
ภัควดี วีระภาสพงษ์
5h ·
กว่าจะพ้นยุคเผด็จการ คนเจนนี้น่าจะเก่งกฎหมายกันหมดล่ะ
...
Maynu Supitcha is at สัปปายะสภาสถาน รัฐสภา.
11h ·
วันนี้แอบกลับบ้านเลทเกินเงื่อนไขศาลนิดหนึ่ง เพราะมาเข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชนที่รัฐสภาค่ะ

.
มีหลายประเด็นที่เราได้สื่อสารออกไปในวันนี้ต่อหน้าผู้เข้าร่วมประชุม ทั้งศาล อัยการ ตำรวจ และนักการเมืองหลายท่าน เรื่องหลักการเพิกถอนประกันนักโทษทางการเมือง การแสดงออกทางสิทธิและเสรีภาพตามหลักสิทธิมนุษยชน และการจับกุมนักโทษทางการเมือง
เราชี้แจงให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรมของกระบวนยุติธรรมต่อประชาชน ทั้งผู้ต้องขังทั้ง 11 คนในเรือนจำ และนักกิจกรรมที่ถูกตั้งเงื่อนไขศาลและประชาชนที่ถูกคุกคามโดยภาครัฐ ซึ่งทุกคนนั้นควรได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน หมวด 3 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ดังมาตรา 34 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้
เรายืนยันว่าสิ่งที่พวกเราทุกคนทำ คือการแสดงออกด้วยสิทธิมนุษยชนตามหลักรัฐธรรมนูญ พวกเราไม่มีเจตนาอาฆาตมาดร้าย พวกเราไม่ใช่ฆาตกร พวกเราไม่ใช่อาชญากร
การทำโพลก็เช่นกัน กิจกรรมนี้คือการสร้างพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นด้วยการตั้งคำถามและเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้ร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านการติดสติกเกอร์ ซึ่งเป็นการทำกิจกรรมตามหลักรัฐธรรมนูญ การตั้งคำถามควรเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน หากการทำโพลของเราถูกครหาว่าไม่ใช่โพลเชิงวิชาการ หากการตั้งคำถามในประเทศนี้ต้องเพื่อเชิงวิชาการเท่านั้น ประเทศนี้คงไร้ซึ่งสิทธิในการแสดงออก ไม่ต่างกับรัฐเผด็จการ
.
ด้วยเหตุนี้ ทำไมเพื่อนเราถึงถูกถอนประกัน และทำไมประชาชนที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องถึงถูกตั้งเงื่อนไขศาลที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ?
“ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้“ เป็นถ้อยคำของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา 29 วรรค 2
ที่รับรองหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ ( Presumption of Innocence ) ว่าเป็นหนึ่งในสิทธิของปวงชนชาวไทย ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในหลักสิทธิมนุษยชนสากลที่ปรากฎในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีอีกด้วย
แต่การกระทำจากกระบวนการยุติธรรมที่พวกเราได้รับ กลับเหมือนถูกตัดสินว่าเป็นผู้กระทำผิดทั้งๆที่ศาลยังไม่ตัดสิน ทั้งเพิกถอนประกัน ติดกำไล EM ห้ามออกนอกเคหสถาน และห้ามกระทำการใดๆในลักษณะเดียวกับที่ถูกกล่าวหา เงื่อนไขและสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ต่างอะไรกับการถูกตัดสินว่าผิด ทั้งๆที่พวกเราทุกคนทั้งยืนยันว่าไม่มีพฤติการณ์หลบหนี และไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน
อีกทั้งยังมีพฤติการณ์จากเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นการกระทำโดยมิชอบ เช่น
- บุกค้นห้องโดยไม่มีเจ้าของห้อง ไม่มีทนาย และเจ้าของห้องไม่เกี่ยวข้องกับคดี
- บุกจับโดยอ้างหมายค้น โดยเจ้าหน้าที่ไม่แจ้งชื่อ ไม่แจ้งหมาย และหมายเลขคดีความ
- บุกจับยามวิกาล
และยังมีการเพิ่มเงื่อนไขซึ่งละเมิดสิทธิมนุษยชนและกระทบการใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก
การกระทำทั้งหมดนี้เป็นความไม่เป็นธรรมจากภาครัฐและกระบวนการยุติธรรมที่เราได้รับ และขัดกับหลักสากลอย่างชัดเจน
(ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เราตั้งใจสื่อสารออกไป เป็นเพียงสารจากตัวเราเองเพียงเท่านั้น ไม่ได้มีการพาดพิงถึงเนื้อหาการประชุมในวันนี้เพียงอย่างใด)