วันจันทร์, มิถุนายน 29, 2569

ผลเลือกตั้ง ส.ก. (อย่างไม่เป็นทางการ) แสดงถึง พฤติกรรม "รักพี่เสียดายน้อง" ก็น่าจะได้มั้ง จากสก. 50 คน เป็นสก. หน้าเดิม 32 คน สก. หน้าใหม่เพียงแค่ 18 คนเท่านั้น






https://x.com/thestandardth/status/2071243638395342914
.....

THE STANDARD
@thestandardth

ผลเลือกตั้ง ส.ก. อย่างไม่เป็นทางการ กลุ่มไหนได้กี่ที่นั่ง

สรุปจำนวนผลการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) แต่ละกลุ่ม แต่ละสังกัดอย่างไม่เป็นทางการ จากประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งท้องถิ่นประจำกรุงเทพมหานคร ณ วันที่ 28 มิถุนายน 2569 เวลา 21.20 น.

และสามารถติดตามผลคะแนนผู้ว่าฯ กทม.-ส.ก. แบบละเอียดจัดเต็มได้อีกหนึ่งช่องทาง ผ่านหน้าเกาะติดผลการนับคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-ส.ก. บนเว็บไซต์ https://thestandard.co/bkkelection2569/

หมายเหตุ: คะแนนนี้เป็นคนละชุดกับคะแนนจากอาสาสมัครตามโครงการรายงานผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการของสื่อมวลชน
.....

ถอดรหัสการตัดสินใจคน กทม. ผ่านบัตร ส.ก.
ที่มา บีบีซีไทย
(https://www.bbc.com/thai/articles/c36y8p0xn2go)

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. กับ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ของพรรค แถลงยอมรับความพายแพ้ ช่วงค่ำ 28 มิ.ย. โดยเชื่อว่า "ทุกการพ่ายแพ้จะทำให้พรรคเข้มแข็งขึ้น กล้านำเสนอประเด็นที่ก้าวหน้ามากขึ้นต่อไป"

แม้เห็นว่าชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ 2 ครั้งติดต่อกันของผู้ว่าฯ กทม. รายนี้ จะมีส่วนเปลี่ยนการเมืองภาพใหญ่ได้ แต่ ดร.สติธรชี้ว่า สิ่งที่จะพิสูจน์ว่าชัชชาติมีฐานเสียงใน กทม. จริงหรือไม่ คือการที่ ส.ก. กลุ่มคนทำงานได้เข้าไปนั่งในสภา กทม. เกินครึ่งหนึ่ง แม้เจ้าตัวปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นพวกกัน แต่องคาพยพเครือข่ายต่าง ๆ มีแกนเดียวกันหมด

ดังนั้นการที่กลุ่มคนทำงานมีคะแนนมาเป็นอันดับหนึ่งอยู่ 11 เขต ซึ่งไม่ถึงครึ่งของสภา กทม. จึงยากจะอนุมานว่ากระแสนิยมของชัชชาติสร้างฐานเสียงใน กทม. ได้จริงหรือไม่ เหมือนกับครั้งที่แล้วที่คนก็รู้สึกว่าชัชชาติกับพรรคเพื่อไทยเป็นเนื้อเดียวกัน เพราะเพิ่งเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค พท. มาหมาด ๆ ในการเลือกตั้งปี 2562 พอมาลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ปี 2565 คนเลือกชัชชาติแลนด์สไลด์ 1.38 ล้านเสียง แต่พอเลือกตั้ง สส.กทม. ปี 2566 คนเลือกเพื่อไทยแค่ 1 เขต แปลว่ามันไม่เชื่อมโยงกันเลย อย่างนี้เอาไปต่อยอดอะไรไม่ได้ ความฟีเวอร์ของชัชชาติไม่ได้เกี่ยวเลย เป็นเรื่องตัวชัชชาติล้วน ๆ

ผลการเลือกตั้ง ส.ก. เมื่อปี 2565 พรรค พท. เป็นแชมป์เก่า นำ ส.ก. เข้าสภาเล็กได้ 20 คน ตามด้วยพรรค ก.ก. 14 คน และพรรค ปชป. 10 คน

มารอบนี้ มีเพียง 2 พรรคที่ส่งผู้สมัคร ส.ก. ครบทุกเขตคือ พรรคสีส้มมีแนวโน้มได้ ส.ก. 22 ที่นั่ง พรรคสีฟ้าได้ 10 ที่นั่ง และกลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว 4 ที่นั่ง

ดร.สติธรถอดรหัสการตัดสินใจของคน กทม. เอาไว้ว่า
  • คน กทม. เลือก สส.กทม. พรรคส้มยกจังหวัด 33 เขต จึงเป็นเรื่องยากที่จะไม่กาส้มเลยทั้ง 2 บัตรในสนามท้องถิ่น กทม.
  • คน กทม. โหวตตามผลการปฏิบัติงาน ไม่มีความภักดีต่อพรรคการเมืองใด แต่ในอดีตบังเอิญมีแค่ 2 พรรคคือ พรรค พท. กับพรรค ปชป. จึงสวิงไปมาอยู่ใน 2 พรรคนี้
  • รูปแบบการเลือกของคน กทม. ไม่ใช่โหวตไปคานอำนาจเท่านั้น ใครเป็นรัฐบาล ฉันจะโหวตให้พรรคตรงข้าม มันแล้วแต่ครั้ง
"อย่างครั้งนี้ สส. โหวตให้ส้มแล้ว ส.ก. ก็โหวตให้ส้ม ฉันมีผู้ว่าฯ สีเขียวแล้ว ส.ก. ควรจะสีเดียวกัน แต่พอเจอคำว่าระบอบอากงเข้าไป คนอาจจะรู้สึกว่าเอาไปคานดีกว่า เดี๋ยวไปเกี๊ยะเซียะกัน แทนที่จะเลือกคนไปสนับสนุนให้ชัชชาติทำงานคล่อง ไอ้พวกนี้เดี๋ยวไปต่อรองกัน แต่ถ้าเอาส้ม เขาจะรู้สึกว่าส้มเป็นพวกมีเหตุมีผล ตรงไปตรงมา อะไรดี ก็จะช่วยชัชชาติ อะไรแย่ ก็จะตรวจสอบชัชชาติ" ดร.สติธรกล่าว

กับผู้สนับสนุนพรรคสีส้มที่แสดงความไม่พอใจต่อการแต่งตั้ง ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัย เป็นประธานยุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯ กทม. มีผลต่อการตัดสินเลือกของคน กทม. หรือไม่ ดร.สติธรบอกว่า กรณีตั้ง ศ.ดร.สุรพล คนลงโทษ ดร.โจไปแล้ว ส่วน ส.ก. เป็นคนละหน้ากัน

"มันมี 2 บัตร บัตรหนึ่งได้ลงโทษพรรคที่เราชอบไปแล้ว อีกบัตร ฉันได้เลือกพรรคที่เราชอบ มันแฮปปี้ คนเรามันเลือก ไม่ได้เลือกเพื่อไปผิดหวังนะ โกรธพรรค ฉันก็ลงโทษพรรค อย่างตอนเลือกตั้ง สส. โกรธพรรคไหม โกรธ แต่สุดท้ายก็กลั้นใจเลือกส้มกันทุกคน เพราะกาหนูไม่ลง กาเพื่อไทยไม่ไหว" เขากล่าวทิ้งท้าย
.....

เพิ่มเติมจาก Gemini

การเลือกตั้งกรุงเทพมหานครที่มี "บัตร 2 ใบ" แยกกันชัดเจนระหว่าง ผู้ว่าฯ กทม. และ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) นำไปสู่ปรากฏการณ์ทางการเมืองที่น่าสนใจ โดยเฉพาะพฤติกรรม "รักพี่เสียดายน้อง" หรือการโหวตแบบแยกฝั่ง (Split-ticket voting) ที่สะท้อนวิธีคิดและมิติเชิงพื้นที่ของคนกรุงได้อย่างลึกซึ้ง

สามารถถอดรหัสรสนิยมและการตัดสินใจของคนกรุงเทพฯ ผ่านบัตรเลือก ส.ก. ออกเป็น 4 มิติสำคัญ ดังนี้ครับ

1. การเมืองภาพใหญ่ VS ปัญหาปากซอย (Macro vs Micro Politics)

ขณะที่เก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. มักจะผูกโยงกับอุดมการณ์ แบรนด์พรรคการเมือง หรือกระแสความนิยมในระดับชาติ (Macro) แต่สำหรับ บัตร ส.ก. คนกรุงเทพฯ มักให้ความสำคัญกับ "ความคุ้นเคยและการเข้าถึง" ในระดับพื้นที่ (Micro)

คนทำงานจริงในชุมชนได้เปรียบ: ส.ก. ที่ฝังตัวในพื้นที่ยาวนาน มีเครือข่ายหัวคะแนนที่เหนียวแน่น หรือช่วยเหลือชาวบ้านในยามวิกฤต (เช่น ช่วงน้ำท่วม หรือประสานงานสิทธิประโยชน์ต่างๆ) มักได้รับความไว้วางใจ โดยไม่เกี่ยงว่าจะสังกัดพรรคใดหรือลงอิสระ

การเลือกที่ตัวบุคคล: หลายครั้งที่ผู้สมัคร ส.ก. จากพรรคกระแสรอง หรือผู้สมัครอิสระ สามารถชนะในเขตนั้นๆ ได้ เพราะคนในพื้นที่รู้สึกว่า "พึ่งพาได้มากกว่า" พรรคใหญ่ที่เน้นแต่การโหมกระแสในโซเชียลมีเดีย

2. ยุทธศาสตร์ "คานอำนาจ" และการเลือกแบบไขว้ (Split-Ticket Voting)

คนกรุงเทพฯ มีพฤติกรรมการลงคะแนนที่ยืดหยุ่นและมีนัยเชิงยุทธศาสตร์สูงมาก (Strategic Voting) โดยเห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องเลือก "ผู้ว่าฯ" และ "ส.ก." จากทีมเดียวกันเสมอไป

เลือกผู้ว่าฯ ที่ชอบ เลือก ส.ก. มาคานหรือช่วยงาน: สมมติว่าเลือกผู้ว่าฯ จากผู้สมัครอิสระ คนกรุงอาจเลือก ส.ก. จากพรรคที่มีระบบตรวจสอบเข้มข้นเพื่อไปทำหน้าที่ในสภา กทม. หรือในทางกลับกัน หากเลือกผู้ว่าฯ จากพรรคหนึ่ง ก็อาจเลือก ส.ก. อีกพรรคเพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างความสมดุลในการบริหารงบประมาณ

ปรากฏการณ์นี้ทำให้พรรคการเมืองใหญ่ไม่สามารถกวาดเก้าอี้ ส.ก. ได้แบบเบ็ดเสร็จ (Landslide) เหมือนการเลือกตั้งใหญ่ระดับประเทศ

3. "กระแสพรรค" ปะทะ "ฐานเสียงท้องถิ่น"

ในการเลือกตั้ง ส.ก. เราจะเห็นการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่าง 2 แนวคิด:

สายกระแส/อุดมการณ์: กลุ่มคนรุ่นใหม่หรือคนเมืองชั้นใน มักเลือก ส.ก. โดยอิงจาก "แบรนด์พรรค" เป็นหลัก เพื่อแสดงจุดยืนทางการเมืองระดับชาติ และคาดหวังให้ทีม ส.ก. เข้าไปผลักดันนโยบายเชิงโครงสร้างหรือการตรวจสอบที่โปร่งใส

สายบ้านใหญ่/เครือข่ายอุปถัมภ์: ในเขตชานเมืองหรือชุมชนหนาแน่น (เช่น ฝั่งธนบุรี หรือกรุงเทพฯ ตะวันออก) ส.ก. หน้าเดิมที่มีฐานเสียงครอบครัว หรืออดีตหัวคะแนนท้องถิ่นยังคงแข็งแกร่งมาก เพราะชาวบ้านยังมองหา "กลไกประชานิยมระดับท้องถิ่น" ที่จับต้องได้รวดเร็ว เช่น การลอกคลอง การซ่อมไฟกิ่ง หรือการจัดงานชุมชน

4. ภาพสะท้อนของ "พรรคเกิดใหม่" และ "ผู้สมัครอิสระ"

เทรนด์ที่น่าจับตาในระยะหลังคือ การเติบโตของผู้สมัครอิสระและการกระจายตัวของขั้วการเมือง คนกรุงเริ่มเบื่อหน่ายกับความขัดแย้งของพรรคใหญ่ระดับชาติ และหันมาให้โอกาสผู้สมัคร ส.ก. กลุ่มอิสระมากขึ้น (สอดคล้องกับผลโพลหลายสำนักที่ชี้ว่า คนกรุงเกินครึ่งเปิดรับผู้สมัครที่ไม่สังกัดพรรค) เพราะเชื่อว่าจะสามารถทำงานประสานประโยชน์กับผู้ว่าฯ กทม. ทุกฝ่ายได้ราบรื่นกว่า ไม่ต้องติดหล่มเกมการเมืองขั้วตรงข้าม

สรุป: บัตรเลือก ส.ก. คือเครื่องมือที่คนกรุงเทพฯ ใช้บริหาร "ความจริงที่จับต้องได้" ในชีวิตประจำวัน พวกเขาอาจจะฝันถึงนโยบายระดับมหภาคผ่านใบเลือกผู้ว่าฯ แต่ในใบเลือก ส.ก. พวกเขาเลือกคนที่จะมาเดินลุยน้ำท่วมขังในซอยบ้าน หรือคนที่จะคอยส่งเสียงแทนพวกเขาในสภาเมืองนั่นเอง
.....



Thanapol Eawsakul
1 hour ago
·
จากสก. 50 คน
เป็นสก. หน้าเดิม 32 คน
แปลว่ามีสก. หน้าใหม่เพียงแค่ 
18 คนเท่านั้น

ขณะที่กลุ่มคนทำงานมีสก 11
คนแต่เป็นคนหน้าใหม่เพียง 1 คน
แปลว่าการโหนกระแสชัชชาติอย่างเดียวไม่ได้ผลต้องมีคะแนนจัดตั้งของตัวเองด้วย
และน่าจะสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ส่วนพรรคประชาชนแม้จะมีสก. เพิ่มขึ้นจากเดิม 14 เป็น 22 ที่นั่ง
แต่เป็นสก. หน้าใหม่ 16 คน
สก. เดิมของพรรคก้าวไกล 2565
เมื่อย้ายพรรค
สอบตกทุกคน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=27676799525293524&set=a.640340859366090