่มงบประมาณรวมถึงขีดความสามารถด้านกลาโหมของตนเองเพื่อปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ
2. ท่าทีที่อ่อนลงต่อจีนและการละเว้นเรื่องไต้หวัน สิ่งที่สร้างความประหลาดใจและสะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์คือ การที่นายเฮกเซทใช้น้ำเสียงที่อ่อนลงต่อประเทศจีนเมื่อเทียบกับอดีต โดยระบุว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-จีน ในปัจจุบันมีความมั่นคงและดีขึ้นกว่าในรอบหลายปีที่ผ่านมาหลังจากการพบปะกันระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง นอกจากนี้ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ยังไม่ได้กล่าวถึงไต้หวันโดยตรงในสุนทรพจน์หลัก ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบนับทศวรรษที่ผู้บริหารระดับสูงของเพนตากอนละเว้นการระบุชื่อไต้หวันในเวทีความมั่นคงแห่งนี้ โดยเขาระบุเพียงว่าจุดยืนของสหรัฐฯ ต่อไต้หวันยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่การตัดสินใจขายอาวุธให้ไต้หวันในอนาคตจะขึ้นอยู่กับการพิจารณาของประธานาธิบดีทรัมป์โดยตรง
3. การผลักดันให้เอเชียพึ่งพาตนเองมากขึ้น จากการที่สหรัฐฯ มุ่งเน้นแนวคิด "ต้องการพันธมิตร ไม่ใช่รัฐในอารักขา" (We need partners, not protectorates) ส่งผลให้ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ต้องปรับตัวและแบกรับภาระในการเผชิญหน้าหรือคานอำนาจกับจีนด้วยตัวเองมากขึ้น สหรัฐฯ ได้กล่าวชื่นชมกลุ่มประเทศในเอเชีย (เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย รวมถึงชาติในอาเซียน) ที่ตื่นตัวและเริ่มยกระดับงบประมาณกองทัพและการป้องกันประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งต่างจากพันธมิตรฝั่งยุโรปและ NATO ที่สหรัฐฯ วิจารณ์ว่ายังคงพึ่งพาอเมริกาและหลงไปกับวาทกรรมโลกาภิวัตน์ที่จับต้องไม่ได้
4. ความกังวลของภูมิภาค แม้สหรัฐฯ จะยืนยันว่ายังคงให้ความสำคัญกับความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกและจะไม่ปล่อยให้มีมหาอำนาจใด (โดยเฉพาะจีน) เข้ามาครอบงำเบ็ดเสร็จ แต่การที่สหรัฐฯ ปรับเปลี่ยนท่าทีมาเน้นเรื่องผลประโยชน์ต่างตอบแทนและการลดภาระผูกพันแบบเดิม ทำให้นักวิเคราะห์และผู้นำในเอเชียเริ่มมองว่า ภูมิภาคนี้อาจต้องเตรียมพร้อมรับมือกับอิทธิพลและการขยายอำนาจของจีนอย่างโดดเดี่ยวมากขึ้น ท่ามกลางนโยบายของทรัมป์ที่เน้นการถอนตัวหรือลดการอุดหนุนด้านความมั่นคงในต่างประเทศลง
บทสรุป: บทความชี้ให้เห็นว่า ยุคสมัยที่สหรัฐฯ จะยอมจ่ายเงินฝ่ายเดียวเพื่อเป็นร่มเงาความมั่นคงให้กับเอเชียได้สิ้นสุดลงแล้ว ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ปัจจุบัน เอเชียถูกกดดันให้ต้องเร่งสร้างความร่วมมือทางทหารและพึ่งพาตนเองเพื่อดุลอำนาจกับจีน ในขณะที่นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ หันไปมุ่งเน้นความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์เชิงพาณิชย์และงบประมาณกลาโหมที่สมน้ำสมเนื้อเป็นหลัก
สรุปบทความจาก Politico เรื่อง: เอเชียต้องรับมือกับจีน ในขณะที่ทรัมป์ถอนตัวกลับ
บทความจาก Politico (ฉบับวันที่ 31 พฤษภาคม 2026) เรื่องเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในเอเชียและการประชุมความมั่นคง Shangri-La Dialogue ที่สิงคโปร์ สามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้:
1. นโยบาย "พันธมิตรต้นแบบ" (Model Allies) ของรัฐบาลทรัมป์ ในการประชุม Shangri-La Dialogue ปี 2026 นายพีท เฮกเซท (Pete Hegseth) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะไม่ยอมให้ประเทศพันธมิตรเอาเปรียบหรือ "นั่งกินแรง" (Free ride) เม็ดเงินภาษีของชาวอเมริกันในเรื่องการทูตและความมั่นคงอีกต่อไป โดยสหรัฐฯ จะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกกับประเทศที่เป็น "พันธมิตรต้นแบบ" ซึ่งมีความพร้อม มีความเข้าใจสถานการณ์ และยินดีที่จะเพิ่มงบประมาณรวมถึงขีดความสามารถด้านกลาโหมของตนเองเพื่อปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ
2. ท่าทีที่อ่อนลงต่อจีนและการละเว้นเรื่องไต้หวัน สิ่งที่สร้างความประหลาดใจและสะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์คือ การที่นายเฮกเซทใช้น้ำเสียงที่อ่อนลงต่อประเทศจีนเมื่อเทียบกับอดีต โดยระบุว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-จีน ในปัจจุบันมีความมั่นคงและดีขึ้นกว่าในรอบหลายปีที่ผ่านมาหลังจากการพบปะกันระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง นอกจากนี้ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ยังไม่ได้กล่าวถึงไต้หวันโดยตรงในสุนทรพจน์หลัก ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบนับทศวรรษที่ผู้บริหารระดับสูงของเพนตากอนละเว้นการระบุชื่อไต้หวันในเวทีความมั่นคงแห่งนี้ โดยเขาระบุเพียงว่าจุดยืนของสหรัฐฯ ต่อไต้หวันยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่การตัดสินใจขายอาวุธให้ไต้หวันในอนาคตจะขึ้นอยู่กับการพิจารณาของประธานาธิบดีทรัมป์โดยตรง
3. การผลักดันให้เอเชียพึ่งพาตนเองมากขึ้น จากการที่สหรัฐฯ มุ่งเน้นแนวคิด "ต้องการพันธมิตร ไม่ใช่รัฐในอารักขา" (We need partners, not protectorates) ส่งผลให้ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ต้องปรับตัวและแบกรับภาระในการเผชิญหน้าหรือคานอำนาจกับจีนด้วยตัวเองมากขึ้น สหรัฐฯ ได้กล่าวชื่นชมกลุ่มประเทศในเอเชีย (เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย รวมถึงชาติในอาเซียน) ที่ตื่นตัวและเริ่มยกระดับงบประมาณกองทัพและการป้องกันประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งต่างจากพันธมิตรฝั่งยุโรปและ NATO ที่สหรัฐฯ วิจารณ์ว่ายังคงพึ่งพาอเมริกาและหลงไปกับวาทกรรมโลกาภิวัตน์ที่จับต้องไม่ได้
4. ความกังวลของภูมิภาค แม้สหรัฐฯ จะยืนยันว่ายังคงให้ความสำคัญกับความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกและจะไม่ปล่อยให้มีมหาอำนาจใด (โดยเฉพาะจีน) เข้ามาครอบงำเบ็ดเสร็จ แต่การที่สหรัฐฯ ปรับเปลี่ยนท่าทีมาเน้นเรื่องผลประโยชน์ต่างตอบแทนและการลดภาระผูกพันแบบเดิม ทำให้นักวิเคราะห์และผู้นำในเอเชียเริ่มมองว่า ภูมิภาคนี้อาจต้องเตรียมพร้อมรับมือกับอิทธิพลและการขยายอำนาจของจีนอย่างโดดเดี่ยวมากขึ้น ท่ามกลางนโยบายของทรัมป์ที่เน้นการถอนตัวหรือลดการอุดหนุนด้านความมั่นคงในต่างประเทศลง
บทสรุป: บทความชี้ให้เห็นว่า ยุคสมัยที่สหรัฐฯ จะยอมจ่ายเงินฝ่ายเดียวเพื่อเป็นร่มเงาความมั่นคงให้กับเอเชียได้สิ้นสุดลงแล้ว ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ปัจจุบัน เอเชียถูกกดดันให้ต้องเร่งสร้างความร่วมมือทางทหารและพึ่งพาตนเองเพื่อดุลอำนาจกับจีน ในขณะที่นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ หันไปมุ่งเน้นความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์เชิงพาณิชย์และงบประมาณกลาโหมที่สมน้ำสมเนื้อเป็นหลัก