วันศุกร์, พฤษภาคม 13, 2565

ทำไมเราจึงต้องช่วยกันรณรงค์เลือกผู้ว่าฯ ทั่วประเทศให้เกิดขึ้นจริง !!!


ภาพจากเพจ We’re all voters: เลือกผู้ว่าฯ ทั่วประเทศต้องเกิดขึ้นจริง

ทำไมเราจึงต้องเลือกผู้ว่าฯ เชียงใหม่ และจังหวัดอื่นๆทั่วประเทศ???? 

1.  เพราะจังหวัดเป็นหน่วยการบริหารที่สำคัญของประเทศ ดูแลกิจการต่างๆทั่วทั้งจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงควรมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน ไม่ใช่มาเป็นผู้ว่าแจ๊ะแฮะ (Jae Hae Governor) คือมาอยู่ 1 ปี หรือ 1 ปีเศษก็ต้องย้ายหรือเกษียรอายุโดยยังไม่ทันได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เนื่องจากกระทรวง มหาดไทยมีข้าราชการมากมาย ใครๆก็อยากเป็นผู้ว่าฯ เพราะสังคมยกย่อง เป็นที่นับหน้าถือตา รายได้ดีมาก มีค่าตอบแทนมากมาย แต่ผลงานแทบไม่มีปรากฏ ทุกอย่างต้องรอฟังคำสั่งและบริหารแต่ละแห่งได้ไม่นาน ไม่สังเกตหรือว่าไปจังหวัดไหน ก็มีปัญหาเหมือนกันหมด จราจรติดขัด ผังเมืองไร้กฎ ระเบียบ โรงเรียนดีๆ มหาวิทยาลัยอัดกันอยู่ในเมือง เมืองไร้ต้นไม้ ไร้สวนสาธารณะ ไม่มีการแยกขยะชัดเจน ทางเท้าคับแคบ สายไฟฟ้าระโยงระยาง ชนบทล้าหลัง ถูกทอดทิ้ง คนเฮโลกันเข้าหางานในเมือง ฯลฯ

2.  ผู้ว่าฯเลือกตั้งจะได้ทำงานรับใช้ประชาชน 4 ปีและต่อเนื่อง ทำงาน ดี ประชาชนก็เลือกให้อยู่ต่อ

3.  ถ้าผู้ว่าฯเลือกตั้งทำงานได้ 2 ปี ดีแต่พูดตอนหาเสียง ผลงานไม่มีปรากฎ ประชาชนก็ให้ออกไป

4.  ได้เลือกตั้งคนท้องถิ่นขึ้นแป็นผู้ว่าฯ ก็เกิดบรรยากาศความรัก ความภูมิใจในท้องถิ่นของตนเอง
ภูมิใจที่เขาได้เลือกลูกหลานเป็นผู้นำ หากคนที่เขาชอบไม่ได้รับเลือก ก็รอครั้งต่อไปได้ ทุกสิ่งมีความหวัง
5.  เมื่อเกิดบรรยากาศแห่งความรัก-ภูมิใจในบ้านเกิด ผู้คนก็เริ่มสนใจปัญหาต่างๆ คิดจะปรับปรุง 
อะไรให้บ้านเกิด เริ่มขบคิด ถกเถียง ออกไปสำรวจ ค้นหา ไถ่ถาม-พบปะผู้คน ก็คือ ทุกคนรู้สึกว่า

“นี่คือบ้านเมืองของเขาเอง ทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของบ้านร่วมกัน ซึ่งไม่เคยมีแบบนี้มาก่อนเลยในอดีต”

6.  การเลือกตั้งเกิดขึ้นทุกครั้งควบคู่กับการหาเสียง การปราศรัย ออกไปพบประชาชน การ นำเสนอปัญหาต่างๆของเมือง ข้อดีของเมืองอื่นๆ นำเสนอนโยบายและแนวทางแก้ไขปรับปรุง เกิดการเรียนรู้ รู้จักและรักบ้านเมือง ทุกเพศทุกวัย เป็นการศึกษาล้ำค่าที่ไม่เคยมีมาก่อนเลย

7.  เมื่อเกิดการเสนอปัญหาและแนวทางแก้ไข ก็จะมีผลตามมา 3 ข้อ คือ 1. ผู้สมัครไปค้นคว้า สอบถาม สำรวจวิจัย พบปะผู้คน 2. ผู้เลือกตั้งได้เรียนรู้ ได้ฟัง คิดตาม สงสัย ไปค้นหาว่าอะไรคือทางแก้ไขปัญหาบ้านเมืองของตนเอง และ 3. เกิดการถกเถียงเรียนรู้ นำไปสู่การยกระดับของคนทั้งเมือง ความรู้และเทคนิคมีแต่จะก้าวไปข้างหน้า พัฒนาเมืองให้ดีขึ้น ไม่มีหรอกที่เมืองจะถอยหลัง

8.  เราต้องสร้างระบบการเลือกตั้งผู้ว่าฯโดยประชาชนให้เป็นสถาบันที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง ทุกๆ 4-5-6 ปี มีความมั่นคง ให้สิ่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของอุดมการณ์ประชาธิปไตย เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตย และให้เป็นส่วนหนึ่งที่จะอยู่กับชีวิตของเราและลูกหลานเราไปนานๆ เป็นสิ่งล้ำค่าที่คนรุ่นหนึ่งมอบไว้ให้ลูกหลาน เป็นประเพณีที่ล้ำค่าให้ลูกหลานนำไปสืบสานต่อ

9.  การเลือกตั้งต้องมีวาระชัดเจน 4 หรือ 5 หรือ 6 ปี เมื่อทุกอย่างมีความชัดเจน ต่อเนื่อง คนที่รู้ก็ จะตั้งใจศึกษา ค้นคว้า และตระเตรียมการฝึกตนเอง หรือเตรียมให้ลูกหลาน พัฒนาความรู้และความสามารถของตนเองหรือลูกหลานให้พัฒนาขีดความสามารถยิ่งๆขึ้นไปเพื่อแบกรับงานสำคัญนี้

10.  มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ก็จะลดการทุจริตคอรัปชั่นลงไปมากมาย เพราะสมาชิกสภาจังหวัด (ส.จ.) ก็จะตรวจสอบ คอยติดตามข่าวการเสนอโครงการต่างๆ และการใช้จ่ายเงินแต่ละรายการ ไม่ใช่มาแบบผู้ว่าฯแจ๊ะแฮะ มาถึงใครก็ไม่รู้จัก ชื่อเสียงก็ไม่เคยได้ยิน ไม่ได้เลือกมา ไม่มีความผูกพัน จะใช้งบไปอย่างไรก็ได้ ไม่มีใครสนใจ และจะเป็นการใช้จ่ายแบบเงียบๆที่น่ากลัวเพราะไม่มีใครรู้

11.  ส่งผลให้ความสนใจที่มีต่อการพัฒนาและแก้ไขปัญหาให้ท้องถิ่นดีขึ้นอย่างรอบด้าน และใน ทุกๆมิติ เพราะอย่าลืมว่าการเลือกตั้ง และการหาเสียง การตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร จะทำให้เกิดความสนใจของประชาชนในทุกๆด้าน สื่อมวลชน อยากรู้ว่าจะพัฒนาจังหวัดไปในทิศทางใด

12.  เป็นบันไดสำคัญในการพัฒนานักการเมืองฝีมือดีในระดับท้องถิ่น ให้ฉายแสงโชว์ฝีมือเป็นที่ รู้จักและชื่นชม และรุ่งโรจน์ต่อไปก้าวขึ้นเป็น ส.ส. หรือผู้บริหารระดับประเทศ ดังที่คนเก่งประเทศอื่นๆก็ล้วนก้าวขึ้นมาจากตำแหน่งในท้องถิ่นไปเปล่งประกายรับใช้ภารกิจในระดับชาติ

13.  ไม่มีอะไรที่จะสร้างคน พัฒนาคน ให้ความรู้แก่คน และฝีกฝนสร้างโอกาสที่ดีแก่คนท้องถิ่น เท่ากับการเลือกตั้ง การหาเสียง การเสียสละตนทำงานเพื่อส่วนรวม งานการเมืองเพื่อรับใช้สังคมจึงเป็นเวที เป็นโรงเรียน และระบบที่จะสร้างคนและพัฒนาคนในระยะยาวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว

14.  เปิดทางให้มีการพัฒนาอย่างเป็นธรรมในทุกๆท้องถิ่น ผู้ว่าฯไปเห็นมาทั่ว พบประชาชนทุก หนแห่ง ก็ย่อมรู้ว่าแต่ละท้องถิ่นและชนบทขาดแคลนอะไร เช่น ทำไมอุดมศึกษา 11 แห่งกระจุกอยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่ ฝาง ฮอด จอมทอง แม่แจ่ม ไชยปราการ พร้าว ไม่ใช่เชียงใหม่หรืออย่างไร

15.  ท้องถิ่นเข้มแข็ง ทุกจังหวัดเจริญก้าวหน้าเพราะผู้ว่าฯเลือกตั้ง อำนาจนอกระบบคิดจะยึด อำนาจ ก่อรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง ตั้งรัฐบาลของกองทัพ คิดหรือว่าจะทำได้โดยไม่มีคนท้องถิ่นทั่วประเทศลุกขึ้นมาต่อต้าน การปกครองท้องถิ่นที่เข้มแข็งนั่นเองที่จะต่อต้านรัฐประหารได้อย่างทรงพลังยิ่ง

16.  เมื่อทุกจังหวัดมีเลือกตั้งผู้ว่าฯ ก็จะเกิดการเปรียบเทียบ มีการแข่งขัน นำเอาสิ่งดีๆในจังหวัด อื่นๆมาพัฒนาท้องถิ่นของตน สรุปบทเรียนด้านที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นซ้ำรอย บ้านเมืองก็จะมีแต่เรื่องดีๆ

17.  ป้องกันมิให้เกิดการแยกไปตั้งประเทศใหม่ เพราะหากคนท้องถิ่น สูญสิ้นความหวัง เสนออะไร ไปยังส่วนกลาง ไม่ฟังไม่ตอบ ไม่สนใจข้อเรียกร้องของคนท้องถิ่น จึงมีคนคิดว่าถ้าเช่นนั้น ก็แยกประเทศไปเลย จะได้พัฒนาประเทศแนวใหม่อย่างเต็มที่.

และ 18. โปรดสังเกตว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว และนำหน้าประเทศไทยล้วนมีระบบการปกครอง ท้องถิ่นที่เข้มแข็งและเป็นประชาธิปไตยมาก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ประเทศต่างๆในยุโรปตะวันตก ตลอดจน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินโดนีเซีย ไต้หวัน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ฯลฯ ทั้งหมดนี้ให้บทเรียนแก่ประเทศไทยอย่างลึกซึ้งว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯ โดยประชาชนในเมืองต่างๆของต่างประเทศ มีผลดีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

วันนี้ จึงเกรงกันว่า หากไทยเรายังเชื่องช้าเป็นไดโนเต่าอีกต่อไป ก็จะเกิดปัญหาอีกมากมายตามมา และกลายเป็นปัญหาทั้งทางกายภาพและสุขภาพจิต เกิดเป็นคำถามใหญ่ว่า ทำไมประเทศเราจึงยังมีผู้นำที่ล้าหลัง ดักดาน งมโข่ง และไม่ยอมเปิดหูเปิดตา มองออกไปสู่โลกกว้าง...........

น่าเสียดายจริงๆนะครับ.

ด้วยคารวะพี่น้องในทุกๆท้องถิ่น. (15 พฤษภาคม 2565)

ธเนศวร์ เจริญเมือง