วันพุธ, กันยายน 09, 2569

มนุษย์มักหลงลืมไปว่า ตำแหน่งมิได้ทำให้ทรราชกลายเป็นนักบุญ และเก้าอี้เสนาบดีมิเคยเป็นเครื่องชำระล้างมลทิน


พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
8 hours ago
·
เมื่อบัลลังก์แห่งอำนาจถูกสถาปนาขึ้นเป็นแท่นบูชาแห่งความชอบธรรม

มนุษย์มักหลงลืมไปว่า ตำแหน่งมิได้ทำให้ทรราชกลายเป็นนักบุญ และเก้าอี้เสนาบดีมิเคยเป็นเครื่องชำระล้างมลทิน

ถ้อยแถลงที่อ้างว่า “หากชั่วช้าจริง คงไม่อาจยืนหยัดอยู่บนยอดหอคอยแห่งการปกครองได้ยาวนานถึงเพียงนี้” คือภาพสะท้อนอันเปลือยเปล่าของภาพลวงตาทางจริยศาสตร์

เป็นการนำเอาผลลัพธ์ของสมการอำนาจมาสวมรอยเป็นความถูกต้อง บิดผันสัจจะจนกลับหัวกลับหาง

ประวัติศาสตร์อารยธรรมมนุษย์ไม่เคยขาดแคลนผู้กุมอำนาจที่มือเปื้อนเลือดหรือใจคดโกง

หากความคงอยู่ของตำแหน่งคือเครื่องการันตีความดีงาม ฮุนเซนคงเป็นผู้ทรงศีล และทรราชทุกยุคสมัยคงเป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง

การสถาปนาตนเองว่าบริสุทธิ์เพียงเพราะยังครอบครองอำนาจรัฐได้ จึงเป็นเพียงการใช้ผ้าคลุมแห่งยศถาบรรดาศักดิ์มาห่อหุ้มซากปรักหักพังทางมโนธรรม

ยิ่งไปกว่านั้น วาทะอันหยิ่งผยองที่ตัดขาดสายตาผู้อื่นด้วยการสถาปนาว่า “ใครไม่รู้ แต่ข้ารู้” คือการทำลายหลักการพื้นฐานของระบอบแห่งเหตุผล แล้วถอยร่นสู่วังวนแห่งอัตตาธิปไตย

ในโลกที่แสวงหาแสงสว่างแห่งปัญญา ความจริงย่อมดำรงอยู่ผ่านประจักษ์พยาน หลักฐานเชิงประจักษ์ และการถูกท้าทายด้วยสายตาของมหาชน

การผูกขาดความจริงไว้ใต้ดวงตาของตนแต่เพียงผู้เดียว มิใช่อื่นใดนอกจากการปิดหูปิดตาตนเองจากเสียงเรียกร้องของความยุติธรรม

เป็นคำตอบของจิตวิญญาณที่จนตรอกต่อเหตุผล จนต้องกู่ร้องอ้างบารมีเพื่อกลบเสียงซักฟอก

ท่ามกลางหมอกควันของข้อกังขาเรื่องการบงการและสมคบคิด

การเบี่ยงประเด็นจาก “ความโปร่งใสของกระบวนการ” ไปสู่ “ภาพลักษณ์ทางศีลธรรมของปัจเจกบุคคล” จึงเป็นเพียงกลลวงทางโวหารศาสตร์

การตอบโต้เช่นนี้ไม่ได้เป็นเพียงความล้มเหลวในการคลี่คลายความจริง แต่คือการประกาศกร้าวอย่างเย่อหยิ่งต่อสังคมว่า อำนาจที่อยู่ในมือมีน้ำหนักเกินกว่าจะต้องแยแสต่อความชอบธรรมใด ๆ อีกต่อไป


https://www.facebook.com/photo/?fbid=1601765204739045&set=a.189546429294270