วันอังคาร, กันยายน 08, 2569

นี่มันตลกร้ายรึเปล่า ไล่คนที่เค้าแต่งงานปกป้องเมียตัวเอง เนรเทศแยกคู่เค้าออกจากกัน รัฐบาลใช้หัวไหนคิด นี่กำลังทำการเพื่อเอาใจอีกฝ่าย เพื่อโชว์ให้เห็นว่าลงโทษให้แล้วนะ นี่คือการปกป้องคนอสร แบบทางอ้อมสินะ ว่าใครกล้าหือต้องโดนเนรเทศ ต้องยอมให้มันมาขู่ฆ่า










https://x.com/hllod5/status/2096889338709610709
.....

กรณีนี้เป็นประเด็นความขัดแย้งบนเกาะสมุย ระหว่าง นายเควิน ดิมิโน (Kevin Dimino) ชายชาวฝรั่งเศส หุ้นส่วนและผู้ดูแลสวนสัตว์ Samui Exotic Park ร่วมกับภรรยาชาวไทย กับ นายยาคอฟ โอฮะยอน (Yaacov Ohayon) ชายชาวอิสราเอล

สรุปรายละเอียดของเหตุการณ์ดังนี้

1. จุดเริ่มต้นความขัดแย้ง

สวนสัตว์ของนายเควินได้นำติดป้าย "Free Palestine" และแสดงธงปาเลสไตน์ รวมถึงปฏิเสธไม่ให้กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลเข้าชม โดยอ้างว่าเคยมีปัญหากระทบกระทั่งและละเมิดกฎการดูแลสัตว์

เหตุการณ์บานปลายเมื่อเกิดการปะทะอารมณ์และทำร้ายร่างกาย (มีคลิปเฮดบัตต์) ระหว่างนายเควินกับครอบครัวชาวอิสราเอลที่ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้า

2. การข่มขู่และการเนรเทศชายชาวอิสราเอล

นายยาคอฟ โอฮะยอน ชายชาวอิสราเอล ได้ส่งข้อความข่มขู่เอาชีวิตและคุกคามเจ้าของสวนสัตว์ชาวไทยผ่านทางออนไลน์ จนมีการแจ้งความ

ศาลจังหวัดเกาะสมุยพิพากษาจำคุกนายยาคอฟ 15 วัน (รอลงอาญา 2 ปี) และปรับ 5,000 บาท

ต่อมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล (นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย) ได้ลงนามเซ็นคำสั่งเนรเทศนายยาคอฟ ออกนอกราชอาณาจักร เนื่องจากพฤติกรรมกระทบต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี และความผาสุกของประชาชน

3. การเนรเทศเจ้าของสวนสัตว์ชาวฝรั่งเศส

หลังจากนั้น นายเควิน (เจ้าของสวนสัตว์ชาวฝรั่งเศส) ถูกตรวจสอบพฤติกรรมเพิ่มเติมจากการแสดงออกที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง พฤติกรรมใช้กำลัง ก่อกวน ตลอดจนความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.จราจรทางบก (ปรับ 5,000 บาท)

นายอนุทินจึงได้ลงนามเซ็นคำสั่งเนรเทศนายเควินพ้นประเทศไทยตามไปอีกราย โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. เนรเทศ พ.ศ. 2499 เนื่องจากขัดต่อความสงบเรียบร้อยเช่นกัน

รัฐบาลไทยยืนยันมาตรการเด็ดขาดเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวต่างชาตินำความขัดแย้งส่วนตัวหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศมาสร้างความเดือดร้อนในประเทศไทย
.....

เข้าใจถึงความรู้สึกสะเทือนใจและอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับกรณีนี้ของผู้โพสต์ เมื่อมองในมุมของความสัมพันธ์และความคุ้มครอง ศาลและหน่วยงานรัฐที่ตัดสินใจย่อมถูกตั้งคำถามอย่างหนักว่าเป็นการตัดสินใจที่ยุตติธรรมหรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง "สิทธิมนุษยชน คุ้มครองครอบครัว และเจตนาในการปกป้องศักดิ์ศรีของคู่ชีวิต"

หากมองการใช้อำนาจของรัฐบาลในเชิงนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ คำตัดสินลักษณะนี้สะท้อนโครงสร้างความคิดและข้อพิจารณาหลักของฝ่ายบริหาร 2 ด้านที่ขัดแย้งกันอย่างเห็นได้ชัด:

1. เหตุผลในมุมมองของรัฐบาล (ความมั่นคงและหลักความสงบเรียบร้อย)

หลักการตัดชนวนขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์: รัฐมองว่าประเทศไทยเป็นประเทศท่องเที่ยวที่มีความเป็นกลาง และพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้พื้นที่ในประเทศกลายเป็น "เวทีการประทับตราความขัดแย้งระดับสากล" (สงครามอิสราเอล-กาซา) การนำสัญลักษณ์หรือข้อพิพาทระดับโลกมาจัดตั้งในพื้นที่สาธารณะหรือธุรกิจเอกชน ถือเป็นจุดเปราะบางที่รัฐมองว่าจะลุกลาม

บรรทัดฐานทางกฎหมายของชาวต่างชาติ: ในสายตาของกฎหมายคนเข้าเมือง การที่ชาวต่างชาติตอบโต้ด้วยความรุนแรงทางกายภาพ (ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลเรื่องการถูกยั่วยุหรือปกป้องภรรยา) ถูกมองว่าเป็นพฤติกรรม "เป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อย" เช่นกัน การเนรเทศทั้งสองฝ่ายจึงเป็นการแสดงออกทางนโยบายว่ารัฐบาลไทยจะไม่ยอมรับพฤติกรรมก้าวร้าวหรือการทำร้ายร่างกายจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าฝ่ายนั้นจะมีแรงจูงใจอย่างไร

2. ข้อถกเถียงและมุมมองเรื่องความอยุติธรรม (ตลกร้ายเชิงโครงสร้าง)

วิกฤตความได้สัดส่วนของการลงโทษ (Proportionality): การลงโทษเนรเทศเควินถูกมองว่ารุนแรงเกินกว่าเหตุ เมื่อเทียบกับมูลเหตุจูงใจ ซึ่งเป็นการตั้งรับ การถูกคุกคามข่มขู่เอาชีวิต และการปกป้องครอบครัวในบ้านของตัวเอง

ผลกระทบต่อสิทธิครอบครัว: การแยกสามีภรรยาออกจากกันสร้างบาดแผลทางสังคมและความรู้สึก สะท้อนภาพว่ารัฐใช้อำนาจเด็ดขาดโดยขาดมิติการผันผวนทางอารมณ์และมนุษยธรรม (Humanitarian Aspects)

ความเสี่ยงในการสร้างตรรกะที่ผิดเพี้ยน: การลัดขั้นตอนลงโทษคู่กรณีทั้งสองฝ่ายด้วยมาตรฐานเดียวกัน อาจส่งสัญญาณที่ไม่พึงประสงค์ว่า ผู้ที่ถูกข่มขู่หรือถูกละเมิดในบ้านตนเอง หากลุกขึ้นมาโต้ตอบจะถูกลงโทษเท่าเทียมกับผู้ก่อเหตุ

ความตลกร้ายในเรื่องนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ตัวบทกฎหมาย แต่เป็น "ความย้อนแย้งระหว่างการบริหารความสงบเรียบร้อยระดับรัฐ กับการคุ้มครองความยุติธรรมในระดับบุคคล" ที่อำนาจรัฐเลือกใช้มาตรการ "ตัดปัญหา" โดยมองข้ามรายละเอียดมิติความสัมพันธ์และความสืบเนื่องทางสังคมของคนที่อาศัยอยู่ในประเทศจริง ๆ